A Time to Kill… ยุติธรรมอำมหิต

A Time To Kill DVD

“ผมขอให้ท่านหลับตาลง… นึกภาพเด็กผู้หญิงผิวดำวัยสิบปี ถูกวัยรุ่นขี้ยาเมามายสองคน ขว้างเธอด้วยเบียร์ทั้งกระป๋องจนล้มคว่ำ… ลากร่างที่บอบช้ำเข้าทาง ผลัดกันข่มขืน และพยายามแขวนคอเธอกับกิ่งไม้ให้ตายตรงนั้น แต่กิ่งไม้เล็กและเปราะเกินไปจนรับน้ำหนักไม่ไหว… พวกมันจึงลากเธอขึ้นรถ เอาร่างที่ร่อแร่ปางตายไปฉี่รดและโยนเธอลงมาจากสะพาน… และถ้านั่นเป็นเด็กหญิงผิวขาวหล่ะ?”

ถ้อยแถลงปิดคดีทั้งน้ำตา ของทนายความคนผิวขาว ผู้มีลูกสาวอายุน้อยเหมือนเด็กหญิงผิวดำที่เป็นเหยื่อในคดีข่มขืนโดยวัยรุ่นขี้ยาผิวขาวสองคน และคนผิวดำผู้พ่อของเด็กหญิงเคราะห์ร้าย อัดอั้นและเจ็บแค้นแสนสาหัสจนก่อคดีฆาตกรรมด้วยการบุกยิงขี้ยาสองคนต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ในระหว่างที่ตำรวจกำลังคุมตัวนักโทษคดีข่มขืนไปขึ้นศาล… ต่อหน้าฝูงชนจนพวกมันตายคาที่ตรงตีนบันไดศาลนั่นเอง… และทนายผู้มุ่งมั่น ก็กำลังแถลงคดีเพื่อวิงวอนกับลูกขุน ให้เห็นใจลูกความคนผิวดำที่ก่อเหตุฆ่าคนขาวเพื่อสางแค้นวันนั้น

ก่อนหน้านั้น… Carl Lee Hailey หรือ คาร์ล ลี พ่อของเด็กหญิงโชคร้ายผู้ยินยอมเป็นฆาตกร จากเหตุบุกยิงคนร้ายคาศาลด้วยตัวเอง ยอมมอบตัวกับทางการพร้อมจิตใจที่แข็งแกร่ง  และยืนหยัดสู้คดีเพื่อให้ตัวเองพ้นผิดจากคดีฆาตกรรมอุกฉกรรจ์ อุกอาจและท้าทายอำนาจกฏหมาย จนก่อความขัดแย้งเรื่องสีผิวขึ้นระหว่างพิจารณาคดีของคาร์ล ลี

ก่อนเกิดเหตุยิงผู้ต้องหาคดีข่มขืน… คาร์ล ลี แวะไปหา Jake Brigance ทนายความคนผิวขาวที่เคยช่วยทำคดีน้องชายของคาร์ล ลี มาก่อน… และบอกเจค บริแกรนซ์ว่า… “ถ้าผมลำบากคุณจะช่วยผมใช่มั๊ย?”

ทนายความคนขาว ที่ว่าความให้คนดำ ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องผิวสีที่มีองค์กรเถื่อนเรื่องเหยียดสีผิวอย่าง KKK หรือ Ku Klux Klan… กลุ่มลัทธิชาตินิยมผิวขาวสุดโต่ง ที่เคยมีสมาชิกร่วมขบวนการนับล้านคนในช่วงปี 1860-1870 ในเขตรัฐทางใต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีธรรมเนียมการใช้วิธีรุนแรงเคลื่อนไหวต่อต้านคนสีผิวอื่นทั้งชาวเอเซียและแอฟริกัน และยังมีคนสืบทอดลัทธินี้มายาวนานถึงปัจจุบัน… คนในลัทธิ KKK จะก่อเรื่องตั้งแต่กลั่นแกล้งถากถางด้วยวาจาไปจนถึงทำลายทรัพย์สินและฆาตกรรมคนผิวดำหรือคนเอเชียที่พวกเขาขุ่นเคือง รวมทั้งแนวร่วมด้วย

เจค บริแกรนซ์จึงถูกคุกคามถึงขั้นเอาชีวิต ต้องส่งลูกเมียไปอยู่กับพ่อตาแม่ยาย บ้านถูกเผา ชีวิตการงานจวนเจียนจะพังพินาศ… แต่เจค บริแกรนซ์ก็ไม่ถอยที่จะช่วย คาร์ล ลีให้พ้นผิด แม้ต้องเจอกับผู้พิพากษาชาวผิวขาวที่สนใจแต่งานในหน้าที่ตัวเอง และยังต้องสู้กับอัยการขี้โอ่ ที่หวังทำคดีเอาใจคนผิวขาวในพื้นที่ เพื่อเตรียมเล่นการเมือง… และลูกขุนที่มีทัศนคติโน้มเอียงเข้าข้างคนผิวขาว และทุกครั้งที่ศาลเปิดไต่สวนคดีของคาร์ล ลี… นอกศาลจะมีม๊อบคนขาวและคนดำปะทะกันจนวุ่นวายทุกนัด โดยเบื้องหลังของม๊อบมีทั้ง KKK และ “องค์กรสิทธิคนผิวดำ” ที่ต่างก็ “เคลื่อนไหวหาผลประโยชน์” จากเหตุการณ์ความขัดแย้งในคดีของคาร์ล ลี ไม่ต่างกัน

แต่เจค บริแกรนซ์ และคาร์ล ลีก็ยืนหยัดต่อสู้ กับมิตรสหายเพียงไม่กี่คนเพื่อสร้างปาฏิหาริย์ทางกฏหมาย ให้พ่อผู้เจ็บช้ำจากทัศนคติที่ไม่ได้มองคนเป็นคนอย่างเท่าเทียม เพียงเพราะสีผิวไม่เหมือนกัน

ปัญหาเรื่องเหยียดผิวในรัฐทางใต้ของอเมริกา แม้ในปัจจุบันจะแทบไม่มีประเด็นให้ต้องกังวลอะไรแล้ว… แต่ Ku Klux Klan และนาซีใหม่ ก็ยังเป็นกลุ่มชาตินิยมสุดโต่งที่หลายฝ่ายเชื่อว่ายังไม่หายไปไหน เพียงแต่แกนนำการปลุกปั่น และจารีตของการเคลื่อนไหวเพื่อข่มขู่ คุกคามและก่ออาชญากรรมเหมือนในอดีต เป็นเรื่องยากเพาะปัจจุบันมีกล้องวงจรปิดอยู่ทุกหัวระแหง… การจะขนไม้กางเขนไปเผาข่มขู่หน้าบ้านเหยื่อคงไม่ง่าย แม้แนวร่วม KKK จะมีแทรกอยู่กับคนในสังคมที่ไม่ได้ประกาศตัว… แต่คนผิวสีทั้งเอเซียและแอฟริกันก็รับรู้ได้ว่า… ทัศนคติแบ่งแยกเหยียดหยามก็ยังมีอยู่… ซึ่งคนผิวดำและคนหัวดำในสหรัฐอเมริกา ก็ก่อเหตุตอบโต้และมีพฤติกรรมไม่ต่างกันในหลายๆ กรณี… โดยเฉพาะการเล่นงานคนอ่อนแอไร้ทางสู้ ที่เหยื่อทุกสีผิวล้วนถูก “คนต่างสี” รังแกและเอาเปรียบกับคนที่รังแกได้ง่ายๆ เหมือนๆ กันทั้งสิ้น

A Time to Kill เป็นบทหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายขายดีของ John Grisham ชื่อเรื่องเดียวกัน…  John Grisham เป็นทนายความที่ร่ำรวยจากการขายนิยาย ที่ Hollywood ซื้อลิขสิทธิ์มาทำหนังเกือบ 10 เรื่อง… A Time to Kill ได้นักแสดงชื่อดังอย่าง Samuel L. Jackson แสดงเป็นคาร์ล ลี… มี Matthew McConaughey แสดงเป็นเจค บริแกรนซ์… Sandra Bullock แสดงเป็น เอลเลน โรอาร์ นักศึกษานิติศาสตร์บัณฑิตที่อาสาช่วยเจคทำคดีฟรีๆ จนตัวเองปางตายจาก Ku Klux Klan… รวมทั้งนักแสดงชื่อดังของ Hollywood มากมายที่ล้วนคุ้นหน้าคุ้นตานักดูหนังชาวไทยทั้งสิ้น

โดยส่วนตัวผมอ่านนิยายของ John Grisham ฉบับภาษาอังกฤษหลายเรื่อง… เพราะครูติวภาษาอังกฤษช่วงเตรียมสอบ TOEFL ของผมสมัยนั้น ยื่นนิยายเรื่อง The Firm ของ John Grisham ให้อ่านและแนะนำว่า “จงอ่านนิยายฝรั่งและดูหนัง Sound Track เยอะๆ ก่อนสอบ” ซึ่งต่อมาผมต้องเสียตังค์ซื้อนิยายของ John Grisham อีกหลายเล่มในช่วงที่ยังเรียนอยู่

