Anger For Change… โกรธเป็นเห็นการเปลี่ยนแปลง #SelfInsight

Angry Child

ประสบการณ์ความโกรธที่ท่านเจอมาเป็นอย่างไรบ้าง?.. ขออภัยที่ผมไม่ถามว่าท่านเคยโกรธอะไรมาก่อนบ้าง หรือ ถามว่าท่านเคยถูกคนอื่นโกรธมาบ้างมั๊ย… เพราะผมเชื่อว่าทุกท่านน่าจะเคยมีประสบการณ์กับ “อารมณ์โกรธ ทั้งตัวเองถล่มโกรธใส่ใครหรืออะไรอีกมาก และ ถูกความโกรธถล่มใส่ ทั้งที่รู้ตัวว่าโดนแน่ๆ หรือ โดนโกรธทั้งที่ยังงงๆ จนลืมโกรธคืนกลับไป!

ประเด็นโกรธมาก็โกรธกลับ ถือเป็นธรรมชาติของอารมณ์ปกป้องตอบโต้ ซึ่งเป็นธรรมชาติในตัวที่มีไว้เป็นกลไกปกป้องชีวิต จิตใจและผลประโยชน์ส่วนตัว และ อารมณ์โกรธมีสาเหตุต้นตอเสมอ ถึงแม้ว่าจะมีคนจำนวนหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะโกรธอะไรก็ไม่รู้อยู่ตลอดเวลาให้เห็นกันบ้าง… ซึ่งใครเจอ หรือ ใครเป็นอยู่ก็คงไม่ดีกับประสบการณ์นัก… แต่ทุกคนก็รู้ว่าอารมณ์โกรธตลอดเวลาขั้นนั้นไม่ใช่เรื่องปกติอยู่แล้ว

ความโกรธมีแง่มุมมากมายให้พูดถึงและถกเถียง ซึ่งเนื้อความตอนนี้ขอข้ามไปถึงผลกระทบหลังจากความโกรธ หรือ อารมณ์โกรธถูกปลดปล่อยออกไป ทั้งที่โดนเป้าหมายจังๆ และ ทั้งที่ย้อนกลับเข้าตัวเต็มๆ ซึ่งทั้งสองแง่มุมล้วน “สร้างการเปลี่ยนแปลง” เสมอ

งานตีพิมพ์หัวข้อ Anger As A Catalyst For Change? Incremental Beliefs And Anger’s Constructive Effects In Conflict. ของ Eric Shuman และคณะ… ซึ่งใช้ข้อมูลจากการวิจัยทางจิตวิทยาสังคม บนสมมุติฐานด้วยมุมมองใหม่ต่อความโกรธในทางสร้างสรรค์ และ ใช้เป็นเครื่องมือเสริมแรงการประนีประนอม เพื่อเยียวยาความขัดแย้งในสังคม… 

นักวิจัยได้ทดสอบสมมติฐานผ่านบริบทที่แตกต่างกัน 2 กรณีคือ… 

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกา จากเหตุการณ์การประท้วงต่อต้านความโหดร้ายของตำรวจผิวขาว กับ พลเมืองผิวสี
  2. ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติอิสราเอล กับ ปาเลสไตน์ 

ผลการศึกษายืนยันว่า… การใส่ข้อมูลเพิ่มความโกรธสามารถกระตุ้นและปลุกเร้า “ความก้าวร้าวในกลุ่มคนที่ไม่เชื่อว่าจะมีใคร หรือ อะไร สามารถเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้โดยไม่ถูกทำลาย… แต่ในทางตรงกันข้าม คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับมองเงื่อนไข และ ข้อมูลที่กระตุ้นความโกรธ เป็นหนทางสู่การสร้างเงื่อนไขประนีประนอม บนศรัทธาที่มีต่อกลุ่มอื่น หรือ ผู้อื่น ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ รวมทั้งตัวเองโดยไม่ต้อง “ลบใคร หรือ อะไร” ออกไปจากสายสัมพันธ์เพราะความโกรธ

สมมุติฐานเรื่อง “โกรธสร้างการเปลี่ยนแปลง” จึงชัดเจนว่าเปลี่ยนได้แน่นอน ถึงแม้ว่าจะมีทั้งที่เปลี่ยนไปในทางที่ดี และ เปลี่ยนไปในทางหายนะ… ซึ่งอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์อย่าง “รัก โลภ โกรธ กลัว” ล้วนสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับปัจเจก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ในทุกระดับ อันสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับความสัมพันธ์ส่วนตัว และ กลุ่ม ในทางใดทางหนึ่งโดยธรรมชาติอยู่แล้ว… การเข้าใจกลไกอารมณ์พื้นฐานอันใกล้ชิดกับสัญชาตญาณ จึงหวังผลต่อความเปลี่ยนแปลงที่ประเมินได้ล่วงหน้าเช่นกัน

กรณีอารมณ์โกรธทั้งที่ “เกิดกับตัว และ โดนกับตัว” ก็เช่นกัน หากเข้าใจได้ชัดเจนถึงที่มาของความโกรธอันเกิดจาก “ความหวั่นไหวที่ไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ และ ความสัมพันธ์ ให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย หรือ ได้อย่างที่พอใจ” ซึ่งเป็นต้นเหตุส่วนใหญ่ของความโกรธ อันเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะอีกมากที่จะตามมา 

