คาร์บอนเครดิตคืออะไร?

ไหนๆ ก็ลากยาวประเด็นสิ่งแวดล้อมมาถึงวันศุกร์ที่ 27 กันยายนเข้านี่แล้ว… สัปดาห์นี้ขออีกวันกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและปัญหาภูมิอากาศโลกน๊ะครับ… ถ้าเป็นไปตามตัวเลขการลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม #Fridaysforfuture และ #Climatestrike ที่มีเวบไซด์ https://fridaysforfuture.org เป็นศูนย์กลางภายใต้การนำของสาวน้อย Greta Thunberg จากสวีเดนในฐานะนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมที่ดึงเด็กๆ จากห้องเรียนทั่วโลก ออกมาร่วมกันเรียกร้องหาอนาคต น่าจะมีเด็กๆ จาก 170 กว่าประเทศที่ลงทะเบียนกรอกแบบฟอร์มและเข้าร่วมการเคลื่อนไหว

ส่วน Line OA @properea ได้ข้อความจากเพื่อนสนิทท่านหนึ่ง ให้ช่วยทำข้อมูลเรื่องคาร์บอนเครดิตลงไว้ให้หน่อย… ผมตอบไปว่าใจตรงกัน 

ผมใช้ข้อมูลอ้างอิงจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเป็นหลักก็แล้วกันน๊ะครับ เผื่อท่านที่ต้องการค้นคว้าต่อด้วยตัวเองจะได้เริ่มจากเงื่อนที่ใกล้ๆ ตัวเข้ามาหน่อย

คาร์บอนเครดิต คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดได้จากการดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด CDM (Clean Development Mechanism) ซึ่งจะมีผู้ประเมินและออกใบรับรอง หรือ CERs ที่ระบุเครดิตในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง CERs ที่ว่านี้สามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนเครดิตด้วย

ย้อนกลับไปช่วง ธันวาคม 2540  หลังมีการเจรจาอันยาวนานและวุ่นวายสับสนเรื่องโลกร้อนและภาวะเรือนกระจกมาตั้งแต่ปี 2533… ก็ถึงคราวบรรลุข้อตกลงที่จับต้องได้ภายใต้ข้อตกลงนานาชาติชื่อ Kyoto Protocol หรือพิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นเหมือนสนธิสัญญาเพิ่มเติมใน “กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” แห่งองค์การสหประชาชาติและให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548

สาระสำคัญของพิธีสารโตเกียวมุ่งไปที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศพัฒนาแล้วให้เหลือไม่เกิน 5%… ซึ่งก๊าซเรือนกระจกที่ว่า ทั้งหมดเป็นก๊าซถูกแปลง (Transfer) ให้อยู่บนพื้นฐานของคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดตั้งแต่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซโพเพน ฯลฯ

ตรงนี้เองที่เป็นที่มาของคำว่า “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งวิธีการก็จะได้ตัวเลขมาจากการประเมินกิจกรรมทางการเกษตรและปศุสัตว์ การจัดการน้ำเสีย ขยะ และกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม ฯลฯ

หลักการง่ายๆ ก็คือ ประเทศไหนหรืออุตสาหกรรมไหน หรือภาคส่วนไหนที่ลดกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ ก็ต้องซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ต่ำกว่า 5%… แปลง่ายๆ ชัดๆ ได้ว่า ใครอยากได้โควต้าปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่ม ก็ไปซื้อจากคนที่เขามีโควต้าเหลือนั่นแหละครับ

หลักการฟังดูง่ายๆ แต่ในทางปฏิบัติแล้วเป็นเรื่องยากมากที่จัดการ จนถึงวันนี้มีหลายประเทศเข้าร่วมภาคีเรื่องคาร์บอนเครดิตและภาวะโลกร้อน แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม ในขณะที่หลายประเทศแม้แต่สหรัฐอเมริกาเองก็ยังไม่เข้าร่วมหรือมีท่าทีจะเข้าร่วมจนปัจจุบัน

การซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะมีตลาดกลางอยู่หลายแห่งทั่วโลก มีการออกหนังสือรับรอง หรือ Carbon Credit Certificate หรือ Certified Emission Reductions (CERs) เป็นเอกสารสำคัญในการอ้างอิงการซื้อขาย

ไทยเราเองมีหน่วยงานชื่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) มีสำนักงานอยู่ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะเป็นศูนย์กลางเรื่องนี้โดยตรงครับ… ข้อมูลมากกว่านี้ผมไม่กล้าลงลึกรายละเอียดเพราะยังศึกษาเรียนรู้ไม่มากพอ ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ควรจะแบ่งปันข้อมูลในระดับคนที่มีประสบการณ์มากกว่า… และผมยังไม่ทราบชื่อคนไทยคนนั้นเลย ณ เวลานี้

แต่ไม่ว่ายังไง… นับจากนี้ไป เรื่องโลกร้อน ก๊าซเรือนกระจกและสิ่งแวดล้อมอีกหลายแง่มุม น่าจะชัดเจนขึ้นอีกเยอะ… #FridaysForFuture

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งถึงท่านบน Timeline ทุกวัน และ รบกวนท่านผ่านข้อความ Chat เท่าที่จำเป็น

Recent Posts

Related Post

Gap Management

Social Listening และ DOOM Marketing… เข้าใจและใช้เป็นจึงจะเห็นตลาด #SaturdaysStrategy

การบริหารธุรกิจ และ การทำกลยุทธ์ทางการตลาดจึงต้องสร้าง DOOM หรือ Dynamic Offer Optimization Marketing ให้ลูกค้าที่อยากใช้จ่าย กล้าตัดสินใจใช้จ่ายโดยไม่ลังเลให้ได้… ซึ่งทั้งหมดนั้นจะไม่ยากเลยถ้าเพียงแค่ธุรกิจ “รู้ และ เข้าใจความต้องการของลูกค้า ถึงขั้นมั่นใจว่าลูกค้าจะตัดสินใจอย่างไรในตอนไหน” หรือ ก็คือการรู้ใจลูกค้าให้ได้มากกว่าที่ลูกค้ารู้จักตัวเองนั่นเอง

creativity

How To Develop Creative Thinking Skills… แนวทางการพัฒนาทักษะคิดสร้างสรรค์ #MetaSkills

วิธีหาหรือสร้างความคิดสร้างสรรค์ของ Dr.Sebastien Helie มีสูตรในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกรอบการแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งอย่างชัดเจน ถึงขั้นเรียกได้ว่า เป็น “เครื่องมือสำหรับพัฒนาความคิดสร้างสรรค์” โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่เฉพาะ “คนมีพรสวรรค์หรือคนมีสติปัญญาล้ำเลิศ” อย่างที่เป็นมา

RPA

Marketing 5.0 #SaturdayMarketing

Marketing 5.0 หรือ การตลาด 5.0 จะเริ่มต้นและจบวงจรการตลาดที่ Data และ Big Data… โดยมีแพลตฟอร์มที่เหมาะสมต่อธุรกิจ “ช่วยย่อยข้อมูล” มาสร้างชุดทางเลือกสนับสนุนการตัดสินใจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจนเกิดระบบนิเวศ Human – Data – Technology – Platform – Analyze ซึ่งต้องทำงานร่วมกันเพื่อเข้าให้ถึง Customer Insight ถึงขั้นสังเคราะห์ Customer Foresight และ Predictive Decision เพื่อชี้นำการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า หรือ Customer Experience เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มบน Customer Lifetime Value หรือ มูลค่าตลอดชีพจากลูกค้า… ซึ่งทั้งธุรกิจและลูกค้าต่างก็ทำประโยชน์ให้กันแบบ Win–Win ไปด้วยกัน