High-Performance Teams… พัฒนาอย่างไรให้เหนือชั้น… #ExtremeLeader

F1 Grand Prix

ในองค์กร หรือ หน่วยงาน หรือ คณะทำงาน… ซึ่งมี “คนจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันเป็นทีม” เพื่อทำภาระกิจบนวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน โดยสมาชิกทีมต่างก็มีที่มาเฉพาะตน และ มีที่ไปเฉพาะตน หลากหลายแตกต่าง แต่ต้องมาทำงานร่วมกันเพราะหน้าที่ หรือโชคดีหน่อยก็มารวมกันเพราะความเชื่อคล้ายกัน หรือโชคร้ายกว่านั้นก็มารวมกันเพราะเหลือตัวเลือกเดียวให้แต่ละคนพอมีอะไรทำแต่ต้องทำด้วยกัน

ประเด็นก็คือ… ทุกทีมที่มีคนมารวมตัวกันเพื่อทำอะไรก็แล้วแต่ ทุกการรวมตัวเป็นทีมจะหมายถึง “พลัง” ที่ถูกสานขึ้นจากทุกคน และ บ่อยครั้งที่การสานพลังรวมกันไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจจะแย่หนักถึงขั้นเกิดการ “ปะทะกันเองของพลัง” ระหว่างสมาชิกแต่ละคน… โดยไม่เหลือพลังจะไปพุ่งชนเป้าหมายไกลกว่านั้นได้อีก โดยจะเห็นเป็นสภาพ “มากคนก็มากความ” ทำให้มีคนบางกลุ่มที่มั่นใจในพลังของตนเองเลือกจะทำอะไรด้วยตัวคนเดียวเพื่อไม่ให้มนุษย์คนอื่นมาบั่นทอน “พลังระดับมุ่งมั่นในตัว” ที่มีอยู่ได้

คำถามคือ… พลังระดับมุ่งมั่นจากทุกคนในทีม สามารถ “รวมกัน” ขับเคลื่อนเป็น “พลังระดับมุ่งมั่นของทีม” ได้หรือไม่?

ในหนังสือ The Wisdom of Teams: Making the High-Performance Organization โดย Jon R. Katzenbach และ Douglas K. Smith ได้เปิดประเด็น High-Performance Teams ที่สมาชิกทีมเป็นมากกว่า “การร่วมแรงเพื่อทำตามคำสั่ง” ซึ่งไม่เพียงแต่สมาชิกทีมจะไม่ปล่อยพลังใส่กันเองเท่านั้น แต่สมาชิกทีมยัง “ทำหน้าที่ในทีมด้วยพลังระดับมุ่งมั่น ได้อย่างต่อเนื่องและทรงประสิทธิภาพ” โดยจะมีลักษณะเฉพาะของทีมหลายประเด็นที่แตกต่างจากทีมทั่วๆ ไป เช่น

  • สมาชิกทีมล้วนยึดมั่นและมุ่งมั่นต่อเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง
  • สมาชิกทีมล้วนท้าทายเป้าหมายด้วยความทะเยอทะยานยิ่งกว่าที่เชื่อกันว่าทีมจะสามารถทำได้
  • สมาชิกทีมล้วนแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน และ เข้าใจความรับผิดชอบส่วนของตนเองและส่วนของเพื่อนร่วมทีม ภายใต้ความผูกพันส่วนบุคคลที่ทรงพลังต่อเป้าหมายร่วมกัน
  • สมาชิกทีมล้วนใช้ความเชี่ยวชาญส่วนตน เสริมส่งความสามารถและความเชี่ยวชาญของสมาชิกในทีม
  • สมาชิกทีมล้วนรู้จักแบ่งปัน พึ่งพาอาศัย และ ไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างสมาชิก

Professor Dr.Bruce Tuckman ในฐานะนักวิจัยด้านจิตวิทยาองค์กร ซึ่งสนใจและเชี่ยวชาญ Group Dynamics หรือ พลวัตกลุ่ม หรือ พลวัตทีม ได้พัฒนาโมเดลการพัฒนา High-Performance Teams เอาไว้ทั้งหมด 4 ระยะ คือ…

