Building a Compass… ต้องรู้ทิศก่อนเลือกทาง

Compass

การที่คนๆ หนึ่งยังฝักใฝ่จะวางแผนชีวิตตัวเองอยู่ นั่นแปลว่าสถานะปัจจุบันของคนๆ นั้นยังไม่อยู่ในจุดที่เจ้าตัวพึงใจหรือพอ… ซึ่งเกิดได้ทั้งกับคนที่การงานดูดีและฐานะร่ำรวยที่รู้สึกถึงปัญหา รวมทั้งคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับวงจรปัญหา ซึ่งต่างก็มี “ปัญหา” ทั้งที่บริบทแวดล้อมอาจจะต่างกันดั่งฟ้ากับเหว

บทความนี้เป็นตอนต่อของซีรีย์ Designing Your Life ตอนที่สามต่อจาก HWPL Dashboard… ความจริง 4 ด้านที่คนอยากออกแบบชิวิตใหม่ต้องเข้าใจ โดยยึดแนวทางและหลักคิดแบบ Design Thinking จากหนังสือ Designing Your Life ของ Bill Burnett และ Dave Evans ผู้สอนหลักสูตร Design Thinking ที่ Stanford D. School ด้วยการถอดบทเรียนและตีความแบบ Reder ครับ… อ่านจบแล้วถ้าชอบก็ช่วยแชร์แบ่งปันคนอื่นให้ด้วยครับ หรืออยากชี้แนะติเตือนประเด็นไหนอย่างไร ก็ยินดีน้อมรับผ่านกล่องความเห็นท้ายบทความหรือ DM ข้อความส่วนตัวมาใน Line: @reder ก็ได้ครับ

ตอนที่แล้วเราสำรวจตัวตนของเราไว้แล้วว่า เราอยู่ตรงไหนบนเส้นทางชีวิตที่เราเป็นทั้ง 4 ด้านที่มีสุขภาพ การงาน ความสนุกสนานและความรัก… ซึ่งทั้งหมดเราก็จะหาทางไปเพื่อสร้างสมดุล 4 ด้านนี้แหละ ที่ไม่ว่าจะอย่างไร… ตัวแปร 4 ด้านของเราจะไม่มีทางเหมือนเดิม หรือเป็นอย่างเดิมได้ เพราะตัวแปรทุกตัวล้วนได้รับผลกระทบจากเวลาที่ไม่เคยหยุดเท่าเดิมแม้วินาทีเดียว

ประเด็นสำคัญในการจะพัฒนาหรือเปลี่ยน หรือก้าวออกจากจุดเดิมเพื่อสร้างสมดุลใหม่เช่น… เราพบว่า สุขภาพเราย่ำแย่เพราะต้องทำงานประจำและกลับมาเปิดร้านขายของจนดึกเพื่อให้ค่าใช้จ่ายพอสำหรับลูกสองคนที่กำลังเรียนหนังสือ ทำให้พักผ่อนน้อย… ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ซึ่งทั้งเกจ์วัดสุขภาพก็ต่ำ แถมเกจ์ความสนุกที่ควรจะได้จากกีฬา ก็ไม่มีทางสูง… ที่เหลืออย่างความรักและสายสัมพันธ์ หรือแม้แต่งานทั้งสองที่ คงยากที่จะดีแบบมีคุณภาพได้ เมื่อเราไม่มีเวลาให้อะไรอื่นนอกจากทุ่มเวลาแลกรายได้ และเรียกช่วงเวลาทั้งหมดนั่นว่างาน!

ดังนั้น… การจะหาทางเปลี่ยนจากจุดที่เราเป็นจึงต้องการมุมมอง หรือ View Point ต่องานที่ทำอยู่และชีวิตที่เป็นอยู่ ที่หมายถึงส่วนผสมทั้ง 4 ด้าน ที่เฉลี่ยกันแล้วอยู่ในระดับที่น่าพึงใจแค่ไหนอย่างไร… ซึ่งมุมมองของงาน หรือ Workview กับมุมมองต่อชีวิต หรือ Lifeview ของเรานี่เองที่จำเป็นต้องเอามาใช้สร้างทิศทางที่เราจะเปลี่ยนแปลงจาก HWPL ในสถาะปัจจุบันไปสู่สมดุลย์ใหม่ เช่น…

