ร่างกฎหมายอัตราดอกเบี้ยและวิธีคิดดอกเบี้ยใหม่… #RederSMEs

Debt Load

ปัญหาโครงสร้างต้นทุนทางการเงินที่ภาคเอกชนผู้ต้องกู้หนี้ยืมสินมาประกอบกิจการนั้น ภาคเอกชนไทยโดยเฉพาะ SMEs และสินเชื่อรายบุคคลซึ่งต่างก็เจอปัญหา “ดอกเบี้ย” ซับซ้อนจนเราได้เห็นผลประกอบการของอุตสาหกรรมดอกเบี้ยที่ยืนหนึ่งร่ำรวยโดดเด่นมาแต่ไหนแต่ไร…

ปัญหาดอกเบี้ยไม่เป็นธรรม ไปจนถึงเทคนิค “ยัดเยียดภาระดอกเบี้ย” ในกรณีผิดนัดชำระและเป็นหนี้เสียที่เงินต้นและดอกเบี้ยอาจกลายเป็นหายนะของใครหลายคน

ช่วงปลายปี 2020 ที่ผ่านมา… ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศ “กำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และการตัดชำระหนี้” โดยมีวัตถุหลักสำคัญเพื่อช่วยลดภาระหนี้ สร้างความเป็นธรรมในการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชน และลดการเกิดหนี้ด้อยคุณภาพในระบบการเงิน โดยกำหนดแนวปฏิบัติที่สำคัญในระบบการเงินของไทยใน 3 เรื่อง ดังนี้

1. การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ต้องคิดบนฐานของเงินต้นที่ผิดนัดจริงเท่านั้น 

ธนาคารแห่งประเทศไทย “ไม่ให้รวมส่วนของเงินต้นของค่างวดในอนาคตที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ” ต่างจากแนวปฏิบัติจากของเดิมที่หากผิดนัดชำระหนี้เพียงงวดเดียว สามารถให้ผู้บริการทางการเงินหรือเจ้าหนี้สามารถคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้จากฐานเงินต้นคงค้างทั้งหมด ทำให้ให้มูลค่าดอกเบี้ยผิดนัดสูงมาก ซึ่งเกณฑ์ใหม่นี้จะทำให้การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ไม่สูงมากและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง เกิดความเป็นธรรมกับลูกหนี้มากยิ่งขึ้น

2. อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาบวกเพิ่มได้ไม่เกิน 3%

โดยจะต้องมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ที่อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาบวกไม่เกิน 3% ดังตัวอย่าง…

หากอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาคือ 8% ธนาคารผู้ให้บริการทางการเงินหรือเจ้าหนี้จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ได้ไม่เกิน 11% โดยจะต้องคำนึงถึงประวัติการชำระหนี้ของลูกหนี้ที่ผ่านมาด้วย 

ซึ่งต่างจากเดิมที่ธนาคารหรือเจ้าหนี้ สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ได้เอง เช่น กำหนดตามอัตราดอกเบี้ยสูดสุดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ 15% หรือบางกรณีสูงถึง 18-22% ทำให้ภาระตกไปเป็นของลูกหนี้โดยทันทีจนลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้… 

ดังนั้น การปรับเกณฑ์ในครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกหนี้สามารถจ่ายชำระหนี้พร้อมกับลดโอกาสการผิดนัดชำระหนี้ และในระยะยาวยังช่วยให้ระบบการเงินมีความสมดุลมากขึ้น ส่งผลให้การฟ้องร้องจะลดลงในที่สุด

3. ตัดค่างวดที่ค้างชำระนานที่สุดเป็นลำดับแรก

การกำหนดลำดับการตัดชำระหนี้… โดยจะต้องตัดค่างวดที่ค้างชำระนานที่สุดเป็นลำดับแรกเสมอ เพื่อให้ลูกหนี้รับรู้ถึงลำดับการตัดชำระหนี้ที่ชัดเจน โดยก่อนหน้านั้น… เมื่อลูกหนี้จ่ายเงินเข้ามาจะถูกนำไปตัดค่าธรรมเนียมทั้งหมด ตามด้วยดอกเบี้ยทั้งหมด ก่อนนำเงินส่วนที่เหลือมาตัดเงินต้น โดยไม่ได้สนใจเงินต้นของงวดหนี้ที่ค้างชำระนานที่สุดก่อน จนในที่สุดลูกหนี้กลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ หรือ NPL 

ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมจึงมีการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ โดยกำหนดให้ เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ เงินที่จ่ายเข้ามาจะถูกนำไปจ่ายค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และเงินต้นของงวดหนี้ที่ค้างชำระนานที่สุดก่อน ซึ่งการปรับเกณฑ์ใหม่นี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เงินงวดที่ลูกหนี้ผ่อนในแต่ละเดือนสามารถตัดถึงเงินต้นได้มากขึ้น ช่วยลดการเกิดหนี้ด้อยคุณภาพ รวมทั้งช่วยให้ลูกหนี้มีกำลังใจในการจ่ายชำระหนี้ต่อเนื่อง และยังช่วยให้ประวัติการผ่อนชำระหนี้ของลูกหนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากขึ้น

