Don’t Eat The Marshmallow… รอไหวมั๊ยถ้าได้อีกชิ้น!

Stanford Marshmallow Experiment

Stanford Marshmallow Experiment เป็นงานวิจัยและการทดสอบทางจิตวิทยา เพื่อทดสอบเรื่องการอดทนรอคอยและความยับยั้งชั่งใจ โดยติดตามชีวิตเด็กกว่า 600 คน เริ่มตั้งแต่กลุ่มตัวอย่าง อายุ 4-6 ขวบ ในปี 1972 และมีการเฝ้าติดตามผลอีก 4 ครั้งคือตอนอายุ 31, 35, 50, 55 ปี… การวิจัยดำเนินการโดยนักจิตวิทยาระดับปรมาจารย์นาม Professor Dr. Walter Mischel 

Professor Dr. Walter Mischel , 2018

Stanford Marshmallow Experiment หรือ การทดลองมาร์ชแมลโลว์สแตนฟอร์ด เป็นการทดสอบทางจิตวิทยาเรื่องความยับยั้งชั่งใจที่ส่งผลระยะยาวกับบุคคล โดยเฉพาะประเด็นบุคลิกภาพ ความสำเร็จและล้มเหลว… การวิจัยนี้จึงเป็นโครงการระยะยาว ที่ติดตามชีวิตเด็กที่เข้าร่วมโครงการตั้งแต่อายุ 4 ปี จนอายุ 55 ปี ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดโครงการในปี 2022… ที่แม้แต่ Professor Dr. Walter Mischel ก็ยังเสียชีวิตไปก่อนปิดโครงการ ตั้งแต่ 12 กันยายน 2018

ในปี 1960 Professor Dr. Walter Mischel ได้ตั้งคำถามเรื่อง การอดทนรอคอยความสุขหรือความยับยั้งชั่งใจ มีผลอย่างไรกับอนาคตของคนคนนั้น

การทดลองให้เด็กๆ ชายหญิง อายุระหว่าง 4-6 ปี 600 คน นั่งรออยู่ในห้องโดยมี มาร์ชเมลโล่วางอยู่ตรงหน้าของทุกคน… และผู้วิจัยบอกเด็กๆ ว่า หลังจากผู้วิจัยเดินออกจากห้องเด็กๆ สามารถกินมาร์ชเมลโล่ตรงหน้าได้ หรือรอให้ผู้วิจัยกลับมา คนที่ยังไม่ได้กินมาร์ชเมลโล่จะได้มาร์ชเมลโล่เพิ่มอีก 1 ชิ้น

ทันทีที่ผู้วิจัยเดินออกไป มีเด็กบางคนหยิบมาร์ชเมลโล่กินทันที… แต่ก็เป็นส่วนน้อย… เด็กบางคนหยิบขึ้นมาดอมดม… เอามากอดไว้ แบบโหยหาและอยากกินมากๆ บางคนถึงกับแอบกัด

บางคนเลือกเบี่ยงเบนความสนใจตัวเองด้วยการเล่นผมตัวเอง เล่นกับโต๊ะ เตะโต๊ะ หาอะไรทำ และพยายามจะดึงความสนใจตัวเองออกจากขนมในทุกวิถีทาง

ผลการทดลองครั้งนี้… มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่อดทนรอคอยได้ถึง 15 นาทีเพื่อรอขนมมาร์ชเมลลโล่เพิ่มอีกหนึ่งชิ้น

หมายถึง… คนสองในสามไม่สามารถรอคอยผลตอบแทนที่ยังมาไม่ถึง แบบว่า ได้กินหนึ่งชิ้นตอนนี้ ดีกว่าหวังว่าจะได้กินสองชิ้นแต่อีกนาน

สามสิบปีผ่านไป เด็กกลุ่มที่เคยอดทนรอคอยได้ มีความสามารถในการควบคุมตนเองมากกว่า มีปัญหาชีวิตน้อยกว่าและประสบความสำเร็จสูงกว่า… กลุ่มที่อดทนรอคอยได้น้อย

ซึ่งความสามารถในการอดทนรอคอย… เป็นสิ่งที่ติดตัวไปจนทุกคนโตเป็นผู้ใหญ่

ในสังคมไทยมีสุภาษิตสำคัญสองบทที่ว่า… ชิงสุกก่อนห่าม และ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ก็เป็นประเด็นเดียวกันนี้ ซึ่งจิตวิทยาเรื่องการประเมินผลตอบแทนในอนาคตกับความอดทน… มีอะไรที่มากกว่าการรอคอยและอดกลั้นมาก

หากพิจารณาสุภาษิตไทยอีกบทหนึ่งที่ตรงกันข้ามที่ว่า… กำขี้ดีกว่ากำตด ที่สอนให้คนอยู่กับสิ่งที่จับต้องได้ในปัจจุบันมากกว่า จะสร้างความหวังแบบลมๆ แล้งๆ ที่การรอคอยอาจจะเหลือเพียงความว่างเปล่า

