Evaluation Model For eLearning

eLearning Course Evaluation

การจัดการเรียนการสอนทุกแบบทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งแบบบรรยายหรือจับมือทำ… การทดสอบความรู้หลังเรียนหรือ Post-Test แบบต่างๆ เพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งประเมินทักษะต่างๆ ที่สอนไป เป็นเรื่องสำคัญทั้งกับผู้สอนเองและผู้เรียนทุกคน

ประเด็นก็คือ… เมื่อท่านทำ eLearning เพื่อสอนใครก็ตาม สิ่งที่จะทำให้ eLearning Contents แตกต่างจาก Contents แบบอื่นอย่างชัดเจนคือการใส่กลไกการประเมินความรู้หลังเรียนให้ Contents มาด้วย… ซึ่งบทความอย่างที่ผมเขียนให้ท่านอ่านอยู่นี้ จะเรียกว่าเป็น eLearning Contents ไม่ได้เลยทั้งที่ผมกำลังถ่ายทอดความรู้จากผมมาถึงท่านเช่นกัน เพราะบทความของผมไม่สนใจจะประเมินความรู้ความเข้าใจของท่าน ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการเผยแพร่ความรู้ของผม… แต่บทความชิ้นเดียวกันนี้ หัวข้อเดียวกันนี้ หากเรียบเรียงขึ้นใหม่และใส่โมดูลประเมินความรู้ความเข้าใจเข้าไปด้วย Contents Article ธรรมดาก็จะกลายเป็น eLearning Contents ได้ทันที

ถึงตรงนี้ก็จำเป็นแล้วที่จะต้องงัดเรื่องการประเมินความรู้สำหรับ eLearning มาบอกเล่าต่อ… แต่ก่อนอื่นท่านต้องเข้าใจก่อนว่า การเรียนเป็นการลงทุนชนิดหนึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ ที่ต้องดูความคุ้มค่าด้วยเช่นกัน การเรียนซ้ำ หรือเรียนเรื่องที่รู้ดีอยู่แล้วซ้ำ มีต้นทุนต้องจ่ายเหมือนซื้อของสองชิ้นทั้งที่จำเป็นแค่ชิ้นเดียว… ผู้สอนจึงต้องมีเครื่องมือวัดระดับความรู้เตรียมไว้ให้ผู้เรียน ที่โอกาสจะมีต้นทุนหรือพื้นฐานเท่าๆ กันนั้น… เป็นเรื่องยากจนเป็นไปไม่ได้เลย… บทความเรื่อง Hook First!… กลยุทธ์สำคัญในการออกแบบคอร์สออนไลน์ที่ได้ผล ที่ผมเผยแพร่ไปวันก่อนจึงแนะนำเรื่อง Personalization เอาไว้ในลำดับต้น และผมหมายความรวมถึงโมดูลการประเมินระดับความรู้เพื่อเข้าถึง Insight ของผู้เรียนต่อบทเรียนด้วย

โดยเฉพาะการ Personalized ผ่านการประเมินพื้นฐานความรู้ของผู้เรียนก่อนด้วยเทคนิค Pretest เช่น ทำข้อสอบข้อหนึ่งถึงข้อสิบได้แปดคะแนน ให้ข้ามบทเรียนไปบทที่ 3 ได้เป็นต้น

ใช่ครับ! ผมแนะนำเลยว่า… eLearning ที่ออกแบบ ขอให้โฟกัสการประเมินความรู้ที่แม่นยำและชัดเจน เชื่อถือได้… หลักง่ายๆ เบื้องต้นคือ ความรู้ที่ควรรู้ มีสิ่งใดบ้างที่ต้องรู้?… ทักษะที่ต้องมี ต้องทำอะไรเป็นแค่ไหนถึงเรียกว่ามี?… ประสบการณ์ต้องมาก แจงให้ครบว่าประสบการณ์เรื่องไหนต้องชำนาญหรือเชี่ยวชาญแค่ไหนจึงมากพอ?

