F Grade

CLA+/CWRA+… เครื่องมือวัดผลการศึกษาของ Q2L และ Game Based Learning

บทความตอนนี้ยังคงต้องพูดถึง Quest to Learning โรงเรียนมัธยมใน New York ที่ใช้แนวคิด Challenge Based Lessons พัฒนานักเรียนจนได้รับการยอมรับและผ่านการประเมินจาก Council For Aid To Education ด้วยเครื่องมือวัดผลทางการศึกษาที่ชื่อว่า CWRA+

ก่อนจะไปลงลึกรายละเอียดเท่าที่ผมจะรวบรวมได้ในช่วงนี้ ผมอยากพูดถึงข้อเท็จจริงอย่างน้อย 2 ประการเกี่ยวกับการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในยุคที่ข้อมูลในปัจจุบัน “มีอยู่เยอะมาก” และข้อมูลในปัจจุบัน “เพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณเยอะมากๆ”

การใช้ชีวิตโดยอาศัยการจดจำข้อมูล “เหมือนในอดีตเมื่อนานมาแล้ว” จึงเป็นเรื่องหลงยุคโดยปริยาย แม้ว่ามนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการใช้ทักษะเท่าที่จำได้ก็เพียงพอ แต่มนุษย์ในวันที่ข้อมูลเกินจะจำมีมากกว่าที่จะจำไหวหลายเท่า การเอาพื้นที่สมองเท่าที่จำไหวไปใช้ไม่เหมาะสม  หลายกรณีจึงทำให้เห็นปรากฏการณ์ “ดูเหมือนจะฉลาดแต่ทำไมไม่ฉลาดได้ปานนั้น” บ่อยๆ

ประเด็นก็คือ… “คนคิดเป็นกับคนจำเก่ง” เป็นคนดูฉลาดทั้งคู่ ซึ่งคนเก่งจริงๆ จะมีทั้งจำเก่งและคิดเป็นอยู่ในตัวเสมอ

นั่นหมายความว่า… ทรัพยากรบุคคลที่เราต้องการควรจะ “จำเก่งและคิดเป็น” ซึ่งการ “สอนให้จดจำและฝึกฝนให้รู้คิด” จึงเป็นงานของครูอาจารย์และนักการศึกษายุคนี้ ที่ต้องยึดคำว่า Critical Thinking เป็นธงสำคัญหลักหนึ่งที่วาดหวังให้โลกมีทรัพยากรมนุษย์ที่คิดเป็นจริงๆ จนได้ชื่อว่ามีหลักคิดด้วยวิจารณญาณเป็นพื้นฐานสำคัญ

Critical Thinking หรือการคิดด้วยวิจารณญาณ โดยหลักๆ จะประกอบด้วยกระบวนการและผลผลิต จากพฤติกรรมการใช้ข้อมูลทั้งหมด 4 แนวทางได้แก่

1. Systems Analysis หรือ การวิเคราะห์เชิงระบบ เป็นหลักคิดและใช้ข้อมูลเพื่อเข้าใจและเข้าถึงโครงสร้างเชิงระบบ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงบางตัวแปรหรือทุกตัวแปรในโครงสร้างของระบบนั้น มักจะส่งผลต่อตัวแปรอื่นๆ หรือทั้งระบบ
2. Argument Analysis หรือ การวิเคราะห์เชิงโต้แย้ง เป็นหลักคิดเชิงประเมิน แยกจริง แยกเท็จ แยกความเห็น แยกสาระและใช้ประเด็นที่ขัดแย้งกันนั้น เป็นหลักในการดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์
3. Creation หรือ การสร้างสรรค์ เป็นหลักคิดเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ซึ่งสร้างสรรได้ทั้งสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นใหม่หมดและสร้างสิ่งใหม่ทดแทน โดยไม่ทำลายคุณค่าและทรัพยากร
4. Evaluation หรือ การทดสอบตัดสิน เป็นหลักสำคัญในการสร้างตัวชี้วัดและบรรทัดฐานเพื่อใช้อ้างอิงเทียบเคียง

