Cosmetic Industry Trend 2020

Beauty 2020

นับตั้งแต่เกิดกระแส Transformation and Disruption จนเข้าใกล้ปี 2020 กระแสตื่นเทคโนโลยีของวงการธุรกิจอุตสาหกรรม การค้าและการลงทุน นอกจากจะไม่ได้ซาลงเลยยังร้อนแรงขึ้นกว่าเดิมมาก… และวงการความงามและเครื่องสำอางค์ ก็อยู่ในกระแสนี้ด้วยเช่นกัน

ปี 2019 ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวหลายอย่างในวงการอุตสาหกรรมความงาม ที่ได้เห็นการปรับตัวและเตรียมตัวของยักษ์ใหญ่หลายค่าย ที่เข้าซื้อกิจการ Startup ด้านความงามและอุตสาหกรรมเครื่องสำอางค์ ตัวอย่างเช่น กรณีของ Unilever เข้าซื้อ Tatcha หรือ Shiseido เข้าซื้อกิจการของ Drunk Elephant

ถ้าท่านติดตามการเปลี่ยนแปลง เพื่อค้นหา “แนวโน้ม” การเปลี่ยนแปลง ขั้นศึกษาค้นคว้าและวิเคราะห์ด้วยข้อมูลที่มากพอและลึกพอ… ข้อมูลความเปลี่ยนแปลงในวงการความงามและเครื่องสำอางค์ ถือว่าน่าตื่นตาตื่นใจถึงขั้นตื่นตะลึงได้เลย

ผมจึงขออนุญาตแบ่งบทความชุดนี้ออกเป็น 2 ตอนครับ ซึ่งตอนแรกผมจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ Product Development และ Manufacturing หรือการผลิตก่อน… ส่วนตอนที่ 2 ค่อยมาว่ากันเรื่องการตลาด ราคาและลูกค้ากันอีกที

Product Development

1. Connected Beauty Systems proliferate

ข้อมูลจาก CB Insights ระบุว่า ตลาดอุปกรณ์ความงามขนาด 74 พันล้านดอลลาร์ กำลังสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการพัฒนา Beauty device ให้กลายเป็น Smart Beauty Device… พร้อมกับความสามารถในการเชื่อมต่อในระดับที่เรียกว่า Global Beauty Device โดยผู้เล่นรายใหญ่อย่าง P&G, Johnson & Johnson หรือ Shiseido ต่างพัฒนา Tech Enabled Systems ของตัวเอง เช่น Shiseido’s Optune IoT Skincare Systems ที่เปิดตัวเมื่อช่วงที่ผ่านมาและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI วิเคราะห์สภาพผิวของลูกค้าพร้อมปรับแต่งสูตรผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมากกว่า 80,000 สูตร

Shiseido Launches IoT Skincare System

2. Big beauty incubates its own disruptors, ramps up tech acquisitions

นักวิเคราะห์จาก CB Insights ระบุว่าปี 2020 ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมความงาม จะได้ซื้อกิจการ startup ด้านเทคโนโลยีความงามมากขึ้น เพราะหมดเวลาของการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ด้วยตนเอง และหันมามองการลงทุนใน startup ในฐานะ Angel Investors และเข้าซื้อกิจการ startup ที่ผ่านช่วงบ่มเพาะได้สำเร็จ ทั้งเพื่อเป็นผู้นำในตลาดและเพื่อกีดกันคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน

3. A Post-Fenty Society and Inclusive Beauty

ยุคหลังปฏิวัติเครื่องสำอางสำหรับสาวผิวสี เครื่องสำอางค์ชาย เครื่องสำอางค์ Unisex และอะไรอีกมากมายที่จะถูกผลิตขึ้นเพื่อรองรับความต้องการเฉพาะ จนถึงขั้นที่ลูกค้ารู้สึกได้ว่า “สินค้าที่ผลิตมาเขาทำเพื่อฉัน” ซึ่งอาจจะไม่ใช่การพัฒนา Product หรือ Services ใหม่ก็ได้… แต่สามารถทำ Inclusive Services จากตัวสินค้าเดิมอย่างเช่นกรณีของ Dollar Shave Club ที่สามารถขายชุดโกนหนวดแบบ Subscribed จนเจ้าตลาดมีดโกนหนวดในสหรัฐอเมริกาสั่นสะเทือนในปี 2016… และข่าววงในจากยักษ์ใหญ่หลายค่ายในอุตสาหกรรมความงามยังโฟกัสไปที่เครื่องสำอางและอุปกรณ์เสริมสวยสำหรับ Aging Society ชนิดจัดเต็มเพื่อ Boomers โดยเฉพาะ… แต่ที่ใหม่และมาแรงสุดๆ เห็นจะเป็น เทรนเครื่องสำอางค์สำหรับเด็กอย่างเช่นแบรนด์ Dr. Barbara Sturm

4. Beauty goes Global and Local

เมื่อยุคครับปลีกบนอีคอมเมิร์ซสมบูรณ์แบบเกิดขึ้นทั่วโลก สินค้าความงามและเครื่องสำอางค์ ถือเป็นรายการสินค้าหมวดหมู่ขายดีทุกๆ Platform ทั่วโลก ซึ่งทำให้สินค้าและแบรนด์ความสวยความงามเหล่านี้ เปิดตัวสู่ตลาดโลกด้วยต้นทุนที่ต่ำลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน… ภาพรวมจะเป็นว่า สินค้าความงามและแบรนด์ความงามสามารถเข้าถึงตลาดระดับ Global แต่จำเป็นจะต้อง Customize เพื่อ Local ยกตัวอย่างกรณีเครื่องสำอางค์ฮาลาล รวมทั้งกระแส Heritage-inspired Products ด้วย

Manufacturing

1. Evidence Based Skin Analysis

การมาถึงของเทคโนโลยีชั้นสูงอย่าง AI สำหรับโครงการความงามและเครื่องสำอางโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหรือสกินแคร์ ที่ถือเป็นต้นทางของการดูแลความสวยความงามสำหรับทุกคน… เทคโนโลยีการวิเคราะห์ผิวแบบ real time ได้เกิดขึ้นในวงการสกินแคร์มากมาย เพื่อวิเคราะห์สภาพผิวแต่ละวันให้ท่าน พร้อมคำแนะนำในการดูแลผิวใช้เครื่องสำอางค์ไปพร้อมกัน… ยกตัวอย่างเช่นเทคโนโลยีของ HiMirror ที่สามารถเชื่อมต่อกับ Amazon Alexa จนได้ของใช้ที่มีฟังก์ชั่นกระจกวิเศษเหมือนในเทพนิยายซินเดอเรลล่า ที่สามารถให้คำแนะนำเรื่องความงามและพูดคุยกับคนใช้ได้ด้วย ซึ่งเบื้องหลังนอกจากเทคโนโลยี AI ที่พูดคุยสื่อสารได้แล้ว ยังมี AI และ machine learning ระดับผู้เชี่ยวชาญด้านความงามคอยให้คำแนะนำได้ด้วย… ที่ล้ำกว่านั้นก็ยังมีอย่างเช่นกรณีของ Pathway Genomics’ SKin IQ ที่มากับเทคโนโลยี Beauty Focused DNA ที่มาแบบชุดทดสอบลึกระดับ DNA กันทีเดียว

2. Beauty Starts at the Lab and the Farm

จากกระแส sustainable business model ทั้งประเด็นสิ่งแวดล้อมและสิทธิด้านต่างๆ ได้พาแนวโน้มธุรกิจเครื่องสำอางค์และความงามออกจากเงามืดสู่แสงสว่าง ให้เห็นที่มาที่ไปของส่วนผสมเครื่องสำอางหรือ Ingredients ตั้งแต่เตรียมดินเพาะกล้าหรือฟักไข่เลี้ยงขุนจนถึงสัตว์ทดลอง… เรียกว่า จากฟาร์มถึงแล็ปต้องโปร่งใส่ ใส่ใจและอวดได้หมดทุกขั้นตอน… อย่างกรณีของแบรนด์เครื่องสำอางจากธรรมชาติ Juice Beauty, Tata Harper และ Beekman 1802 ที่เสนอแนวคิด Farm-to-Face ที่นำเสนอกระบวนการเตรียมส่วนผสมจากฟาร์มจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ความงามสูตรท้องตลาด… หรือกรณีของ L’Oreal ที่จับมือกับแบรนด์ Seed Phytonutrients ที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ความงามที่ได้จากฟาร์มออร์แกนิคของตัวเอง

3. Beauty Manufacturing M&A on the Rise

ก็อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า วงการความงามและเครื่องสำอางค์ ก็อยู่ในกระแสดิสรับชั่นอันเชี่ยวกรากเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆ การทำ M&A หรือ Mergers and Acquisitions หรือการร่วมทุนหรือเข้าซื้อกิจการเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ… เพราะปี 2020 ถือว่าหมดเวลาสำหรับการสร้างและพัฒนาอะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งการเข้าร่วมทุนหรือซื้อกิจการ ทั้งเพื่อลดจุดอ่อนหรือเสริมจุดแข็ง มีความจำเป็นระดับการอยู่รอดของกิจการทีเดียว… ที่สำคัญคือ.. ช้าไม่ได้ครับ

4. The Race Towards Sustainable Packaging

เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าอุตสาหกรรมความงามและเครื่องสำอางค์ ให้ความสำคัญกับ Packaging มาแต่ไหนแต่ไร… และ Packaging ถือเป็นตัวแปรการแข่งขันทางธุรกิจอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญ เมื่อบวกเข้ากับกระแสสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใส ทำให้อุตสาหกรรมความงามต้องใส่ใจ Packaging มากกว่าความสวยงามที่เห็นหรือฟังก์ชันที่ได้ แต่ Packaging ต้องย้อนกลับไปดูที่มาที่ไปภาพโปร่งใสดีงามไม่ทำลายภาพลักษณ์ของแบรนด์จึงจะอยู่รอด…

วันนี้ขออนุญาตตัดจบเท่านี้ก่อนนะครับพรุ่งนี้มาคุยกันต่อเรื่องการตลาด เจาะเฉพาะอุตสาหกรรมความงามและเครื่องสำอางค์ ระดับเทรนด์โลกโดยอ้างอิงข้อมูลจาก  CB Insights เช่นเดิมครับ

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

The 4 Pillars of Change

Pivot Pillars of Change… เสาหลักสำคัญในการเปลี่ยนแปลง #ExtremeLeadership

การปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปถือเป็นเรื่องธรรมดาระดับ “สัจจธรรม” ที่เกิดกับทุกสิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ… แต่การปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่อ “บริหารความเสี่ยง” ถือเป็นเรื่องไม่ธรรมดาจนปล่อยให้อะไรๆ เป็นไปตามธรรมชาติไม่ได้แน่ เพราะการเปลี่ยนแปลงเกินระดับธรรมดาโดยทั่วไป จะไม่สามารถประเมิน “สถานการณ์ลำดับถัดไปได้อย่างชัดเจน” ซึ่งหลายกรณีเข้าข่ายมืดมนจนน่ากลัวก็มี

LIDAR

LIDAR ดวงตาของรถไร้คนขับ #สุดสัปดาห์พาดูรถ

LIDAR หรือ Light Detection and Ranging เป็นเทคโนโลยีเซนเซอร์คล้ายเรดาห์ เพียงแต่ LIDAR ยิงแสงเลเซอร์ออกไปให้เซนเซอร์รับคลื่นสะท้อนกลับและสร้างภาพ 3 มิติความละเอียดสูงขึ้นมา… ซึ่งภาพที่ได้จะเป็นภาพที่คอมพิวเตอร์อ่านและเข้าใจ ซึ่งเป็นภาพคนละแบบกับที่ตามนุษย์มองเห็น… ที่สำคัญกว่านั้นคือ LIDAR สร้างภาพ Dynamic ร่วมกับการตรวจสอบตำแหน่งภาพบน GPS หรือ Global Positioning System เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนที่ของวัตถุเคลื่อนที่ในภาพ ประมวลผลเปรียบเทียบกับตัวรถตลอดเวลา แบบไม่มีง่วง ไม่มีหลับในและไม่ต้องดื่มกาแฟแก้ง่วงด้วย

bioplastique

นวัตกรรมการจัดการขยะอินทรีย์และพลาสติกชีวภาพ #FridaysFor Future

ขยะอินทรีย์ในประเทศมีปริมาณปีละ 17.28 ล้านตัน สามารถนำมาคัดแยกขยะจากต้นทางโดยใช้ถุงพลาสติกชีวภาพ จะสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ถึงปีละ 11.52 ล้านตัน คิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้นกับประเทศถึง 115,200 ล้านบาท

VUCA World

VUCA World… ผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อนและคลุมเครือ

ในช่วงปลายของยุคสงครามเย็น ทีมที่ปรึกษากองทัพสหรัฐ 2 คนคือ Warren Bennis และ Burt Nanus ได้เสนอกรอบทฤษฎีเพื่ออธิบายสถานการณ์ความวุ่นวายยุ่งยากซับซ้อนและมีความไม่แน่นอนสูง ในสถานการณ์การเมืองโลกช่วงปี 1980 ปลายๆ ที่จักรวรรดิโซเวียตใกล้ล่มสลายและความวุ่นวายในอัฟกานิสถานและอิรักกำลังปะทุ