เราต้องทุ่มเททำงานวันละหลายชั่วโมงจนสุขภาพแย่แล้ว… ทิศที่จะไปและเป้าหมายที่ต้องถึงเรื่องสุขภาพคือ มีเวลานอนมากขึ้น ได้พักผ่อนมากขึ้น ซึ่งต้องไปดึงเวลางานมาอีก 3 ชั่วโมงจึงจะพอ… แต่ถ้าดึงเวลาทำงานประจำมา เราคงถูกเลิกจ้างรายได้หายไปครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าปิดร้านตอนค่ำเร็วขึ้น 3 ชั่วโมง… รายได้จะหายไปเศษหนึ่งส่วนสี่

ถึงตรงนี้หนทางที่รายได้จะกระทบน้อยกว่าคือ ยอมปิดร้านเร็วขึ้น 3 ชั่วโมง… แต่รายได้ที่หายไป 25% ก็ยังกระทบแผนการใช้จ่ายในครอบครัวอยู่ดี ซึ่งการตัดเวลาเปิดร้านขายของไป 3 ชัวโมงดื้อๆ คงเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่สามารถหารายได้อื่นมาชดเชย

จะเห็นได้ว่า… เมื่อเราเลือกเข็มทิศว่าขอเวลาพักผ่อนนอนให้พอ เราจะเจอต้นทางที่จะออกจากหล่มปัญหาเดิมที่… หารายได้ทางอื่นมาชดเชย และหากเราสามารถสร้างรายได้ทางอื่นชดเชยการขายของด้วยตัวเองนาน 3 ชั่วโมงได้เมื่อไหร่… เราก็จะได้อย่างแรกสุดคือ สมดุลด้านสุขภาพดีขึ้นแน่นอน… แต่ที่สำคัญกว่านั้น เทคนิค วิธีหรืออาชีพอะไรที่ท่านค้นพบว่า ไม่ต้องเสียเวลาตั้ง 3 ชั่วโมง แต่ทำเงินได้เท่าเปิดร้านรอลูกค้า 3 ชั่วโมง… จะกลายเป็นนวัตกรรมทำเงินที่เราอาจจะปรับมาทำรายได้ 100% โดยไม่ต้องไปทำงานประจำและเฝ้าร้านขายของอีกเลยก็ได้

ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นเพื่อนของผมท่านหนึ่ง ที่ปัจจุบันทำเงินจากธุรกิจตู้ขายเครื่องดื่ม ขนมและตู้หยอดเหรียญสารพัด ที่กำลังจะยกระดับธุรกิจไปสู่ Automated Convenience Store ที่ใช้ Vending Machine ขายของแทน 24 ชั่วโมง

สิ่งที่ควรตระหนักก็คือ… สาระสำคัญเรื่อง Workview และ Lifeview ไม่ว่าจะแบบไหนหรืออย่างไร… ไม่ได้มีความสำคัญใดๆ หากเราไม่ Reframe ปัญหาและกำหนดทิศทางใหม่ เพื่อหาทางสร้างสมดุลย์ใหม่… และค้นหาเป้าหมายอนาคต ที่ไม่ใครทายถูกหรอกว่า ผลสุดท้ายของการเปลี่ยนสมดุลย์บางอย่างใน HWPL ในปัจจุบัน จะพาเราไปถึงจุดหมายที่คิดได้หรือไม่

แต่ที่แน่ๆ… เราย่อมออกมาจากสมดุลย์เดิมที่หลายคนเรียกจุดนั้นว่า Comfort Zone ได้แน่นอน… ซึ่งถ้าเราใช้ Workview และ Lifeview กำหนดทิศที่จะไป แม้เราจะพอรู้ว่าปลายทางอยู่ที่ไหน… ประเด็นจะถึงปลายทางหรือไม่อย่างไร อาจจะไม่สำคัญเท่ากับ เริ่มเคลื่อนออกจากจุดที่เราอยู่ ไปตามทิศที่ถูกต้องของเราก่อนอื่น… 

หัวใจของการออกแบบชีวิตตามแนวทาง Designing Your Life จึงอยู่ที่การสร้างทางเลือกมากๆ ให้ชีวิตเราในชั้นของการคิด… ซึ่งกรอบ Design Thinking เรียกว่า Ideate ให้เยอะๆ เข้าไว้ ตัวเลือกจะได้มีมากๆ แล้วค่อยค้นหาตัวเลือกที่ดีที่สุดมาทดลอง

