5 Level Of Autonomous Cars… พาหนะไร้คนขับทั้ง 5 ระดับ

Autonomous Car

นักวิจัยจาก ABI Research คาดการณ์ว่า ภายในปี 2025 เราจะได้เห็นรถยนต์ไร้คนขับบนท้องถนนมากกว่า 8,000,000 คัน… ก็ประมาณ 4 ปีข้างหน้านี่แล้ว ที่ยานพาหนะวิ่งเองจนถึงไร้คนขับจะพบเห็นได้ในเมืองหลักๆ ของโลกที่โครงสร้างพื้นฐานพร้อมเพื่อระบบนิเวศน์นี้… ซึ่งรถยนต์ไร้คนขับในปี 2025 ที่พูดถึงกันนี้ จะหมายถึงรถยนต์ในมาตรฐาน Driving Automation Level 3… Level 4 และ Level 5 

วันนี้ก็เลยจะพามารู้จักกับเอกสารชื่อ Taxonomy and Definitions for Terms Related to Driving Automation Systems for On-Road Motor Vehicles และ SAE หรือ The Society of Automotive Engineers ซึ่งเป็นผู้กำหนดมาตรฐานรถยนต์ไร้คนขับ หรือ Autonomous Cars ภายใต้การกำกับกระทรวงคมนาคมแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ U.S. Department of Transportation

มาตรฐาน Autonomous Cars ที่อ้างอิงด้วยการกำหนด Level 0–5 นี้ ในอนาคตอันใกล้จะถูกใช้เป็นข้อกำหนดต่างๆ ในการทำโครงสร้างพื้นฐานที่หลายฝ่ายเชื่อว่า จะเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตที่อิงการคมนาคมขนส่งแบบเดิม ไม่ต่างจากการเปลี่ยนจากรอยเกวียนหรือรถม้า มาเป็นรอยดอกยางบนถนนคอนกรีต

มาดูไปพร้อมกันเลยครับว่า… Autonomous Cars ในแต่ละ Level เขาแบ่งแยกกันตรงไหนอย่างไร?

Level 0… No Driving Automation 

รถทุกคันที่วิ่งบนถนนทุกวันนี้ถือเป็น Level 0 ทั้งหมด… ซึ่งการควบคุม Dynamic Driving Task ทั้งหมดตั้งแต่สตาร์ทเครื่องเดินหน้าถอยหลังและเลี้ยวซ้ายขวา เร่งเครื่อง ชลอความเร็วและหยุดรถถูกจัดการโดยมนุษย์หรือคนขับทั้งหมด

Level 1… Driver Assistance 

รถบางส่วนที่เริ่มเห็นบนท้องถนนปัจจุบันในปี 2020 จะมีระบบอัตโนมัติ ช่วยเหลือผู้ขับขี่ เช่น การบังคับเลี้ยวหรือการเร่งและรักษาคุมความเร็วคงที่ รวมทั้งระบบควบคุมความเร็วคงที่แบบปรับความเร็วอัตโนมัติ ซึ่งสามารถควบคุมยานพาหนะไว้ในระยะที่ปลอดภัยต่ออุบัตเหตุ ซึ่งคุณสมบัติ Level 1 ยังต้องการวิจารณญาณของมนุษย์คนขับ ตรวจสอบการใช้ฟังก์ชั่นช่วยขับขี่ร่วมด้วย

Level 2… Partial Driving Automation

พาหนะ Level 2 นี้จะมีระบบ ADAS หรือ Advanced Driver Assistance Systems ซึ่งเป็นระบบบังคับเลี้ยวอัตโนมัติคู่กับระบบความคุมอัตรเร่งและปรับความเร็วให้ทำงานประสานกันผ่านกลไกการควบคุมที่ซับซ้อน… ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทุกค่ายล้วนใส่เงินไปกับการวิจัยระบบ ADAS ต่อเนื่องมานาน ซึ่งระบบ ADAS ที่มีชื่อเสียงและสอบผ่านมาตรฐาน Level 2 รุ่นแรกๆ จนได้ทดสอบบนถนนก่อนใครก็ได้แก่ Tesla Autopilot และ Cadillac Super Cruise Systems จากค่าย GM Motor… แต่การใช้งานพาหนะ Level 2 ก็ต้องมีมนุษย์นั่งอยู่หลังพวงมาลัยช่วย “ปกป้องความผิดพลาด” อยู่เช่นกัน