แต่หากพิจารณาอย่างถ่องแท้จะเห็นว่า สุภาษิตทั้ง 2 บทไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ในบริบทเดียวกัน… กรณีอดเปรี้ยวไว้กินหวานถ้าใช้ในบริบทของการมองความคุ้มค่ากว่า… ย่อมให้ผลตอบแทนตามนั้น ซึ่งการอดทนรอก็เรื่องหนึ่ง และระยะเวลาที่รอก็อีกเรื่องนึง

แต่ถ้าต้องมองในบริบทของความเสียหายหรือวิกฤต… สุภาษิตอย่างกำขี้ดีกว่ากำตดย่อมใช้ได้ผลมากกว่า เพราะในสถานการณ์ที่วิกฤตและมีความเสียหายท้าทายอยู่ตรงหน้า… การอดทนและรอคอยย่อมไม่ใช่เครื่องมือที่ถูกกาละเทศะ

คำถามก็คือ… ท่านอดทนและรออะไรที่คุ้มค่ามาบ้างในชีวิต และท่านเร่งรีบ ด่วนได้จนชีวิตเสียหายผิดพลาดอะไรมาบ้าง

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งถึงท่านบน Timeline ทุกวัน และ รบกวนท่านผ่านข้อความ Chat เท่าที่จำเป็น

Related Post

Success ladder

Designing Your Life… ปฐมบท

ประเด็นการออกแบบชีวิตจากปัญหา แม้ฟังดูน่าขันหากไม่ได้พิจารณาอย่างลึกซึ้ง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่การนำมาปรับใช้จนเป็นนิสัย และเปลี่ยนมุมมองปัญหาเป็นปัญหา ไปสู่การค้นหาปัญหาอย่างท้าทายที่เพียงแต่จินตนการว่า… ชีวิตที่เปลี่ยน Mindset ได้ว่า ปัญหาไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเพียงประเด็นท้าทายให้เราหาทางจัดการตัวแปรทุกชนิดที่พอกปัญหาแรงโน้มถ่วงอยู่ ให้หายไปหรือไม่เราก็หลบพ้นทันเวลา

StoreDot-XFC-Technology

StoreDot Battery… #ExtremeTechnology

สตาร์ทอัพผู้พัฒนาแบตเตอรี่ชื่อ StoreDot จากเมืองเฮอร์เซอลียา หรือ Herzeliya ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในเขตอิสราเอลก็ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาแบตเตอรี่ Solid-State Lithium-ion บนเทคโนโลยีที่ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก StoreDot ตั้งชื่อว่า XFC หรือ Extreme Fast Charging ซึ่งยืนยันว่า… XFC สามารถชาร์จประจุให้แบตตเตอรีของ StoreDot เต็มความจุด้วยเวลาเพียง 5 นาที โดยไม่มีเงื่อนไขว่าแบตเตอรี่จะลูกเล็ก หรือ ลูกใหญ่ หรือ ความจุเท่าไหร่… เพียงแค่ปรับโหมดการชาร์จ หรือ ปรับกระไฟฟ้าให้เหมาะสมกับขนาดของแบตเตอรี่ เพื่อกระตุ้นให้ประจุไฟฟ้าลบจากสารประกอบลิเธียมในแบตเตอรี่ฝั่ง Cathode ถูกดึงกลับไปฝั่ง Anode จนหมดก็ถือว่าชาร์จเต็ม… ซึ่ง Extreme Fast Charging จาก StoreDot ยืนยันว่า… 5 นาทีชาร์จเต็มแน่นอน

Bonnie Guitar

Dark Moon – Bonnie Guitar #เพลงดังยังจำ

Dark Moon บันทึกเสียงครั้งแรกในปี 1957 โดย Bonnie Guitar ผู้ขออัดเสียงกับเนื้อร้องที่ Ned Miller เขียนให้ Dorsey Burnette บันทึกเสียง แต่ Dorsey Burnette ไม่ชอบเพราะเธอเป็นนักร้องแนว Rock and Roll… ในขณะที่ Bonnie Guitar หลงรักเพลงนี้จนขออัดเสียงโดยไม่เอาค่าลิขสิทธิ์เสียงร้องก็ยอม… ความเชื่อมั่นของ Bonnie Guitar ก็ถูกต้องเมื่อ Dark Moon ทำให้เธอมีชื่อเสียง และ กลายเป็นนักร้องแถวหน้าแห่งยุคได้ในที่สุด…

Sony Reon

Thermoelectric Cooler Peltier… เทคโนโลยีความเย็นปลอดสาร CFC

ปี 1834 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส 2 คน คือ French Watchmaker และ Jean CharAthanase Peltier ได้ค้นพบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Peltier effect… โดยทั้งสองค้นพบว่า… เมื่อได้ทำการจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงให้กับสารกึ่งตัวนำ พบว่าที่ผิวทั้งสองด้านของ “สารกึ่งตัวนำชนิดแรก เกิดความร้อนขึ้นที่ผิว และ ที่ผิวอีกด้านของสารกึ่งตัวนำอีกชนิดก็เกิดความเย็นขึ้นที่ผิว” โดยเกิดขึ้นสอดคล้องกับทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้า… ในทางกลับกัน ถ้าหากมี “การให้ความร้อนที่ผิวด้านหนึ่งและความเย็นอีกด้านหนึ่ง” ก็ส่งผลทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าขึ้น