แต่นั่นยังไม่พอหรอกครับ… เพราะหลักเบื้องต้นที่กล่าวมานั้น เป็นเพียง Mindset ทั่วไปที่จำเป็นต้องมีหลักวิชาในการจัดการเรื่องการประเมินความรู้ให้ยึดถือด้วย… ซึ่งใน eLearning ส่วนใหญ่จะเลือกใช้อยู่ 3 Model หลักๆ ซึ่งอ้างอิงโมเดลการประเมินการเรียนการสอนผู้ใหญ่ ได้แก่

1. Kirkpatrick’s Model

Kirkpatrick Model หรือ 4 Level Model  คือ แนวทางการประเมินผลการเรียนที่พัฒนาและเผยแพร่โดย  Professor Dr. Donald Kirkpatrick ศาสตราจารย์ University of Wisconsin สหรัฐอเมริกา… ได้เสนอรูปแบบการประเมินความรู้ความสามารถ ซึ่งต่อมาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลกในแวดวงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรอย่างกว้างขวาง… Kirk-Patrick Model แบ่งการประเมินประสิทธิผลของการพัฒนาบุคลากรออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่

ระดับที่หนึ่ง Reaction หรือการประเมินปฏิกิริยา

การประเมินปฏิกิริยา คือการประเมินผู้เรียนว่ามีความรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการเรียนและบทเรียนหรือคอร์ส โดยเฉพาะประสบการณ์การเรียนรู้ที่ได้รับ เช่น ผู้เรียนชอบมั๊ย?… เนื้อหาตรงกับที่ต้องการหรือไม่?… รู้สึกเป็นการเสียเวลาหรือไม่?… ชอบไม่ชอบรูปแบบอะไร อย่างไรและเพราะอะไร?… และอีกหลายแง่มุม ที่ผู้สอนเองต้องเปิดทางรับ Feedback ด้วยเทคนิคต่างๆ ซึ่งปัจจุบันผมเสนอให้ประยุกต์ใช้ Feedback Form ร่วมกับ Empathy Map… ซึ่งคงได้พูดถึงในโอกาสต่อไป… Reaction Level ในมุมมองของผมถือเป็นการทดสอบหลังเรียนหรือ Post-Test ชนิดหนึ่ง ที่ควรจะทำคู่กับแบบประเมินความรู้ครับ

ระดับที่สอง Learning หรือการเรียนรู้

การประเมินการเรียนรู้ เป็นการวัดความรู้ที่เพิ่มขึ้น ว่าเพิ่มขึ้นแค่ไหนอย่างไรหลังเรียน ปกติจะใช้ข้อสอบหรือการทดสอบที่เรียกว่า Pre-Test และ Post-Test รูปแบบต่างๆ รวมทั้งการสังเกตและการสัมภาษณ์เชิงลึกเปรียบเทียมระดับความรู้ที่เพิ่มขึ้น… ในบางกรณีอาจใช้การมอบหมายงาน ซึ่งวิธีการวัดความรู้ในแต่ละกรณีถือเป็นเรื่องเฉพาะที่เกณฑ์การวัดต้องสร้างเครื่องมือเฉพาะขึ้นมาเช่นกัน เพื่อเทียบและวัดว่า “ความรู้แค่ไหนคือรู้ และความรู้ระดับไหนต้องเรียนเพิ่ม” 

ระดับที่สาม Behavior หรือพฤติกรรม

เป็นการประเมินการนำความรู้ไปใช้จนเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหลังเรียน ซึ่งการประเมินพฤติกรรมถือเป็น Post-Test เชิงคุณภาพที่อาจจะต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงระยะยาว โดยทอดเวลาออกไปอีกระยะหนึ่งเพื่อให้ผู้เรียนนำองค์ความรู้ที่ได้ กลับไปปรับปรุงให้สำเร็จตามเป้าหมายการเรียน จนสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านพฤติกรรมบางอย่าง… แต่หลายครั้งก็มีการใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกเข้าร่วมการประเมิน รวมทั้งการสร้างเครื่องมือประเมิน 360 องศาหรือการประเมินรอบด้านมาใช้ ซึ่งได้ผลอย่างมากในการประเมินบทเรียนที่สอนเน้นประสบการณ์และทักษะ… แต่ก็สามารถประเมินความรู้ทั่วไปได้ด้วย… สิ่งที่ต้องระวังในการประเมินแบบนี้คือ Bias ทัศนคติแห่งความลำเอียงของทุกคนในกลไกการประเมิน

ระดับที่สี่ Result หรือผลลัพธ์

เป็นการประเมินผลของความรู้โดยตรง ซึ่งหลายกรณีอาจจต้องใช้เวลามากกว่าการประเมินระดับพฤติกรรม เพื่อตามดูผลลัพธ์สุดท้ายเช่น ผู้เรียนเข้าเรียนกลยุทธ์การตลาด ก็ประเมินยอดขายที่เพิ่มขึ้น หรือสัดส่วนกำไรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะต้องรอจนสิ้นงวดบัญชีปิดงบดุลบริษัทก่อน… หรือผู้เรียนเข้าคอร์สเรียนการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อเฉพาะทาง ก็ประเมินค่าเฉลี่ยเวลาการครองเตียงผู้ป่วยในหอผู้ป่วยว่าลดลงแค่ไหนอย่างไร ในช่วงเวลาสามเดือนหรือหกเดือนนับจากเอาความรู้ใหม่เข้ามาใช้ในหอผู้ป่วย เป็นต้น

