Another Brick in the Wall

Another Brick In The Wall

Pink Floyd เป็นวงดนตรีร็อกในตำนานอีกวงหนึ่งจากลอนดอนประเทศอังกฤษ โดดเด่นมาตั้งแต่ปี 1965 จากแนวทางดนตรี Progressive Rock หรือ Prog หรือ Prog Rock ซึ่งเป็นแนวดนตรีที่ทำเผยแพร่ตามสไตล์อาร์ตในยุคฮิปปี้ช่วงทศวรรษ 1960–1970 ช่วงต้น

Pink Floyd โดดเด่นและประสบความสำเร็จด้วยแนวเพลงอิงปรัชญาและแนวความคิดในสังคม ซึ่งบ้านเราจะเรียกรวมๆ ว่าเพลงเพื่อชีวิต แต่โดยรายละเอียดก็มีความเหมือนและไม่เหมือนในนิยามและรายละเอียดอยู่มาก… Pink Floyd มักจะแต่งเพลงบรรเลงยาวกว่าเพลงทั่วไป และใส่เทคนิคเอ็ฟเฟกต์เสียงสอดแทรกในงานดนตรีตามสไตล์อาร์ต… และโดดเด่นสุดๆ ไม่แพ้ใครกับการแสดงสด และวงการเพลงล้วนยกย่องว่า Pink Floyd ให้เป็นวงดนตรีที่ทรงอิทธิพลและประสบความสำเร็จด้านยอดจำหน่ายมากที่สุดตลอดกาลวงหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรี

เพลงดังของ Pink Floyd มีมากมายให้จดจำและพูดถึง แต่ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำสำหรับนักการศึกษาสายปฏิรูป คงหนีไม่พ้นเพลงระดับ Signature Song ของพวกเขาอย่าง Another Brick in the Wall… ก้อนอิฐบนกำแพง

ในเนื้อร้องที่มีประโยคเย้ยหยันท้าทายอย่าง…
We don’t need no education หรือแปลว่า เราไม่เอาการศึกษาฮ่วยๆ…
We don’t need no thought control ที่แปลว่า เราไม่เอาการครอบงำบงการ…
No dark sarcasm in the classroom ที่แปลว่า เลิกแดกดันบ่นว่าเราในห้องเรียนได้แล้ว…
Teacher leave them kids alone หรือแปลว่า คุณครูอย่าวุ่นวายกับเด็กนักเลย…
Hey! Teacher! leave them kids alone! ที่แปลว่า เฮ้ จารย์! ปล่อยให้เด็กได้คิดบ้าง!…
All in all it’s just another brick in the wall หรือ ทั้งหมดทั้งมวล มันก็แค่ก้อนอิฐอีกก้อนในกำแพงใหญ่…
All in all you’re just another brick in the wall หรือ  ทั้งหมดทั้งสิ้นที่คุณเป็นก็แค่อิฐอีกก้อนในกำแพง

Another Brick In The Wall เป็นเพลงแบบไตรภาคหรือเพลงที่ใส่จังหวะและเนื้อเพลงแตกต่างไว้สามแบบในเพลงเดียว… Another Brick In The Wall ออกพร้อมอัลบัม The Wall ที่เผยแพร่ในวันที่ 30 พฤษจิกายน ปี 1979… เนื้อเพลงทั้งสามช่วงตอนเล่าเรื่องด้วยจังหวะดนตรีที่แตกต่าง… ตอนแรกเป็นการเล่าเรื่องเนิบช้าด้วยเสียงร้องและกีตาร์โซโลเบาๆ พูดถึงตัวละครชื่อ Pink ที่เติบโตขึ้นและพบความจริงอันเจ็บปวดของตัวเองว่า พ่อได้ตายไปเพราะสงคราม ความสะเทือนใจของ Pink ทำให้เด็กน้อยเริ่มสร้างกำแพง

ดนตรีเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองกระฉับกระเฉงแบบดิสโก้ในเรื่องเล่าชีวิต Pink ตอนที่สอง และใช้เสียงร้องประสาน พร้อมเสียงแทรกบรรยากาศครูใจร้ายที่ค่อนแคะถากถาง และภาพฝันของ Pink ที่อยากเห็นนักเรียนทั้งโรงเรียนลุกฮือประท้วงพฤติกรรมไร้สาระแต่เลวร้ายของครู

เรื่องราวของ Pink ตอนสุดท้ายขับเคลื่อนด้วยจังหวะดนตรี Hardrock… เร่งเร้าและแผดกร้าวเมื่อ Pink พบว่าภรรยาทิ้งไป… ซึ่งทุกช่วงตอนของเพลงล้วนคั่นด้วยท่อนฮุก บอกเล่าการสร้างกำแพงล้อมตัวเองของ Pink และมองคนอื่นรอบตัวเหมือนอิฐอีกก้อนในกำแพงที่กั้นเขากับโลกความจริงอันเลวร้านในทุกช่วงตอนของชีวิต ทั้งสงคราม โรงเรียนและคู่ชีวิต

