Critical Inner Voice… เสียงจากข้างในอันเป็นภัยกับตนเอง

Critical Inner Voice

เสียงวิจารณ์จากภายใน หรือ Critical Inner Voice หรือเสียงสะท้อนตัวเอง… มักจะเป็นเสียงความคิดด้านลบ จากทัศนคติ ข้อมูล ความเชื่อจนกลายเป็นข้อสรุปที่บั่นทอนทุกเรื่อง… ทั้งตัวตน… ความสามารถและการยอมรับจากคนอื่น ซึ่งเสียงเหล่านี้จะสงสัยและพาเราไปสู่ การปฏิเสธคุณค่าในตัวเอง การวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง หรือ Self-criticism… และมีภาวะเสพติดเสียงสะท้อนจากภายในบางด้าน จนนำไปสู่พฤติกรรมแปลกๆ สำหรับทุกคนรอบตัว

Sidney J. Blatt ศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาจาก Yale University ได้เคยเสนอทฤษฎีเอาไว้ในหนังสือ Polarities of Experience ซึ่งอธิบาย ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความเป็นตัวของตัวเอง… โดย Sidney J. Blatt  ระบุว่า การปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และ การปฏิสัมพันธ์กับตนเองทั้ง 2 มิตินี้ เป็นที่มาของบุคลิกภาพ และพัฒนาการไปตลอดชีวิตคนๆ นั้นเสมอ โดยเฉพาะการพัฒนาอัตลักษณ์ส่วนตนและการนิยามตนเอง เทียบเคียงกับปฏิสัมพันธ์ที่เคยมีประสบการณ์ร่วมกับบุคคลอื่น นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ตนเองจนกลายเป็นเสียงสะท้อนจากภายใน

ประเด็นก็คือ… เสียงวิจารณ์จากภายใน มักจะไม่ตรงไปตรงมากับข้อเท็จจริงในหลายๆ กรณี ซึ่งหลายกรณีสร้างปัญหามากมายให้ทั้งตัวเองและคนรอบข้าง… ทั้งที่ตัวเองคิดเองเออเอง และตัวเองคิดว่าคนอื่นคิดกับตัวเอง… ซึ่งทางออกในเรื่องนี้คือการฝึกให้รู้เท่าทันเสียงพูดคุยจากทัศนคติภายในให้ชัด

ต่อไปนี้เป็นแนวทางทุเลาเสียงวิจารณ์จากภายในพอสังเขปครับ…

1. ฟังเสียงที่เกิดขึ้นว่ากำลังกลั่นแกล้งเราหรือไม่

รู้ให้ได้ว่าเสียงวิจารณ์ภายในเหล่านั้นกำลังบอกอะไรเรา… หลักๆ ในกรณีนี้ให้เข้าใจให้ได้ว่าเราใส่ใจอะไร หมกมุ่นกับอะไร และความคิดหรือทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลังหมกมุ่น สนใจ… ส่งเสริมหรือทำลายความเชื่อมั่นภาคภูมิใจในตัวเอง เช่น เราเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ หรือ Perfectionism และคิดว่างานหรือธุระที่กำลังทำอยู่มันแย่ มันห่วย มันไม่เข้าท่า… แต่ก็ไม่มีคำแนะนำว่า ไอ้ที่ไม่แย่ ไม่ห่วยและเข้าท่า มันต้องทำยังไง สุดท้ายก็เลยไม่ทำอะไรและงานที่กำลังทำอยู่ก็เลยห่วยจริงๆ ถึงขั้นไม่มีงานเป็นชิ้นเป็นอันก็มี

การคุยกับตัวร้ายในหัว… ก็ไม่ต่างจากการคุยกับตัวแสบที่โผล่มาตัวเป็นๆ และ เริ่มต้นสนทนาด้วยการ Bully หรือกลั่นแกล้งรังแกนั่นแหละ… วิธีง่ายที่สุดที่จะจัดการก็คือ ตั้งคำถามกลับ… กับเสียงที่ลอยมาเพื่อทำลายความเชื่อมั่นของเราเอาคำตอบหรือท่าทีชัดๆ มา

2. หาที่มาของเสียงหรือประเด็นแบบนั้นว่าเกิดกับเราตั้งแต่เมื่อไหร่และอย่างไร

โดยปกติ… ชีวิตประจำวันของคนเราทุกคนคงเจอทั้งเรื่องดี เรื่องร้าย เรื่องย่ำแย่และเรื่องหนักหนาสาหัสเกินจะคาดคิดและรับไหวก็ย่อมมีในบางช่วงบางตอนของชีวิต… หลายกรณีจึงเกิด “ปม” ติดความคิดและทัศนคติของเรา วนเวียนอยู่ในสมองและจิตใจ จนกลายเป็นตัวตนและบุคลิกภาพ

ประเด็นก็คือ… ถ้าปมนั้นพาเราย่ำแย่ตกต่ำ หรือหน่วงรั้งด้านดีและสร้างสรรค์ในตัวเราจนไม่เหลืออะไรแล้วหล่ะก็… การกลับไปแก้ “ปม” ควรเป็นทางเลือกแรกๆ ที่จะจัดการ