2. Phillips’ Evaluation Model

Dr. Jack J. Phillips ผู้เชี่ยวชาญการด้านการวัดและประเมินผลผ่านผลตอบแทนการลงทุน หรือ Return on Investment หรือ ROI จนตั้งองค์กร ROI Institute ขึ้นเพื่อฝึกอบรมการใช้เครื่องมือประเมินการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วย ROI Methodology โดยใช้โมเดลแบบขั้นตอน 5 ระดับ หรือ Five-level Framework Process Model ซึ่งเป็น Framework ครอบคลุมการสร้างตัวชี้วัดผ่านการนำความรู้ไปปฏิบัติงานและวัดที่  Return on Investment สุดท้าย โดยมีตัวชี้วัดทั้งเชิงประสิทธิภาพ ความพึงพอใจและผลสะท้อนจากกำไรหรือผลประกอบการ… การประเมินตามกรอบ Phillips’ Evaluation Model ของ ROI Institute แม้จะพัฒนามาจาก Kirkpatrick’s Model Level 4 Result… แต่กรอบการประเมินหรือ Framework ในปัจจุบันจะมีรายละเอียดเอนเอียงเพื่อการประเมินเชิงธุรกิจค่อนข้างมาก ซึ่งข้อดีคือ เป็นเครื่องมือประเมินตรงไปที่ประสิทธิภาพการนำความรู้กลับมาสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยตรง แบบลงทุนเรียน/คุ้มค่าที่เรียน…  ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมากและมีความลับทางธุรกิจของ ROI Institute เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นที่ไม่ครบหลายชิ้น ที่มีแต่นักประเมินรับใบอนุญาตของ ROI Institute เท่านั้นที่จะมี และรู้วิธีใช้เครื่องมือประเมินและการประยุกต์ใช้ทั้งหมด… ประเด็นนี้ผมขอติดไว้ก่อนสำหรับรายละเอียด ซึ่งส่วนตัวก็สนใจอย่างมาก แต่ก็รู้น้อยมาก โดยเฉพาะ Framework ล่าสุดที่ต้อง Update กว่านี้ครับ

3. Brinkerhoff Success Method

Robert Brinkerhoff ได้เสนอแบบจำลองการประเมินผลแบบบูรณาการเข้าไปในแต่ละขั้นตอนของกระบวนเรียนรู้และการสร้างพัฒนาการจากความรู้ที่เรียนได้แก่

     1. การศึกษาความจำเป็น ปัญหา หรือโอกาสที่เปลี่ยนแปลงได้
   
2. การพัฒนาหรือออกแบบบทเรียน โดยมุ่งค้นหาวิธีและกรณีที่ระบุได้ว่าดีที่สุดหรือแย่ที่สุด
    3. รวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือ Corroborating Evidence เกี่ยวกับบทเรียน ผู้เรียนและบริบทที่เกี่ยวข้อง
    4. วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้เทคนิคเชิงสถิติเพื่อแปรผลข้อมูลจาก Corroborating Evidence บูรณาการกับ การศึกษาความจำเป็น ปัญหา หรือโอกาส
    5. ถ่ายทอดและสื่อสารผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ เพื่อใช้ข้อมูลกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงอีกชั้นหนึ่ง เพื่อนำกลับไปสู่ขั้นการเรียนรู้รอบใหม่… ซึ่งสุดท้ายจะได้วงจร 3L หรือ Life Long Learning เกิดขึ้น

ผมเลือกเอาโมเดลการประเมินจาก 3 แนวทางที่ผมเลือกและชอบมาแนะนำพอสังเขปก่อนครับ… โดยส่วนตัว ผมคิดว่าผมใช้ทั้ง 3 แบบร่วมกันในทุกกรณีของการประเมิน โดยเฉพาะ Brinkerhoff Success Method ที่ผมมองว่า เป็นแนวทางที่เรียบง่ายแต่บูรณาการเป็นวงจรจนทำให้เกิด 3L ซึ่งผมเชื่อสุดใจว่าคือปลายทางของการศึกษา… ในขณะที่ Kirkpatrick Model ก็สำคัญกับพื้นฐานที่จะต้องประเมินเบื้องต้นตามกรอบนี้ ซึ่งการศึกษาไทยในระบบ ยังทดสอบและประเมินในกรอบ Kirkpatrick Model กันเพียงบางแง่มุม จนทำให้ทรัพยากรมนุษย์จากระบบการศึกษา เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานและส่วนใหญ่มีการประเมินแบบ ROI Methodology ที่ช่องว่างของวิธีการ “ประเมินผ่าน” ที่แตกต่างทั้ง Framework และ Level… ทำให้เกิดคำถามมากมายจากฝั่งนายจ้างและตลาดแรงงาน ถึงขั้นก่นด่าสถาบันการศึกษาที่ว่าดีที่สุดในประเทศ ว่าผลิตบัณฑิตไม่พร้อมทำงานออกมาจนต้องฝึกอบรมกันใหม่หมด ซึ่งหลายท่านก็คงเคยได้ยินกันมาบ้าง… ส่วนตัวผมยังคิดว่ารู้เรื่องการประเมินไม่ถึงขั้นลึกซึ้งมากมาย แต่ก็พยายามศึกษาเรียนรู้และฝึกใช้ในทุกโอกาสที่เป็นไปได้ ขาดตกบกพร่องอย่างไรจึงยินดีรับคำชี้แนะจากทุกท่านเช่นเดิมครับ!

ประเด็นก็คือ… การประเมินบทเรียนหรือคอร์สในทัศนะของผมคิดว่า ต้องประเมินมากกว่าแค่มองผ่านความรู้ไม่รู้ของผู้เรียนมิติเดียว ไปเป็นการประเมินรอบด้านเพื่อค้นหาคอร์สและการศึกษาที่ทรงประสิทธิภาพ…

อ้างอิง

https://elearninginfographics.com/popular-learning-evaluation-models-infographic/
https://roiinstitute.net/about-us/

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

Learning from Home

Remote Learning From Home…

การศึกษาระดับปฐมศึกษาและมัธยมศึกษาไม่จำเป็นต้องมีระบบ e-Learning ให้เด็กๆ… และควรจะใช้วาระนี้พัฒนาระบบให้เข้มแข็งเท่าเทียมกับการจัดการเรียนการสอนในสถาบันหรือโรงเรียน… ซึ่งทัศนะส่วนตัวของผมมองว่า การทำหลักสูตรออนไลน์ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีความจำเป็นอย่างมาก และการจัดชั้นเรียนในโรงเรียนก็ยังสำคัญอย่างมาก… และการนำข้อดีของทรัพยากรออนไลน์ มาบวกกับความสำคัญของครูและห้องเรียน… จะมีความเป็นไปได้ที่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างมากยิ่งกว่าเช่นกัน

light night star

Mind Mapping… วาดเส้นทางชีวิตจากความคิดตัวเอง 

ในหนังสือ Designing Your Life บทนี้แนะนำให้เราเขียน Mind Mapping กิจกรรมและตัวแปรเชื่อมโยงกันเป็นชั้นๆ ออกมาภายในเวลาสั้นๆ… โดยให้เลือกกิจกรรมที่ได้จากการทำ Good Times Journal แล้วหากิจกรรมและตัวแปรที่เกี่ยวข้องจนได้ตัวแปรที่สัมพันธ์กับกิจกรรมหลักที่ขอบนอกสุด… แล้วเลือกมาสองสามตัวแปรที่ดึงดูดเราที่สุด… แล้วลองรวมคำเหล่านั้นให้กลายเป็นกิจกรรมหรืออาชีพใหม่ให้ได้… ซึ่งนั่นคือหนึ่งไอเดีย หรือหนึ่งอาชีพที่อาจจะกลายเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของอนาคตก็ได้

Johari Window

Johari Window Model… หน้าต่างมนุษย์

ความสุขของท่านมาจากสิ่งใดบ้างครับ?… คำตอบที่ได้คงหลากหลายแตกต่าง ซึ่งก็เป็นธรรมดาของพวกเราอยู่แล้ว ที่ความสุขความทุกข์ มีมาแล้วหายไปเกิดขึ้นและดับไปเป็นของธรรมดา

2020 ปีของคนคิดบวก

กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่ TCDC หรือ Thailand Creative & Design Center หรือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ องค์การมหาชน จะออกหนังสือประจำปีว่าด้วยแนวโน้มในปีถัดไป เผยแพร่อย่างสร้างสรรค์… ปลายปีนี้ก็เช่นกัน TCDC ก็ไม่พลาดที่จะรวบรวมแนวโน้มมิติต่างๆ ที่น่าสนใจสำหรับปี 2020 เอาไว้ในหนังสือเล่มเดียวขนาด 300 หน้า และแจกจ่ายเวอร์ชั่น eBook ฟรีมาตั้งแต่กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา