How To Simplify Presentations… เตรียมนำเสนออย่างไรให้เรียบง่ายโดยไม่ไร้เสน่ห์

Simplicity Presentation

การนำเสนองานหรือการอธิบายถ่ายทอดข้อมูลของงาน ซึ่งเรารับผิดชอบและเข้าใจงานนั้นมากกว่าคนอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งของการร่วมงานกันที่พบเห็นทั่วไป… หลายกรณี การนำเสนองานถือเป็นเหตุการณ์สำคัญ “เกี่ยวพันกับความสำเร็จล้มเหลว” ต่อเป้าหมายใหญ่ก็ได้ หากการนำเสนองานครั้งนั้นเป็นการบอกเล่าถ่ายทอดข้อมูล เพื่อให้ผู้ฟังในที่นั้น “ตัดสินใจมอบโอกาสให้” เราได้ดำเนินการตามที่นำเสนอไว้ ซึ่งเป็นขั้นถัดไปหลังการนำเสนอ

การนำเสนองานถือเป็นทักษะการสื่อสารที่สำคัญมากทักษะหนึ่ง ซึ่งคนที่ต้องทำหน้าที่นำเสนอข้อมูล จำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด เพื่อให้วัตถุประสงค์ที่แฝงมาจนต้องเอาข้อมูลมานำเสนอในวาระนั้น ถูกสื่อสารต่ออย่างเหมาะสมและครบถ้วน ซึ่งคำแนะนำแรกจากผู้เชี่ยวชาญการนำเสนองานมากมายล้วนแนะนำให้เตรียมตัวอย่างดีที่สุดก่อนการนำเสนอ

การนำเสนองานที่น่าสนใจหรือน่าสนใจอย่างมากถึงขั้นน่าทึ่งนั้น… ส่วนใหญ่จึงผ่านการเตรียมตัวหลายมิติ โดยเฉพาะ “สาระและข้อมูลที่ต้องใช้เพื่อนำเสนอ” ซึ่งเป็นสารหลักที่ต้องครบถ้วนตามบริบท… ตัวผู้นำเสนอเองและสไลด์ประกอบการนำเสนอก็ต้องเตรียมอย่างดี เพราะสไลด์เป็นเครื่องมือแสดงภาพให้ผู้ฟังเข้าใจประเด็นการนำเสนอครั้งนั้นให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยเฉพาะภาพในแต่ละประเด็นย่อยที่จะถูกลำดับเป็น “เรื่องเล่าที่น่าสนใจ” สำหรับผู้ฟังที่สุด

ประเด็นมีอยู่ว่า… การเตรียมตัวเพื่อการนำเสนอส่วนใหญ่ มักจะเป็นการเตรียมตัวระหว่างเตรียมสไลด์ประกอบการนำเสนอนั่นเอง ถึงแม้ว่าหลายกรณีสำหรับหลายๆ ท่านจะไม่ได้เตรียมสไลด์ขั้นต้นด้วยตนเอง แต่ก่อนการนำเสนอทุกครั้ง ส่วนใหญ่จะยิ่งเห็นภาพการเตรียมตัวเข้มข้น พร้อมการปรับแก้ไขสไลด์การนำเสนอจนวุ่นวายไปหมด… ซึ่งก็เป็นภาพธรรมดาของการเตรียมงานนำเสนอแบบเป็นทีม ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไร ถ้าการนำเสนอมีประเด็นสำคัญๆ หรือมีผู้ฟังเป็นคนสำคัญต่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์ การเตรียมตัวก็จะยิ่งเข้มข้นวุ่นวายจนถึงเครียดกันไปเป็นแถบก็มีให้เห็นบ่อย

โดยทั่วไปแล้ว… ความผิดพลาดในการเตรียมตัวนำเสนองานมักจะไม่ใช่การเตรียมสารหรือสาระข้อมูลที่จะนำเสนอ หรือแม้แต่การเตรียมตัวในทุกๆ ขั้นตอน ถึงแม้ว่าบางกรณีจะต้องออกไปนอกสถานที่เพื่อถ่ายภาพหรือทำคลิปประกอบการนำเสนอกันเป็นเรื่องเป็นราวก่อนก็ตาม… ความผิดพลาดในการเตรียมตัวนำเสนอที่พบเห็นบ่อยๆ คือ “การขาดกลยุทธ์การนำเสนอ” ที่ต้องเตรียมให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และบริบทอย่างเหมาะสม ซึ่งบ่อยครั้งทำให้เราได้เห็นงานนำเสนอที่เตรียมมาแบบ “คิดน้อย” อย่างน่าเสียดาย เช่น มีเวลาให้พูดสิบนาทีแต่เตรียมสไลด์มา 100 สไลด์ หรือไม่ก็ยัดประเด็นที่จะพูดลงสไลด์เหมือนลอกข้อความจากตำรามาขึ้นจอและอ่านให้ทุกคนฟัง… รวมทั้งคลิปอาร์ตประกอบสไลด์ ไปจนถึงแอนิเมชั่นไฟกระพริบระยิบระยับ และอีกมากมายที่สไลด์ถูกเตรียมโดยลืมเป้าหมายหลัก สะท้อนวิธีคิดของคนเตรียมและคนใช้อย่างน่าเสียดาย

ความเลอะเทอะทั้งมวลของการเตรียมสไลด์การนำเสนอ ที่สารหลักถูกทำให้คลุมเครือ โดยเฉพาะสารหลักสั้นๆ ถูกขยายความให้เวิ่นเว้อน้ำท่วมทุ่งจนคนฟังร้องขอชีวิต ในขณะที่คนนำเสนอได้จมน้ำเสียชีวิตไปก่อนแล้ว… คำแนะนำเรื่องกลยุทธ์การเตรียมการนำเสนอในระยะหลังๆ จึงต้องเน้นกันให้มากเรื่อง “สั้นกระชับและเข้าประเด็น” โดยตัดทุกอย่างออกจากสารหลักที่ต้องสื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์… ซึ่งแนวทางการเตรียมการนำเสนอแบบตัดให้เหลือน้อยสุดโดยให้เหลือสารหลักที่ครอบคลุมความหมายอย่างครบถ้วนที่สุดนี้ จะใช้แนวคิดและกลยุทธ์ที่ชื่อว่า… Simplicity Presentations หรือ งานนำเสนออันเรียบง่าย

การใช้ความเรียบง่ายมีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดสิ่งรบกวนออกจากสารหลักให้ได้มากที่สุด… ความเรียบง่ายในงานนำเสนอจะถูกเตรียมอย่างปราณีต เพื่อสกัดเอาความซับซ้อนของประเด็นย่อยในสารหลัก ให้ผู้เข้าฟังการนำเสนอเข้าใจแต่ละประเด็นตามลำดับ โดยไม่สับสนและตอบความอยากรู้ของคนฟังการนำเสนอให้ครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยความเรียบง่ายและพอดี… การเตรียมงานนำเสนออย่างเรียบง่าย จึงเป็นคนละประเด็นกับการเตรียมนำเสนอแบบมักง่าย ซึ่งมักจะขาดพลังในการสื่อสารจนเสียเวลาเปล่ากันทุกฝ่าย

ดังนั้น… ไม่ว่าท่านจะต้องเตรียม PowerPoint หรือ KeyNote หรือใช้เครื่องมือเตรียมสไลด์นำเสนอด้วยซอฟท์แวร์ตัวไหน… ขอให้ท่านคำนึงระหว่างการเตรียมตัวดังนี้เป็นอย่างน้อยครับ

  1. สกัดข้อความบนสไลด์ให้เหลือสั้นที่สุด และชดเชยรายละเอียดด้วยการเล่าประเด็นเกี่ยวกับข้อความสั้นๆ นั้นทดแทนตอนนำเสนอ… และถ้า “ตัดสั้นเหลือคำเดียวได้” นั่นคือสุดยอด Simplicity Presentations
  2. ใช้กลยุทธป้ายโฆษณากลางแจ้งกับสไลด์แต่ละหน้า กลยุทธ์คือกวาดตาผ่านครั้งเดียวต้องได้ข้อความครบ ถ้าใช้ภาพประกอบหรือเป็นพื้นหลังก็ต้องมีความหมายและสื่อสารชัดในการเห็นครั้งเดียว… เหมือนนั่งรถเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมองป้ายโฆษณาแล้วเข้าใจสิ่งที่ป้ายบอก
  3. ใช้ธีมหรือแม่แบบเดียว เพื่อให้ธีมดูคงเส้นคงวา โดยเฉพาะการคุมโทนเชิงศิลปะบนสไลด์ ให้ดูว่ามีการเตรียมตัวในมิติทางศิลปะมาอย่างปราณีต จนความเรียบง่ายสื่อความถึงความหมายแฝงอื่นๆ ได้แจ่มชัด… โดยเฉพาะความตั้งใจ