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร… เนื้อเพลง Another Brick In The Wall ที่วิพากษ์โรงเรียนและครูว่าซ้ำเติมเด็กๆ ที่เติบโตมาจากความสูญเสียมากมายที่สงครามยัดเยียดให้ แต่ครูห่วยๆ ก็ทำให้อะไรๆ มันแย่ไปกว่าเดิมอีกมาก และสังคมห่วยๆ ก็ทำให้ความสัมพันธ์มันแย่ลงซ้ำเติมซับซ้อนไปอีก

ทางเดียวที่จะผ่านมันไปได้ก็คือ… เอาความเลวร้านเหล่านั้นมาสร้างกำแพงคุ้มกันจิตใจ แต่ก็ยากจริงๆ เมื่อกำแพงเกิดขึ้นแล้ว ด้านหนึ่งของกำแพงแม้จะปกป้องเราได้ แต่ด้านในของกำแพง… ก็ขังเราให้ติดจมจับเจ่าอยู่ในนั้นอย่างเดียวดาย

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

Levels of Listening… ระดับของการฟัง

ถ้าเราเป็นคนพูด เราจะได้ยินสิ่งที่ตัวเองพูดชัดเจนลึกซึ้งกว่าใคร… และเมื่อเราเงียบเสียงตัวเองลง แล้วตั้งใจฟังคนรอบข้างให้มากขึ้น เราจะได้ยินความคิดของคนอื่น กระแอมไอไปกับคำพูดพรั่งพรูอยู่เบื้องหน้าเสมอ… ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมจดข้อความนี้มาจากไหนและใครพูด… แต่เป็น Note ท่อนหนึ่งที่ผมชอบทุกครั้งที่อ่าน… 

Culture Eats Strategy for Breakfast

Culture Eats Strategy for Breakfast… วัฒนธรรมกลืนกลยุทธ์เป็นมื้อเช้า

วัฒนธรรมกำหนดพฤติกรรม พฤติกรรมกำหนดตัวตน… ผมจำไม่ได้ว่าผมจดวลีสองวรรคนี้มากจากไหน แต่ผมเก็บไว้ใน Shot note บนมือถือเครื่องเก่าที่ไม่ยอมทิ้งซะที จนกระทั่งหลุดจากมือกระแทกพื้นและกอบกู้อะไรไม่ได้… หลังการกู้คืน Account และดึงข้อมูล Backup กลับมา ผมก็เจอวลีสองท่อนนี้ และทำให้นึกถึงวลีอีกท่อนหนึ่งของ Peter Drucker ที่ยิ่งนานวันยิ่งโดดเด่นและชัดเจนจนกลายเป็นสัจธรรมแห่งอนาคตไปแล้ว… วลีนั้นคือ Culture Eats Strategy for Breakfast!

Standing Meeting

Super Productive Meeting… ประชุมให้ได้เรื่องได้ราวสูงสุด

การประชุมเป็นได้ทั้งกลไกการขับเคลื่อนผลักดัน และอุปสรรคขวางกั้นหลายๆ อย่างที่จะเกิดขึ้นหลังประชุม… ถ้าทีมหรือองค์กรไหนโชคดีที่การประชุมทุกครั้งสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้ ส่วนใหญ่จะก้าวหน้าเติบโตชัดเจน… ส่วนทีมหรือองค์กรไหนที่การประชุมเป็นเพียงการพบปะเพื่อกลับไปทำงานเดิมๆ ให้ลุล่วง หรือย่ำแย่ถึงขั้น “ไม่มีข้อสรุปสร้างสรรค์จากที่ประชุม…” ส่วนใหญ่ก็จะน่าเบื่อและวนเวียนอยู่กับที่ และไม่มีอะไรน่าสนใจให้ตื่นเต้น… และอยู่กับวัฒนธรรมองค์กรแบบแตงเถาตายรอวันเน่าไปเท่านั้น

evergreen leadership

Giving Leadership… ผู้นำรู้ให้ ย่อมได้ใจแน่นอน

ในบริบทที่มี “ผู้นำและผู้ตาม” นั้น หากเจาะเข้าไปดูเหตุผล หรือ Why ของการต้องเป็นผู้นำ… กับเหตุผล หรือ Why ของการยินยอมหรืออยากเป็นผู้ตามนั้น… ส่วนใหญ่จะพบเป้าหมายที่อยู่บนเส้นทางเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่เป้าหมายเดียวกันอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย