แหล่งทำลายความคิดสร้างสรรค์เด็กชื่อ… โรงเรียน

School Bus

หนึ่งในข่าวด้านการศึกษาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงห้าปีที่ผ่านมา คือการผลักดันให้การเขียนโปรแกรมเป็นหลักสูตรขั้นพื้นฐานในโรงเรียน และมีการสร้างเครื่องมือ หรือ Tools สำหรับสอนเด็กๆ เขียนโปรแกรมขึ้นมามากมาย

ในสหรัฐอเมริกา… ข้อถกเถียงเรื่องที่จะให้เด็กทุกคนต้องได้เรียนเขียนโค๊ด ถูกถามหาความเหมาะสมของการบังคับให้เด็กทุกคนต้องเรียนเขียนโค๊ด หรือ เขียนโปรแกรมนั้นเหมาะสมหรือไม่ เมื่อฝ่ายหนึ่งมองว่าเด็กต้องเรียนเป็นพื้นฐานเพื่อตามโลกสมัยใหม่ให้ทัน และอีกฝ่ายมองว่าเด็กควรมีสิทธิ์ที่จะเลือกเรียนวิชาที่ตนสนใจ 

ความเห็นที่แตกต่างนี้เกิดขึ้นมาจากการพยายามรักษาสมดุลของระบบการศึกษา ไม่ให้ก้าวก่ายการเรียนรู้ของนักเรียนจนเกินไป แต่ก็ยังสามารถให้ประโยชน์แก่ผู้เรียนได้

ปัญหาด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วโลก จึงเป็นประเด็นแหลมคมทิ่มแทงภาครัฐและเจ้านโยบายด้านการศึกษาในทุกประเทศหนักหน่วงกว่าในอดีตมากมาย เมื่อการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ท้าทายมนุษยชาติทุกมิติ

ในหนังสือชื่อ “Creative Schools หรือชื่อภาษาไทยคือ โรงเรียนบันดาลใจ” ก็พูดถึงปัญหาของระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วโลก ซึ่ง Sir Ken Robinson และ Lou Aronica สองผู้เขียนหนังสือ มองว่าระบบที่ใช้กันอยู่นั้นขาดสมดุล เพราะเคร่งครัดกับมาตรฐานกลางมากไป จนขัดขวางพัฒนาการของเด็ก กลายเป็นต้นเหตุของปัญหาการศึกษาในปัจจุบัน การเพิ่มรายวิชาบังคับโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมานั้นจะยิ่งทำให้ระบบการศึกษาเสียสมดุลหนักเข้าไปอีก

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2006 นักวิชาการด้านการศึกษานาม Sir Ken Robinson ได้ขึ้นเวที TED Talk และพูดถึงประเด็นด้านการศึกษาไว้ในหัวข้อ “Do schools kill creativity?” ประเด็นนี้ได้รับการพูดถึงอย่างมาก และกลายเป็นคลิปที่มียอดชมสูงที่สุดคลิปหนึ่งในเว็บไซต์ ted.com

Sir Ken Robinson สรุปว่า เด็กๆ ทุกคนต่างเกิดมามีพรสวรรค์ มีความคิดสร้างสรรค์ที่สูงล้น และมีความกระหายอยากจะเรียนรู้ แต่น่าเสียดายที่เมื่อเด็กๆ เข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว สิ่งเหล่านั้นกลับเหือดหายไป ทั้งที่สังคมให้ค่ากับมันเสมือนว่าเป็นของที่หายาก

ปี 2015… Sir Ken Robinson จึงร่วมงานกับ Lou Aronica เขียนหนังสือชื่อ “โรงเรียนบันดาลใจ” เพื่อต่อยอดประเด็นด้านการศึกษาที่พูดไปในครั้งนั้น โดยใช้ประสบการณ์จากการทำงานตลอดระยะเวลาหลายปี รวบรวมปัญหาของระบบการศึกษาทั่วโลกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นำเสนอโครงการการศึกษาและโรงเรียนที่สามารถสร้างกระบวนการศึกษารูปแบบใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งเสนอแนะรูปแบบการศึกษาในความเห็นของผู้เขียน

เนื้อหาในหนังสือครอบคลุมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตั้งแต่ตัวระบบการศึกษาเองที่เกิดขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม… ปัญหาที่เด็กนักเรียนต้องเผชิญในระบบการศึกษา… กระบวนการสอนของครู… บทบาทที่แท้จริงของครูใหญ่… ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน… หลักสูตรการศึกษา… การสอบและประเมินผลที่ต้องบอกมากกว่าเกรดและคะแนนสอบ และนโยบายของรัฐที่หวังดีแต่ดันไปขัดขวางศักยภาพของเด็กเสียเอง

เนื้อหาในหนังสือได้วิเคราะห์ถึงระบบการศึกษาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ที่เพิ่งจะเป็นรูปเป็นร่างในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นยุคสมัยที่ต้องการแรงงานฝีมือเป็นจำนวนมาก และรัฐมีรายได้มากพอจากการจัดเก็บภาษี จึงได้สร้างระบบการจัดการที่มีโครงสร้างแบบอุตสาหกรรม โดยจัดกลุ่มนักเรียนตามชั้นปี จัดแบ่งตารางเรียนสำหรับเด็กออกเป็นคาบๆ จัดการสอบเลื่อนชั้นเพื่อเรียนในระดับสูงขึ้น และสร้างมาตรฐานกลางเพื่อให้ทุกสถานศึกษาปฏิบัติตาม