คำเตือนคือ… ท่านจะไปเจอปัญหาใหม่ ที่ท่านสามารถถอยกลับมาเลือกไอเดียอื่นจากตัวเลือกที่ Ideate ไว้ไปทดลองอีกก็ได้… หรือดีกว่านั้นคือ เราจัดการปัญหาใหม่ที่ท้าทายมาเรื่อยๆ ระหว่างทางในทิศที่เราเลือกจะไป… 

เราน่าจะออกจากจุดเดิมมาไกลขึ้นเรื่อยๆ

ในหนังสือ Designing Your Life ในบทนี้… แนะนำให้เราเขียนสรุปมุมมองเรื่องการงานของตัวเอง กับมุมมองชีวิตตัวเองมาอ่านดู… เพื่อหาประเด็นที่ชีวิตและงานขัดกันแบบได้อย่างเสียอย่าง รวมทั้งหาประเด็นที่สอดคล้องกันแบบทั้งสนุกและดีต่อใจที่ได้ทำงาน หรือให้ดีกว่านั้นคือ… ได้เจอว่าชีวิตกับการงานช่างเกื้อกูลหนุนกันแบบกำไรสองเด้งสามเด้งไปเลย…

พรุ่งนี้มาตามดูเส้นทางที่เราไป ตามทิศที่เราเลือก… ด้วยการถอดตัวแปรย่อยของความสุขในชีวิตเรามาวัดดูด้วยมาตรวัดความสุขระหว่างทางด้วยกัน

โปรดติดตามครับ!

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

Moral

Moral Dilemma… โกงหน่อยดีมั๊ยถ้าไม่มีใครรู้ #SelfInsight

คนเรายินดีตักตวงผลประโยชน์ แบบที่ไม่ต้องลงมือทำอะไรผิดด้วยตัวเองโดยไม่รู้สึกผิดเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้ว่าการเห็นคำเฉลยก่อนตอบจะเข้าข่ายการโกงอย่างชัดเจน… ซึ่งในโลกความจริงนอกงานวิจัยที่มีการโกงแบบ “กินตามน้ำ” รูปแบบต่างๆ ที่คนโกงไม่ต้องเอ่ยปากหรือออกแรง จึงยังพบเห็นและเกาะกินสังคมสีเทาแบบรู้ๆ เห็นๆ กันอยู่

Food preservation

บันทึกย่อ… แนวทางแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรไปเป็นสินค้า #SaturdaySME

SMEs สินค้าเกษตรแปรรูป… ถือเป็นวาระใหญ่เรื่องหนึ่ง ที่ทุกรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ต่างหาทางผลักดันกันมานาน ชัดเจนที่สุดก็คงเป็นกรณีการเกิดคำว่า OTOP ขึ้นในประเทศไทยสมัยนายกรัฐมนตรีชื่อ พันตำรวจโท ทักษิน ชินวัตร ที่มีดาวเด่นอย่าง อาจารย์สมคิด… ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ โดยมีลูกศิษย์อย่าง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ติดตามช่วยงานมาตั้งแต่คราวนั้น

P–I Matrix กับการสะสางงานให้สำเร็จ

ในสถานการณ์ที่ไม่ซับซ้อน การตัดสินใจ “เลือกทำและเลือกทิ้ง” อะไรจะทำได้ไม่ยาก… แต่โดยประสบการณ์ส่วนตัว ที่ผมเจอการเสนอจ้างงานบ้างหรือขอคำชี้แนะหารือทั่วไปบ้าง… ส่วนใหญ่จะมีประเด็นซับซ้อนเกี่ยวพันจนยากที่จะระบุความสำคัญเพื่อ “เลือกทำ หรือ เลือกทิ้ง” ส่วนไหนอย่างไร

กัญชง กัญชา

ผลิตภัณฑ์แปรรูปมีส่วนผสมกัญชงกัญชา… แนวทางและความรู้เบื้องต้นสำหรับ FoodTechSMEs #RederSMEs

กัญชงและกัญชาสำหรับอาหารที่ใช้ในครัวเรือนก็ใช้ได้เลย ไม่ว่าจะใช้เป็นยา เป็นอาหาร เป็นเครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร… สามารถมาขอในส่วนของ อย. เพื่อให้มีเลข อย. รับรองได้ หากเป็นอาหารแปรรูป… ก็จะมีเกณฑ์ มีคุณภาพมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งเรื่องอาหารก็ไม่ได้มีประเด็นอะไร