สำหรับการประกาศกำหนดเกณฑ์การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564 โดยจะยังคงยกเว้นเรื่องลำดับการตัดชำระหนี้ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.  2564 เป็นต้นไป 

อนึ่ง… ธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงินต้องใช้เวลาในการปรับปรุงระบบงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การใช้ฐานของงวดที่ผิดนัดชำระหนี้จริงมาคำนวณตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้มีหนังสือเวียนไปก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 ถึงธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงิน ให้ปรับมาใช้เกณฑ์ใหม่ในการคำนวณแล้ว 

ประชาชนและกลุ่มธุรกิจ SMEs จะได้รับสิทธิตามที่ประกาศฉบับนี้กำหนดเป็นการทั่วไป โดยที่ท่านไม่จำเป็นต้องติดต่อกับสาขาของผู้ให้บริการทางการเงินเพื่อแก้ไขสัญญาแต่อย่างใด 

และความคืบหน้าล่าสุดก่อนการบังคับใช้เกณฑ์ใหม่ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2456…  ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2564 ได้เห็นชอบร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ “ปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยและวิธีคิดดอกเบี้ย” ให้เป็นธรรม ซึ่งเป็นกฏหมายที่ใช้มาแล้ว 95 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2468 จนถึงปัจจุบัน เพื่อไม่ให้ลูกหนี้ถูกเอาเปรียบและสอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป

โดยปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ “กรณีที่สัญญาเงินกู้ไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้” จากเดิมอัตราคงที่ 7.5% ต่อปี แก้ไขปรับลดเป็น 3% ต่อปี โดยกระทรวงการคลังจะทบทวนทุกๆ 3 ปี ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ

และได้ปรับปรุง “ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้” จากเดิมอัตราคงที่ 7.5% ต่อปี แก้ไขปรับลดเป็น 5% ต่อปี…โดยกำหนดวิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัดเมื่อผ่อนชำระเป็นงวด… ให้คำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ จากเงินต้น “เฉพาะงวดที่ผิดนัดเท่านั้น” ไม่ใช่คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นที่ค้างอยู่ทั้งหมดตามประกาศจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนหน้านี้

สำหรับการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564 ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถนำหลักการตามประกาศฉบับใหม่มาใช้พิจารณายกเว้นหรือผ่อนปรนดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ตามสมควร โดยเฉพาะในปัจจุบัน ที่ลูกหนี้จำนวนมากกำลังเดือดร้อนจากวิกฤตโควิด 19 หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม… สามารถสอบถามหรือร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน หรือ ศคง. ได้ที่ โทร. 1213

References 

กฎหมายอัตราดอกเบี้ย, วิธีคิดดอกเบี้ยใหม่, SMEs,

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Recent Posts

Related Post

Reskill Upskill Newskill

Learning and Development… เครื่องมือทางการศึกษาเพื่อพัฒนาองค์กร #Re-education

การเรียนเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้คนๆ หนึ่งได้โอกาสที่ดีกว่าเดิมเพื่อเปลี่ยนแปลง และการเรียนก็เป็นเครื่องมือเดียวที่จะ Reskilled ใครสักคนให้ปรับตัวอยู่ในโลกที่ผันผวนเปลี่ยนแปลงนี้อย่างมั่นใจมากขึ้น… ซึ่งก็มั่นใจได้ไม่เต็มร้อยหรอกว่า ทักษะ หรือ Skill ที่เรามีในตอนนี้ หรือเพิ่งจะ Reskilled มาหมาดๆ ตอนนี้… จะใช้เสริมสร้างอาชีพการงานหรือเลี้ยงชีพต่อไปได้นานแค่ไหน

young boy listening

The Art of Reactions to Feedback… ศิลปะการรับมือกับเสียงติชม

การฟังแบบ Empathy ก็ยังถือว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะยังมีการฟังอีกอย่างหนึ่งที่ยากกว่า นั่นก็คือ… การฟังเสียงติชมหรือ Feedback ซึ่งสารที่ได้ยิน ส่วนใหญ่จะจู่โจมผู้ฟังมากกว่าสารแบบอื่นๆ ที่จะเป็นรองก็เพียงแต่การถกเถียงขั้นขัดแย้งตอบโต้ด่าทอเท่านั้น อันเป็นสารที่กระทบความรู้สึกของผู้ฟังอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะความรู้สึกด้านลบครีมหมักจากมีปฏิกิริยาตอบโต้ ค่อนข้างฉาบฉวยที่หมายถึง ขาดการไตร่ตรองก่อนการตอบโต้นั่นเอง

Pyramid Design

SCQA For Active Learning… แนวคิดการสื่อสารเพื่อการศึกษา

ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม จะถูกเรียกว่า Active Learning ในขณะที่ ประสบการณ์ที่เป็นนามธรรม ก็ถูกเรียกว่า Passive Learning ที่สำคัญกับรูปร่างและความสมบูรณ์ของปิรามิดโดยรวม โดยให้ Active Learning เป็นฐานชั้นล่างทั้งหมด และ Passive Learning ช่วยเติมเต็ม

Active Listening

จงฟัง!

หลายท่านคงเคยได้ยินสำนวนที่ว่า… พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วอัปราชัย… หรือจิ๊กโก๋หน่อยอย่าง… พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากจะมีสี… กันมาบ้าง