ระบบแบบนี้จะประพฤติกับเด็กและตัดสินเด็กด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่เหมาะสมกับความเป็นมนุษย์ที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง และมีความหลากหลาย

ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ Sir Ken Robinson ชี้ชัดว่า… ระบบการศึกษาซึ่งพัฒนามาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือ ยุคอุตสาหกรรม 2.0 นั้น… ได้รับการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงโดยการ “สร้างระบบให้เข้มงวดมากขึ้นไปอีก”

หนังสือจึงได้นำเสนอประเด็นต่างๆ ด้วยมุมที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป โดยเฉพาะกรณีข้อสอบกลาง… ซึ่งหนังสือโจมตีประเด็นการสอบ PISA ว่าทำให้การศึกษาในประเทศหลงทิศทางไปจากที่ควรจะเป็นอย่างไร และพูดถึงว่าแม้แต่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนที่ครั้งหนึ่งเคยได้คะแนนสอบ PISA สูงที่สุดในโลก ก็ยังเอาใจออกห่างจากการสอบนี้

กรณีศึกษาและตัวอย่างในหนังสือ รวมทั้งโครงการต่างๆ และโรงเรียนที่หนังสือยกมาเป็นตัวอย่างแทรกในแต่ละบทนั้นก็น่าสนใจ ทั้งในแง่ของเบื้องหลังและผลลัพธ์ที่ได้ 

นอกจากนั้นยังบอกเล่าเส้นทางการพัฒนาของโรงเรียนเหล่านี้จนประสบความสำเร็จทรวมทั้งความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายที่ร่วมแรงสร้างการเปลี่ยนแปลง… ย้ำว่าสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยไม่รอการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก โดยเฉพาะภาครัฐ

โรงเรียนเหล่านั้นต่างก็สร้างสรรค์กระบวนการศึกษาในแบบของตัวเอง ไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว… และไม่เชื่อเรื่อง เสื้อฟรีไซส์ใส่ได้ทุกคน หรือโมเดล One Size, Fit All นั่นเอง

ตอนหน้าผมจะพาไปตามดูแนวทางความคิดสร้างสรรค์ในการจัดการศึกษา… ที่เรียกว่า “การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ด้วยปัญญา” ครับ

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งถึงท่านบน Timeline ทุกวัน และ รบกวนท่านผ่านข้อความ Chat เท่าที่จำเป็น

Related Post

Senior man and daughter

ประกาศรับสมัครคนวัยเกษียณกว่า 18000 งาน… ในสหรัฐอเมริกา

ผมติดตามออนไลน์อินฟูเอนเซอร์ชื่อดังหลายท่านบน LinkedIn เพราะท่านเหล่านั้นมักจะแชร์ “แรงบันดาลใจ” และสิ่งละอันพันละน้อย ที่เป็นความสนใจของผม และบ่อยครั้งที่ผมใช้ LinkedIn เพื่อประเมินแนวโน้มด้านทรัพยากรมนุษย์ เผื่อเอาไว้ถ่ายทอดแลกเปลี่ยนแบ่งปัน

Adaptive Learning

Adaptive eLearning… แนวคิดการศึกษาเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางด้วยเทคโนโลยี

หลายท่านที่เคยศึกษาต่อข้ามสายอาชีพที่สำเร็จการศึกษามาก่อนหน้า คงมีประสบการณ์เรื่องเรียนเอาหน่วยกิตของวิชาที่ขาด เพื่อเพิ่มเติมคุณสมบัติเบื้องต้นให้ตัวเองเข้าเรียนต่อได้กันมาบ้าง… ผมยกกรณีนี้ขึ้นมาเทียบเพื่อจะชี้ให้เห็นวิธีประเมินความต้องการของผู้เรียน ที่กลไกทางการศึกษาในปัจจุบัน ก็มีประเด็นอยากเรียนอะไร ไปทำอาชีพไหน ต้องเรียนและรู้อะไรบ้างก็มีแนวทางอยู่แล้ว

Sit up

K-SPA… เครื่องมือฟันฝ่าอุปสรรค

แนวคิดของ Steve Jobs ว่าด้วย Connecting The Dots ซึ่งแฟนพันธ์แท้ของ Steve Jobs จะทราบดีว่า… เขาอธิบายความสำคัญของจุดเล็กๆ ในจังหวะชีวิตคนๆ หนึ่ง ที่เรียนรู้สะสมทักษะประสบการณ์มากมายเหมือนสะสมจุดเล็กเป็นทุนประดับปัญญาความสามารถเอาไว้… จนสามารถนำมาต่อใช้เป็นความคิดสร้างสรรค์มากมายได้เหมือนชิ้นส่วนของเล่น LEGO ที่คนมีชิ้นส่วนมากก็สามารถประกอบจินตนาการเป็นผลงานชิ้นใหญ่ๆ ให้ตัวเองได้

Lazy Man

Lazy Economy แค่รักสบายและเสียดายเวลา…

เวบไซต์ Taobao.com อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในประเทศจีนได้เก็บข้อมูลของลูกค้าช่วงปี 2018 พบว่า… คนจีนรุ่นใหม่ที่เกิดหลังปี 1995 มีการใช้จ่ายไปกับอุปกรณ์สำหรับคนขี้เกียจมากถึง 70%… ใช้เงินซื้อสินค้าเหล่านี้ราว 2,310 ล้านดอลลาร์สหรัฐ