ฉากที่ผมชอบที่สุดในหนังเรื่อง A Time to Kill ไม่ใช่ตอนที่เจคแถลงปิดคดีหรอกครับ… แต่เป็นตอนเจคย้ำคำสอนของ ลูเชี่ยล วิลแบงค์ ที่แสดงโดย Donald Sutherland ผู้เป็นอาจารย์และที่ปรึกษาคดีโหดหินครั้งนี้ว่า… I can not promise you riches. What I can offer you the chance to save the world one case at a time. ฉันไม่สัญญาว่าเธอจะรวย แต่ฉันให้โอกาสเธอได้ช่วยโลกคราวละหนึ่งคดีได้!… 

ซึ่งเป็นคำพูดและแรงบัลดาลใจให้เจค บริแกนซ์… เดินหน้าสู้เคียงข้างคาร์ล ลีเพื่อทวงความยุติธรรมคืนจากการกดขี่มากมายที่กดทับโลกเอาไว้ด้วยทัศนคติเลวร้าย จนได้แถลงปิดคดีสำคัญในชีวิตทนายความอย่างสง่างาม

Credit: Lnwshop.com

หนังสนุกครับ สำหรับคนที่ชอบแนวฆาตกรรมสืบสวนสอบสวน และฉากทนายว่าความซักค้าน ชิงไหวชิงพริบกันพอให้เห็นภาพ… รายละเอียดแตกต่างจากต้นฉบับนิยายของ John Grisham มากโขอยู่… แต่ก็ดูเพื่อความบันเทิงได้แน่นอนครับ 

สุขสันต์วันอาทิตย์…

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

P–I Matrix กับการสะสางงานให้สำเร็จ

ในสถานการณ์ที่ไม่ซับซ้อน การตัดสินใจ “เลือกทำและเลือกทิ้ง” อะไรจะทำได้ไม่ยาก… แต่โดยประสบการณ์ส่วนตัว ที่ผมเจอการเสนอจ้างงานบ้างหรือขอคำชี้แนะหารือทั่วไปบ้าง… ส่วนใหญ่จะมีประเด็นซับซ้อนเกี่ยวพันจนยากที่จะระบุความสำคัญเพื่อ “เลือกทำ หรือ เลือกทิ้ง” ส่วนไหนอย่างไร

Food Waste

Food Waste… ขยะอาหาร #FridaysForFuture

ประเด็นขยะอาหารที่เน่าเสียเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบคัดแยกขยะที่ปนเปื้อนขยะอาหารเน่าเสีย ซึ่งกลไกการคัดแยกขยะทั้งแบบกึ่งอัตโนมัติ และแบบอัตโนมัติที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน… ไม่สามารถจัดการขยะคลุกเศษอาหารเน่าเสียได้จนถึงขั้นระบบล้มเหลวก็มี… และนั่นทำให้ขยะส่วนใหญ่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จนกลายเป็นภูเขาขยะอยู่ทั่วโลกอย่างในปัจจุบัน

Happy / Sad Vespa Mindset

Adapting Testing and Performing… ปรับเปลี่ยน ลองเรียนและลุยเลย

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างแท้จริงในการจับ Systems มาขัดเกลาปรับแต่งนั้น ท่านจะต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “ข้อมูล กับ ความรู้” เสียก่อน เพราะ Feedback เป็นข้อมูล และ Systems หรือ กิจกรรมการศึกษาเป็นความรู้… สิ่งที่หนังสือ The Student Mindset: A 30-Item Toolkit For Anyone Learning Anything ของ Steve Oakes และ Martin Griffin แนะนำแนวทางไว้ในบทนี้ จึงเป็นแนวทางในการ “ปรับข้อมูลให้อยู่ในรูปของความรู้ก่อนนำไปแต่งเติม Systems”

Curiosity

Lifelong Learning Skill… ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

การเปลี่ยนให้ “ความไม่รู้ไปเป็นความรู้” จึงเหลือทางเดียวให้ทุกคนต้องทำนั่นก็คือ เรียนรู้–ลองให้รู้–เรียนให้รู้… ซึ่งการเรียนรู้เพิ่มเติมแล้วเอาความรู้ที่ได้มาใหม่ไปลองลงมือทำ และเรียนรู้ซ้ำจากสิ่งที่ได้ลอง จนกลายเป็นทักษะหรือประสบการณ์ใหม่ “สะสมต่อเติมทักษะและประสบการณ์ใหม่” เพิ่มเติมเรื่อยๆ ด้วยวงจรการเรียนรู้ต่อเนื่องไป โดยสะสมทักษะและประสบการณ์ใหม่ที่ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงด้วยฐานความรู้และทักษะประสบการณ์ใหม่ย่อมเกิดขึ้นไปแล้ว 100% จากทั้งหมดที่เรียนรู้ไปแล้วลองทำไปแล้วและเรียนรู้จากที่ลองทำจนเป็นความรู้และประสบการณ์ของตัวเองไปแล้ว…