Education 3.0 และ Education on Web 3.0 #ReDucation

Education 3.0 เป็นคำศัพท์ที่นักทฤษฎีการศึกษารุ่นปัจจุบัน ใช้เรียกแนวคิดและหลักการจัดการศึกษา ที่มีการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการเรียนรู้… Dr.Jeff Borden ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมทางการศึกษากล่าวว่า Education 3.0 เป็นการบรรจบกันของทฤษฎีทางประสาทวิทยา หรือ Neuroscience เข้ากับจิตวิทยาการเรียนรู้ หรือ Cognitive Psychology และเข้ากับเทคโนโลยีทางการศึกษา หรือ Education Technology… โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล เวบเพจ แอพ มือถือ และ ฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ หรือ สิ่งอื่นใดที่จะถูกพัฒนาขึ้นอีกมากในอนาคต

ส่วน Michael B. Horn ในฐานะนักเทคโนโลยีการศึกษาผู้เขียนหนังสือชื่อ Blended: Using Disruptive Innovation to Improve Schools ร่วมกับ Heather Staker ซึ่งตีพิมพ์วางจำหน่ายในปี 2014 และ กลายเป็นหนังสืออ้างอิงเล่มหลักๆ ที่นักการศึกษาที่เชื่อเรื่อง Blend Learning ต้องอ่านก่อนพูด… Michael B. Horn พูดถึง Education 3.0 เอาไว้ว่า… เป็นกลไกทางการศึกษาที่จะพาเราก้าวข้ามการศึกษาแบบสอนให้ได้มากที่สุด หรือ Mass-Customized Education ไปสู่การเรียนรู้แบบประสม หรือ Blend Learning เพื่อให้เข้ากับภูมิหลังและทักษะที่แตกต่างกัน รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนบนแนวคิด Entrepreneurship Education ซึ่งจะทำให้ระบบและกลไกทางการศึกษา ยืนหยัดได้ยั่งยืนกว่าทั้งสำหรับผู้สอนและสถาบัน กับผู้เรียนและองค์ความรู้กับประสบการณ์ ที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงกับอนาคตในแบบของการเป็นผู้ประกอบการที่พึ่งพาตนเองได้ มากกว่าจะสร้างระบบการศึกษาบนระบอบอุปถัมภ์ ที่ความสำเร็จล้มเหลวกลายเป็นเรื่องงบประมาณที่รอจาก “ผู้ให้” พิจารณาทางเดียว

ประเด็นก็คือ… Education 3.0 จะมีการนำเทคโนโลยีทางการศึกษา หรือ Education Technology เข้ามาจัดการการเรียนการสอนเพื่อพาผู้เรียนตรงเข้าหาทั้ง “องค์ความรู้ และ ประสบการณ์” ซึ่งการเรียนการสอนแบบบรรยายหน้าชั้นวันละ 6–8 ชั่วโมงที่เคยใช้มานานนับร้อยปี เริ่มตามไม่ทันองค์ความรู้ และ ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลาอย่างในปัจจุบัน… โดยเฉพาะการมาถึงของ Web 3.0 หรือ Semantic Web ซึ่งมีคุณสมบัติโดดเด่นในการบันทึกจัดเก็บและป้อนกลับข้อมูลแบบมีโครงสร้างในขั้น วิเคราะห์ สังเคราะห์ และ จัดกลุ่มความสัมพันธ์ของข้อมูล กับ ข้อมูล หรือ ข้อมูลกับคอนเทนต์ หรือ คอนเทนต์กับคอนเทนต์ ในทุกระดับความสัมพันธ์… เช่นการวิเคราะห์ข้อมูล “เครื่องดื่ม” กับคำว่า “เขียว” เทคโนโลยี Web 2.0–2.5 จะให้ข้อมูลได้เพียง “เครื่องดื่มสีเขียว” ในขณะที่ Web 3.0 จะบอกได้ว่าเป็น “ชาเขียว” ซึ่ง Web 3.0 มีข้อมูลว่าชาเขียวมีโอกาสถูกสูงกว่า “แฟนต้าเขียว” และ ไม่มีกาแฟเขียวอย่างแน่นอน

ผังแสดงพัฒนาการของเทคโนโลยี Web ที่แตกออกเป็นสองสายหลังยุค Web 2.0 เป็น Theoretical Web และ Real Web… Credit: Researchgate.net

Web 3.0 จึงเป็นเทคโนโลยีในยุคที่มี Artificial intelligence และ Internet of Things ใช้งานร่วมกับข้อมูลมหาศาลในอินเตอร์เน็ต รวมทั้งที่ตรวจจับหรือวัดค่าได้จาก IoT… ก่อนจะถูกนำไปจัดการสังเคราะห์ใช้ด้วยเทคนิค Virtualisation ทั้งในรูปข้อมูลและสื่อ… และยังสามารถนำไปจัดเก็บด้วยเทคโนโลยี Decentralised Computing ซึ่งมี Blockchain เป็นศูนย์กลาง… และ ถูกนำใช้แบบ Personalized กับเฉพาะเป้าหมายที่เกี่ยวข้องข้อมูลเท่านั้น

บทความจาก Professor Charles Stephen Evans จาก University of St. Andrews เรื่อง How Web 3.0 Will Impact Higher Education ได้สรุปข้อดีและข้อเสียที่ระบบการศึกษาในยุค Web 3.0 จะต้องเจอ โดยมี “ความสามารถในการค้นหาข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว” เป็นทั้งจุดเด่นละจุดด้อยที่ต้องสะสางกันอีกมากในการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น… ซึ่งเราได้เข้าสู่ยุค Web 3.0 หรือ Semantic Web กันแล้ว

ในบทความตอนนี้ผมขอข้ามที่จะนำเสนอรายละเอียดข้อดี–ข้อเสียที่  Professor Charles Stephen Evans แยกแยะเอาไว้… ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่หลายประเด็นผมยังเห็นแย้งกับบทความของท่านอยู่ ถึงแม้จะเชื่อเหมือนกันว่า Web 3.0 จะไม่มีทางทำให้ครูอาจารย์ และ นักการศึกษาสบายขึ้นอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับกิจกรรมการเรียนการสอนนับจากนี้ จะยุ่งเหยิงซับซ้อนขึ้นมาก จนระบบการศึกษาที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ถูก Disrupted หรือ เปลี่ยนทดแทนครั้งใหญ่ภายในเวลาอันสั้น… ท่านที่สนใจสามารถคลิกที่นี่ เพื่อตามไปเก็บรายละเอียดได้

References…

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest
Tumblr

Leave a Reply

Your email address will not be published.