ประเด็น Critical Thinking ยังมีรายละเอียดอีกมากที่ให้พูดถึง ซึ่งการนำ Critical Thinking ไปปรับใช้ในแต่ละกรณีก็มีรายละเอียดที่หลากหลายซับซ้อน ส่วนการฝึกฝนเรียนรู้และถ่ายทอดทักษะ Critical Thinking ก็มีหลักการอีกหลายแนวทางจากหลายๆ กรอบทฤษฎีที่ทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกันนั่นก็คือ… สอนคนให้คิดเป็น… Dr.Peter Ellerton นักจิตวิทยาและอาจารย์สอนวิชา Critical Thinking จาก University of Queensland ในออสเตรเลียเสนอว่า การสอนเด็กให้คิดอย่างมีวิจารณญาณเป็น ครูผู้สอนต้องบอกหลักการคิดอย่างมีวิจารณญาณ หรือวิธีคิดให้พวกเขา… ซึ่งก่อนจะไปถึงรายละเอียดที่ต้องสอนเด็กให้มีทักษะการคิดด้วยวิจารณญาณตามข้อเสนอของ Dr.Peter Ellerton

เราคงต้องกลับมารู้จักเครื่องมือการประเมินทักษะคิดด้วยวิจารณญาณ หรือการประเมินทักษะ Crtical Thinking ที่โรงเรียน Game Based Learning ชื่อดังอย่าง Quest to Learn ใช้ประเมินนักเรียนกันก่อน

เพราะกรณีศึกษาจาก Quest to Learn หรือ Q2L ได้รับการับรองว่า นักเรียนระดับมัธยมศึกษาของที่นี่ เป็นนักคิดเสรีไม่ติดกรอบ หรือเป็น Independent Thinkers… มีวิจารณญาณและเหตุผลในหลักคิด หรือ Critical Thinking and Reasoning Skills รวมทั้ง ขีดความสามารถด้านความคิดสร้างสรรต่อแนวทางแก้ปัญหาที่ซับซ้อน หรือ Creative Solutions to Complex Problems

ซึ่งแปลว่าเข้าเกณฑ์ Critical Thinking เต็มๆ ทั้งๆ ที่เด็กโรงเรียนนี้เรียนแบบรู้สึกเหมือนเล่นตลอดช่วงชั้น

ซึ่ง Framework ชื่อว่า  College and Work Readiness Assessment หรือ CWRA+ คือเครื่องมือประเมินผลการเรียนภายใต้คำแนะนำของ Council for Aid to Education ใน New York ซึ่งทำงานกันแบบสภาการศึกษาที่พัฒนาเครื่องมือและรูปแบบการประเมินและวัดผลทางการศึกษา ครอบคลุมหลักสูตร การสอนและผลการเรียนผ่านงานวิจัยที่เชื่อถือได้มากมาย เพื่อให้การประเมินหลักสูตรและการสอนรูปแบบใหม่ๆ มีมาตรฐานการประเมินที่เหมาะสมตามบริบท

ซึ่งการมีองค์กรอย่าง Council for Aid to Education หรือ CAE นี้เองที่ทำให้การพัฒนาหลักสูตรและแนวทางใหม่ๆ ใส่ให้กลไกการศึกษา ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงทุกๆ มิติจนเกิดทางเลือกมากมาย

เอกสารเผยแพร่ชื่อ Guide for Using CLA+/CWRA+ in Efficacy Studies ขนาด 6 หน้าที่ผมเจอในเวบไซต์ cae.org ไม่มีรายละเอียดอะไรเกินกว่าหลักการทั่วไปในการเตรียมประเมินผลการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการทำวิจัยและใช้สถิติอธิบายปรากฏการณ์ ครูอาจารย์ที่คุ้นเคยกับงานวิจัยเกี่ยวกับการวัดผลทางการศึกษาคงพอเข้าใจ แต่ก็ไม่มีอะไรไกลกว่า Methodology กับกรณีศึกษาเล็กๆ น้อย… ซึ่งถ้าท่านที่สนใจเครื่องมือจริงคงต้องค้นคว้าจากงานวิจัยในแต่ละธีมและหัวข้อของ  CAE อีกที… คลิกที่นี่เลยครับ แค่หัวข้องานวิจัยที่ผ่าน Peer Review และตีพิมพ์เผยแพร่แล้วตั้งแต่ปี 2002 ก็เยอะพอดูเลยครับ

สุดท้ายผมคิดถึง National Institute of Educational Testing Service หรือ สถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ หรือ สทศ ของบ้านเราที่ยังวนๆ อยู่กับเรื่อง GAT/PAT และเวบล่มปีละหลายหนอยู่เลย… ด้วยความเคารพผู้ใหญ่หลายๆ ท่านน๊ะครับ… ผมอยากเห็น สทศ ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยที่มี Theories แข็งแกร่งรองรับพันธกิจการศึกษาของชาติจริงๆ

ด้วยความเคารพ!

อ้างอิง

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest
Tumblr

Leave a Reply

Your email address will not be published.