ออกตัวก่อนน๊ะครับว่า… นี่ไม่ใช่บทความสอนทำ PowerPoint หรือ KeyNote แต่เป็นคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ในการเตรียมตัวและวางหลักคิดก่อนเตรียมงานนำเสนอเท่านั้น… กรุณาอย่าถามหาตัวอย่างสไลด์เลยครับ เพราะที่ผมแนะนำคือให้ดูป้ายโฆษณาใหญ่ริมทางที่ดึงดูดสายตาเป็นตัวอย่าง… ลองเอาไปปรับใช้กันดูครับถ้าชอบแนวทางประมาณนี้!!!

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

Self Directedness

Self-directedness และ Computer Self-efficacy… หลักการออกแบบ Input สำหรับ CBI Design

ส่วนของ Self-directedness มีประเด็นย่อยที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมอีกราว 3 ประเด็นคือ Motivation to Learn หรือ การจูงใจตนให้เรียนรู้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพของความพยายามในการเรียนรู้ของผู้ใหญ่… ประเด็นที่สองคือ Metacognitive Skills หรือ ทักษะขั้นอภิปัญญา ที่จะช่วยให้บุคคลเข้าใจและควบคุมประสิทธิภาพการเรียนรู้ โดยกลไกทางสมองอันทรงพลัง… นอกจากนั้นยังมี Metacognitive Competence หรือ สมรรถนะขั้นอภิปัญญา หรือความสามารถในการเปรียบเทียบ แยกแยะ ความรู้กับประสบการณ์การเรียนรู้ และ ปรับปรุงหรือยกระดับกระบวนการของการเรียนรู้… และประเด็นที่สามคือ Locus of Control ซึ่งเป็นความเชื่อในตนเองว่าสามารถการควบคุมผลลัพธ์โดยแรงขับภายในและภายนอกของตน

River Environment

ประวัติย่อของพิษและสารพิษในสิ่งแวดล้อม #FridaysForFuture

มนุษย์รู้จักใช้พิษมาตั้งแต่โบราณ เพื่อกิจกรรมหลายอย่าง ตั้งแต่เพาะปลูก ถนอมอาหารไปจนถึงฆ่ามนุษย์อีกคนก็มีการใช้พิษกันอย่างกว้างขวาง มีบันทึกมากมายทั้งในอียิปต์ กรีกและอินเดียโบราณที่ ชนชั้นสูงยุคนั้นมีการใช้พิษเพื่อกำจัดเป้าหมายในหลายกรรมหลายวาระ

Distance Education

ข้อมูลการจัดการศึกษาทางไกลทั่วโลกในวิกฤต COVID-19

UNESCO ได้สำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่ตอบสนองต่อวิกฤตไวรัสโคโรน่า ซึ่งส่งผลโดยตรงกับความจำเป็นที่จะต้อง Stay Home, Stay Safe and Keep Distance… จนทำให้การเรียนการสอนทั่วโลกชะงักงันพร้อมกันทั่วโลก อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และทางออกเดียวของการจัดการศึกษาจึงอยู่ที่ Platform Based Education และ Distance Education เท่านั้น

School Bus

แหล่งทำลายความคิดสร้างสรรค์เด็กชื่อ… โรงเรียน

Sir Ken Robinson สรุปว่า เด็กๆ ทุกคนต่างเกิดมามีพรสวรรค์ มีความคิดสร้างสรรค์ที่สูงล้น และมีความกระหายอยากจะเรียนรู้ แต่น่าเสียดายที่เมื่อเด็กๆ เข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว สิ่งเหล่านั้นกลับเหือดหายไป ทั้งที่สังคมให้ค่ากับมันเสมือนว่าเป็นของที่หายาก