3. ถกเถียงโต้แย้งและแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง

การวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง หรือ Self-criticism ก็ไม่ต่างจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้แต่ถูกต่อว่านินทาซึ่งหน้าจากคนอื่น… เราโต้แย้งได้ พิสูจน์ให้ชัดก็ได้ถ้าจำเป็น หรือตอบโต้ด้วยการไม่ใส่ใจก็ได้… เพราะสาระสำคัญจริงๆ ของการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้อยู่ที่เสียงวิจารณ์ แต่อยู่ที่เราจะทำอย่างไรกับประเด็นที่ถูกวิจารณ์ต่างหาก… 

4. ทำความเข้าใจกับ “ประเด็น” ที่กำลังเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง

การ “ถูก” วิพากษ์วิจารณ์ “จากตนเอง” รวมทั้งการตำหนิตนเอง ถ้าเป็นเรื่องสำคัญที่กระทบด้านดีของชีวิต… เสียงวิพากษ์นั้นย่อมมีค่าควรใส่ใจ และควรมองหาวิธีจัดการ “ประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์” นั้น… ซึ่งหลายกรณีจะเป็นกลไกการแก้ปัญหา ที่สร้างประโยชน์โดยตรงต่อเราเองทั้งสิ้น… การทำความเข้าใจจริงๆ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของการสร้างประโยชน์และความหมายให้ตนเอง

5. เปลี่ยนแปลง

ปกติคนเราเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาเสมอ… ทัศนคติที่มีต่อตัวเองขั้นวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง หรือ Self-criticism ก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเหมือนอายุและสมรรถภาพทางกาย ที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลาเช่นกัน… ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า การสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ทัศนคติ ได้เติบโตเป็นบวกกับตัวเอง อันเป็นประเด็นภายในที่ต้องหาเทคนิคให้ตัวเอง “เปลี่ยน” ไปสู่ทัศนคติที่เติบโตเป็นทัศนคติเชิงบวกให้ได้

ประเด็นเป็นแบบนี้ครับ… เสียงวิจารณ์จากภายใน หรือ Critical Inner Voice มีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะซึมเศร้า หรือ Depression… ซึ่งหากมีมากและเกิดขึ้นประจำ… การใส่ใจอาการและการเยียวยาควรค้นหาสาเหตุและจัดการไปตามความเหมาะสม หรือปรึกษาจิตแพทย์ทันที

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Recent Posts

Related Post

Ocean Warming at the Rate of Five

มหาสมุทร… ร้อน!

เหตุผลที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ความชื้นในชั้นบรรยากาศสูงกว่าที่ผ่านมา ทำให้กระแสน้ำร้อนน้ำเย็นในมหาสมุทรเปลี่ยนทิศทาง… ทำให้พายุลมและฝนแปรปรวนรุนแรงร้ายกาจ… ทำให้เราได้เห็นน้ำท่วมทะเลทรายและไฟป่าในเขตร้อนชื้นอย่างอินโดนิเซียหรืออสเตรเลียที่ดับไม่ได้

Food Waste

Food Waste… ขยะอาหาร #FridaysForFuture

ประเด็นขยะอาหารที่เน่าเสียเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบคัดแยกขยะที่ปนเปื้อนขยะอาหารเน่าเสีย ซึ่งกลไกการคัดแยกขยะทั้งแบบกึ่งอัตโนมัติ และแบบอัตโนมัติที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน… ไม่สามารถจัดการขยะคลุกเศษอาหารเน่าเสียได้จนถึงขั้นระบบล้มเหลวก็มี… และนั่นทำให้ขยะส่วนใหญ่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จนกลายเป็นภูเขาขยะอยู่ทั่วโลกอย่างในปัจจุบัน

Docutainment

DocuTainment… และ Lifelong Learning

การจัดการศึกษานับจากนี้ การออกแบบ Learner Journey ควรกลับไปเริ่มกันที่ First Principal ว่าแท้จริงแล้ว… อะไรคือแก่นของสิ่งที่มนุษย์อยากเรียนรู้กันแน่… และอะไรทำลายสัญชาตญาณอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ ที่วงการการศึกษาหวังกันมาก ยังสู้ Contents จาก Youtuber ที่พ่อแม่สมัยนี้ส่วนใหญ่ ยกให้เป็นพี่เลี้ยงเด็กอนุบาลไปแล้ว

Space Elevator

Road to the Space Elevator… เส้นทางไปลิฟต์อวกาศ

การเอาสถานีอวกาศผูกกับเคเบิลที่แข็งแรงอย่าง Carbon Nanotube ไว้กับแกนเส้นศูนย์สูตรที่แรงโน้มถ่วงสร้างโมเมนตัมการหมุนสูงที่สุด จะทำให้ปลายอีกด้านในอวกาศ ถูกเหวี่ยงหนีศูนย์กลางให้ลอยอยู่นอกอวกาศ ด้วยแรงดึงมากกว่าแรงโน้มถ่วงของโลกมากมาย เหมือเราเอาลูกตุ้มมัดเชือกแล้วควงเป็นวงกลม ที่แรงเหวี่ยงปลายเชือกติดลูกตุ้มจะดึงออกจากศูนย์กลางจนเชือกตึง… สถานีอวกาศในวงจรค้างฟ้านอกแรงโน้มถ่วงจึงสามารถลอยอยู่ได้ด้วยแรงดึงที่แม้แต่พายุรุนแรงที่สุดในชั้นบรรยากาศโลก ก็ไม่สามารถโยกคลอนอะไรได้