  1. Forming หรือ ฟอร์มทีม… โดยระยะนี้จะไม่เพียงแต่เป็นการ “รวบรวมคน” มาอยู่รวมกันเพื่อประกาศภารกิจและก็จ่ายงานแบ่งหน้าที่เพียงเท่านั้น… แต่จะให้ความสำคัญกับการทำความรู้จักองค์กร และ รู้จักเพื่อนสมาชิกในทีม ภายใต้การสนับสนุนจากฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งอาจจะต้องใช้เครื่องมือทาง HR อย่าง DISC Personality Test หรือ Myers-Briggs Assessments มาช่วยอธิบาย “ความแตกต่างหลากหลาย” ของเพื่อนร่วมทีม
  2. Storming หรือ ปั่นหัวทีม… ระยะนี้จะเป็นช่วงการโค้ชชิ่ง หรือ Coaching โดย Team Lead หรือ หัวหน้าทีม ด้วยกิจกรรมเสริมสร้างทีมที่ท้าทายทุกคนให้ถกเถียงขัดแย้ง โดยเฉพาะการเปิดทางให้พลังระดับมุ่งมั่นของแต่ละคนในทีมถูกปลดปล่อยและปะทะกันอย่างอิสระ เพื่อหารูปแบบการรับมือความขัดแย้งในทีม… ซึ่งเกิดขึ้นแน่นอนและเกิดได้เรื่อยๆ แต่ต้องมีเครื่องมือและแนวทางจัดการไว้กับทุกรูปแบบความขัดแย้ง
  3. Norming หรือ สร้างบรรทัดฐานให้ทีม… ในระยะนี้จะมีการสร้าง Team Culture หรือ ธรรมเนียมของทีมขึ้นร่วมกัน ซึ่งอาจรวมถึงกฏกติกาทั้ง “กรณีการประสานงาน และ กรณีการประสานงา” เอาไว้ และ ถ้าบรรทัดฐานทั้งหมด ไม่เหมาะสมกับทักษะและประสบการณ์ของสมาชิกทีม ก็จำเป็นจะต้องร่วมมือกับฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ หรือ HR เปิดโปรแกรมฝึกอบรมเพิ่มเติมขึ้น หรือ ไม่ก็ปรับสมาชิกที่ขาดทักษะประสบการณ์ที่เหมาะสมออกจากทีมไป
  4. Performing หรือ ลุยงานกันทั้งทีม… ระยะนี้เป็นขั้นการทำงานผลักดันเป้าหมายจริงร่วมกัน โดยจัดการความสัมพันธ์ผ่าน “เป้าหมายร่วม” ซึ่งนอกจากจะอ้างอิงบรรทัดฐานแล้ว ส่วนที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดก็คือ การสื่อสารภายในทีม… ความโปร่งใสในหน้าที่ความรับผิดชอบ และ แผนดำเนินงานที่ชัดเจนด้วยเครื่องมือที่เสริมส่งพลังระดับมุ่งมั่นทั้งหมดที่ถูกปลดปล่อยออกมา

คร่าวๆ สั้นๆ ย่อๆ แบบ Elevator Pitch ประมาณนี้ครับสำหรับแนวทางการทำทีมบ้าพลัง หรือ High-Performance Teams ซึ่งจำเป็นต้องดีที่สุดเพื่ออยู่ในโลกที่ต้องแข่งขันกับการเปลี่ยนแปลงหลายมิติ… ยิ่งถ้ารวมการแข่งขันกับคู่แข่งเข้าไปด้วยก็จะยิ่ง “ต้องดีกว่าอย่างที่สุด” โดยพัฒนาทีมให้เหนือกว่าและดีกว่าอย่างที่สุด… เท่านั้น!

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งถึงท่านบน Timeline ทุกวัน และ รบกวนท่านผ่านข้อความ Chat เท่าที่จำเป็น

Recent Posts

Related Post

Outward Mindset

Outward Mindset…

Maslow’s Hierarchy of Needs หรือทฤษฏีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ ได้อธิบายความสำคัญของความสัมพันธ์ มิตรภาพ และความรักต่อคนรอบข้างไว้ว่า… เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์

Enemy of The State

Enemy Of The State #หนังดีที่เคยดู

ประเด็นการเฝ้าติดตามข้อมูลบุคคล บันทึกและนำไปใช้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสังคม เศรษฐกิจ การค้าและการเมืองการปกครองมานาน การเก็บและใช้ข้อมูลก็มีทั้งด้านดีและด้านมืด ในขณะที่การละเลยไม่บันทึกจัดเก็บข้อมูลก็มีข้อเสียและจุดบกพร่องชัดเจนหลายอย่าง… โดยเฉพาะประเด็นเรื่องข้อมูลที่ควรเป็นความลับ แต่ดันมีคนรู้เห็น จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เสมอ ทั้งในนิยายและชีวิตจริง

Another Brick In The Wall

Another Brick in the Wall

Another Brick In The Wall เป็นเพลงแบบไตรภาคหรือเพลงที่ใส่จังหว่ะและเนื้อเพลงแตกต่างไว้สามแบบในเพลงเดียว… Another Brick In The Wall ออกพร้อมอัลบัม The Wall ที่เผยแพร่ในวันที่ 30 พฤษจิกายน ปี 1979… เนื้อเพลงทั้งสามช่วงตอนเล่าเรื่องด้วยจังหว่ะดนตรีที่แตกต่าง… ตอนแรกเป็นการเล่าเรื่องเนิบช้าด้วยเสียงร้องและกีตาร์โซโลเบาๆ พูดถึงตัวละครชื่อ Pink ที่เติบโตขึ้นและพบความจริงอันเจ็บปวดว่าของตัวเองตายไปเพราะสงคราม ความสะเทือนใจของ Pink ทำให้เด็กน้อยเริ่มสร้างกำแพง