Level 3… Conditional Driving Automation

พาหนะ Level 3 จะมีความสามารถในการตรวจจับสภาพแวดล้อม และสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดเช่น การเร่งแซงรถที่ช้า แต่ระบบก็ยังต้องการความช่วยเหลือจากมนุษย์ แม้มนุษย์ไม่ต้องเหยียบคันเร่งถือพวงมาลัย… แต่ผู้ขับขี่จะต้องตื่นตัวและพร้อมที่จะเข้าควบคุมทันทีหากระบบผิดพลาด ซึ่งส่วนใหญ่ระบบจะออกแบบให้ตรวจสอบเงื่อนไขการทำงานอัตโนมัติตลอดเวลา และหาก Condition หรือเงื่อนไขการทำงานในระบบผิดพลาด… รถจะมีฟังก์ชั่นขอความช่วยเหลือจากมนุษย์ติดมาด้วย

พาหนะ Level 3 จาก Audi รุ่น A8L ถูกส่งมอบถึงตัวแทนจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในปี 2019 หลังจากมีปรากฏในหนัง Superhero ของ Marvel บางเรื่องก่อนหน้านั้น ใน Audi A8L มี Traffic Jam Pilot ซึ่งรวมเครื่องสแกนแบบ Lidar Scanner กับ Advanced Sensor Fusion และ Processing Power… แต่รถยนต์รุ่นนี้ก็สอบผ่านเพียง Level 2 ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

Level 4… High Driving Automation

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างพาหนะ Level 3 และ Level 4 คือ… พาหนะ Level 4 ไม่ต้องมีมนุษย์คอยช่วยเหลือในยามเข้าตาจนเหมือน Level 3 อีกเลย แม้จะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นทั้งในระบบและสภาพแวดล้อมภายนอก หรือแม้แต่เกิดขัดข้องขึ้น พาหนะ Level 4 ก็จะจัดการความผิดปกติและบกพร่องทั้งหลายได้เอง โดยพึ่งพาและปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ในฐานะผู้โดยสาร มากกว่าจะพึ่งพามนุษย์ในฐานะผู้ควบคุมปกป้องความผิดพลาด

พาหนะ Level 4 สามารถทำงานในโหมดขับขี่ด้วยตนเอง หรือ Self-Driving Mode ได้อย่างสมบูรณ์… แต่การใช้งานยังต้องรอกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่พร้อมกว่านี้ก่อน… Level 4 Autonomous จึงมีการทดลองใช้งานในพื้นที่จำกัดและควบคุมศักยภาพของระบบไว้ที่ระดับปลอดภัย เช่น จำกัดความเร็วไว้ที่ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ในพื้นที่เฉพาะที่กำหนด… ค่ายรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จถึงขั้น Level 4 แล้วอย่างชัดเจนได้แก่ Alphabet’s Waymo จาก Google… NAVYA จากฝรั่งเศษ… Magna จากแคนนาดา และ  Volvo X Baidu จากจีน

Level 5… Full Driving Automation

พาหนะ Level 5 ไม่ต้องการความช่วยเหลือใดๆ จากมนุษย์อีก เพราะระบบจะทำงาน Dynamic Driving Task เต็มประสิทธิภาพ เทียบเท่าระดับเดียวกับหรือดีกว่ามนุษย์ที่มีทักษะการขับรถยอดเยี่ยมที่สุด… พาหนะ Level 5 จึงไม่มีแม้แต่พวงมาลัย แป้นเหยียบคันเร่งและแป้นเบรก ทำให้พาหนะ Level 5 เป็น Fully Autonomous Cars ซึ่งเป็นเป้าหมายความสำเร็จของการพัฒนายานพาหนะบนผิวพื้นยุคต่อไป… ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่า กฏหมายและโครงสร้างพื้นฐานของ Smart City ที่แท้จริงจะอ้างอิง Autonomous Cars Level 5 เป็นแนวทางในการพัฒนาเมืองยุคหน้าด้วยครับ… และที่สำคัญกว่านั้น ต่างมีการซุ่มพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยี Level 5 กันอย่างคึกคัก ซึ่งคนในวงการเทคโนโลยี AI ต่างได้สัมผัสการซื้อตัวและตามหา Talent เข้าโครงการ  Autonomous Cars Level 5 กันอย่างคึกคักในชุมชน AI บน LinkedIn

ขอสั้นๆ ประโยคหนึ่ง… อยู่ให้ทัน ฝันให้ถึง!