ตัวอย่างกรณีเด็กร้องไห้ กระทืบเท้า เพราะขัดใจที่พ่อแม่ขัดใจ… ถ้าหากพ่อแม่หวั่นไหว และ ให้ความโกรธของลูก “ควบคุมเหตุการณ์ และ ความสัมพันธ์ได้ทั้งหมด” ศูนย์กลางการควบคุมความสัมพันธ์ย่อมเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับ “ความโกรธของลูก” และ เด็กน้อยก็คงใช้ความโกรธแสวงหา “สิ่งที่ตนพอใจจนเป็นที่พอใจ” ยิ่งกว่าเดิมในเวลาต่อๆ มา…

การรู้จักความโกรธในมิติของการใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นมิติใหม่ของการ “ควบคุมอารมณ์โกรธ” ทั้งอารมณ์โกรธของตัวเอง และ อารมณ์โกรธของผู้อื่นในทุกสถานการณ์

ที่สำคัญก็คือ อารมณ์โกรธมีติดตัวไว้ใช้ประโยชน์กันทุกคน… ย้ำว่าความโกรธในตัวมีไว้ใช้ประโยชน์ได้  โดยเฉพาะการมีไว้ใช้ประโยชน์เพื่อการต่อรองและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์… เพียงแต่ต้องควบคุมอารมณ์โกรธในตัวให้เหมาะสม ถูกที่ถูกเวลา และ ยอมรับการมีอยู่ของ “อารมณ์โกรธของผู้อื่น” ซึ่งเป็นการ “ส่งสัญญาณการต่อรองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง” เช่นเดียวกัน… และ ทางเลือกอย่างสร้างสรรค์จะมีเพียง “การประนีประนอมอย่างจริงใจ” ก่อน และ ไม่จำเป็นต้องก้าวร้าวคุกคามตอบโต้… ถึงแม้จะโดนความโกรธระดับก้าวร้าวคุกคามถล่มใส่ตรงๆ อยู่ในเวลานั้น

เพราะสิ่งที่ควรทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในแนวทางประนีประนอมก็คือ รอให้ความโกรธลดระดับลงจากความก้าวร้าวคุกคาม… ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่นานเกินไปสำหรับความโกรธจากคนทั่วไป และ สถานการณ์ระดับปกติทั่วไป… แล้วจึงเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยกันอีกครั้ง

แต่ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงถึงขั้น “ไม่ต้องเหลือสายสัมพันธ์” ให้สัมผัสความโกรธของกันและกันอีก… ก็เปลี่ยนให้ไวอย่าได้ลังเล…

เท่านั้นเอง!

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งถึงท่านบน Timeline ทุกวัน และ รบกวนท่านผ่านข้อความ Chat เท่าที่จำเป็น

Related Post

Marketing Automation การตลาดอัตโนมัติ

ในยุคดิจิตอลอย่างปัจจุบัน การทำธุรกิจและเริ่มธุรกิจในทัศนะของผมเป็นเรื่องง่ายกว่าแต่ก่อนมาก เพราะหัวใจของธุรกิจคือการขายและลูกค้า ซึ่งดิจิตอลไลฟ์สไตล์สามารถต่อตรงจากธุรกิจ ไปถึงลูกค้าโดยตรงผ่านช่องทางสื่อสารที่อยู่ในมือลูกค้าเอง

Solution

ขั้นตอนการตัดสินใจและแก้ปัญหา… ทักษะผู้นำ 2021

การตัดสินใจกับการแก้ปัญหาเป็นประเด็นซ้อนทับกันในระดับการหาคำตอบ ซึ่งจะต่างกันก็เพียง… การตัดสินใจจะจบขั้นตอนที่ใช้ข้อมูลและการระดมสมองจนได้คำตอบหรือข้อสรุปหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่การแก้ปัญหาจะมีการนำคำตอบหรือข้อสรุปนั้นไปดำเนินการจนเปลี่ยนปัญหาเป็นไร้ปัญหา หรือเปลี่ยนจากปัญหาเดิมไปสู่ปัญหาลำดับถัดไป…

Kid Flying Kite

VESPA Mindset… ปัจฉิมบท

The Student Mindset ของ Steve Oakes และ Martin Griffin รวมทั้ง VESPA Model ที่อธิบาย “ความสำเร็จ” ผ่านตัวแปรทั้ง 5 อันได้แก่ Vision… Effort… Systems… Practice และ Attitude นั้น… ในทางปฏบัติแล้วจะเป็นเครื่องมือของฝั่งผู้สอน ที่ต้องนำแนวทางการพัฒนา VESPA Minกset ให้ผู้เรียนด้วยเครื่องมือและเทคนิคที่อธิบายไว้เป็นลำดับในแต่ละบทและตอนของเนื้อหาในหนังสือ…

Edtech Startup Business Model

EdTech Business Models, 2021

ในวิกฤตโควิดคราวนี้… กิจกรรมทางสังคมที่กระทบหนักจริงๆ ดูเหมือนจะเป็นภาคส่วนของการจัดการศึกษาทุกระดับ ซึ่งการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ชดเชยก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แม้จะทุลักทุเลกันเป็นส่วนใหญ่ไม่ต่างกันทั้งโลก แต่คุณภาพการเรียนการสอนก็ยอมรับกันได้ระดับหนึ่ง…