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งถึงท่านบน Timeline ทุกวัน และ รบกวนท่านผ่านข้อความ Chat เท่าที่จำเป็น

Related Post

Hart's War

Hart’s War #หนังดีที่เคยดู

Thomas Hart ถูกสอบสวนให้บอกที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของฐานทัพสัมพันธมิตร… และไม่กี่วันหลังจากนั้นก็มีการโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพสัมพันธมิตร และ คลังน้ำมันจนแนวรุกของฝ่ายสัมพันธมิตรต้องหยุดการรุกคืบไปจนกว่าเสบียงและน้ำมันจะมาถึงหลังปีใหม่… และ Thomas Hart ถูกส่งตัวเข้าค่ายกักกันของนาซี

Curiosity

Lifelong Learning Skill… ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

การเปลี่ยนให้ “ความไม่รู้ไปเป็นความรู้” จึงเหลือทางเดียวให้ทุกคนต้องทำนั่นก็คือ เรียนรู้–ลองให้รู้–เรียนให้รู้… ซึ่งการเรียนรู้เพิ่มเติมแล้วเอาความรู้ที่ได้มาใหม่ไปลองลงมือทำ และเรียนรู้ซ้ำจากสิ่งที่ได้ลอง จนกลายเป็นทักษะหรือประสบการณ์ใหม่ “สะสมต่อเติมทักษะและประสบการณ์ใหม่” เพิ่มเติมเรื่อยๆ ด้วยวงจรการเรียนรู้ต่อเนื่องไป โดยสะสมทักษะและประสบการณ์ใหม่ที่ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงด้วยฐานความรู้และทักษะประสบการณ์ใหม่ย่อมเกิดขึ้นไปแล้ว 100% จากทั้งหมดที่เรียนรู้ไปแล้วลองทำไปแล้วและเรียนรู้จากที่ลองทำจนเป็นความรู้และประสบการณ์ของตัวเองไปแล้ว…

Sleeping in Meeting

การประชุมและการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด #ExtremeLeadership

แนวคิดการนำและผู้นำสมัยใหม่ จะมองการประชุมเป็นอุปสรรคมากกว่าจะมองว่าเป็นขบวนการทำงานเพื่อขัดเกลาโอกาส… ความจำเป็นแบบนักบริหารและผู้นำยุคเก่า ที่ข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงในอดีตอยู่กับคนและกลไกออฟไลน์ทั้งหมด จนต้องเรียกคนที่เกี่ยวข้องมานั่งรวมกัน “พูดคุย แลกเปลี่ยนและสื่อสารข้อมูลตามวัตถุประสงค์พร้อมกัน” จึงไม่จำเป็นอีก…

Far and Away 1992

Far And Away… ไกลเพียงใดก็จะไปให้ถึงฝัน #หนังดีที่เคยดู

เรื่องราวของ Shannon Christie และ Joseph Donnelly จาก Far and Away ที่เขียนเป็นนิยายน้ำเน่าพล๊อตดอกฟ้ากับหมาวัด ที่ทั้งคู่ได้ผจญภัยร่วมกันในดินแดนที่เชื่อมั่นความเท่าเทียม แต่ก็เห็นมีความย้อนแย้งของการเอารัดเอาเปรียบที่มีโอกาส อำนาจและอิทธิพล ปรากฏเป็นความเหลื่อมล้ำไม่แตกต่าง… สารแฝงจาก Far and Away จึงมี Message จิกกัดเบาๆ กับอเมริกาหลายฉาก โดยเฉพาะการเสนอภาพทางเลือกของคนด้อยโอกาส ที่ผู้ชายต่อยมวยหาเงินจากเศษเสี้ยวของเงินเดิมพัน ในขณะที่ผู้หญิงส่วนหนึ่งก็ขายตัวแลกเศษเงิน ซึ่งทั้งสองทางเลือกไม่เคยให้อนาคตที่ดีกับใคร…