Humbleness… อ่อนน้อมถ่อมใจ

Humility

คำสอนสั่งที่สังคมไทยถ่ายทอดบอกต่อกันมาประโยคหนึ่งที่บอกว่า… จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน มีทั้งด้านดีที่สมควรสืบทอดนำใช้… มีทั้งด้านที่ต้องเรียนรู้ให้เข้าใจและใช้ให้เป็นไปพร้อมๆ กัน หลายกรณีเราสับสนระหว่าง “ความสงบเสงี่ยมเจียมตัว หรือ Modesty” กับ คำว่า “ความอ่อนน้อมถ่อมตน หรือ Humility” ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วมีบริบทที่แตกต่างกันมาก

กรณีประโยคอันแฝงนัยยะมากมายอย่าง จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน ที่สะท้อนความเจียมตัว หรือ Modesty ให้ระวังว่าอย่าได้ทำอะไรเลอเลิศเกินหน้าเกินตาสังคมขี้อิจฉาและใจร้าย โดยไม่ดูตาม้าตาเรือเข้า เพราะไม่มีใครอยากเห็นเราได้อะไรเกินหน้าเกินตาหรอก… ทั้งๆ ที่อยากทำดีๆ ให้สุดไปเลยก็ตาม…  ซึ่งถ้าสังคมแวดล้อมที่อยู่ด้วย หรือ จำเป็นต้องอยู่ด้วยล้วนมีแต่พวกขี้อิจฉาและบ้าอำนาจ ก็สมควรจะต้องสงบเสงี่ยมเพื่อความสงบสุขไปเถอะ หรือไม่ก็ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างให้ตัวเองหลุดพ้นสักทางให้ได้

Maya Angelou กวีและนักคิดนักเขียนชาวอเมริกันอัฟริกัน ผู้เคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษย์ชนมานานให้ความเห็นว่า… เธอไม่ชอบความสงบเสงี่ยมเจียมตัว หรือ Modesty เลย เนื่องในความเจียมตัวนอบน้อมนั้น มีความยอกย้อนในตัวเอง โดยภายในความเจียมตัว จะมีความยโสในตนแฝงอยู่ ความยโสที่แท้ก็คือการที่คนๆ หนึ่งไม่รู้จักยอมรับว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ และผลของการที่ไม่ยอมรับความพิเศษของตัวเองนั้นก็เลยพาลไปปฏิเสธความพิเศษของคนอื่นด้วย… ส่วน Clive Staples Lewis หรือ C. S. Lewis นักคิดนักเขียนชั้นครูชาวอังกฤษอีกคนหนึ่งก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่า… ความสงบเสงี่ยม รวมทั้งความคาดหวังจะให้คนอื่นสงบเสงี่ยม ถือเป็นความโอหัง หรือ Pride รูปแบบหนึ่ง และ Clive Staples Lewis ยังยืนยันด้วยว่า ในความถ่อมไม่จำเป็นต้องมีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวเลยก็ได้

ประเด็นที่นักเขียนทั้งสองท่านถกแถลงและตั้งข้อสังเกตุก็คือ… Modesty หรือ สงบเสงี่ยมเจียมตัว เป็นกิริยาอาการที่แสดงออกให้คนอื่นยอมรับ เพื่อจุดประสงค์บางอย่างเท่านั้น ซึ่งจะเรียกว่าเป็นกิริยาเสแสร้งที่ไม่ตรงกับความคิดจิตใจก็ว่าได้ ซึ่งการกล้าเสแสร้งขั้นนี้ย่อมไม่ตรงไปตรงมากับตัวเองแน่นอน และเป็นการดูแคลนสติปัญญาผู้อื่นไปด้วยอีกต่างหาก… ในขณะที่ ความอ่อนน้อมถ่อมตน หรือ Humility เป็นความรู้สึกภายในที่ลึกซึ้งกว่า โดยแสดงออกตรงไปตรงมาด้วยการยอมรับและเคารพตน… นับถือสติปัญญาและความสามารถของตนเอง โดยท้ายที่สุดย่อมเป็นการยอมรับและเคารพผู้อื่นโดยปริยาย

C. S. Lewis อธิบายเรื่องความรู้สึกถ่อมตน หรือ Humbleness เอาไว้เพิ่มเติมว่า… Humbleness เป็นมิติที่สัมพันธ์กับปรัชญาและทัศนคติที่ลุ่มลึกและยิ่งใหญ่มากประเด็นหนึ่ง เพราะความถ่อมตนหลักๆ คือการที่เราลดละอัตตา หรือ Ego ของเราออกไป เป็นความรู้สึกเข้าใจในความยิ่งใหญ่ของสรรพสิ่งและความเป็นเสมือนเถ้าธุลีของตน… แต่ไม่ใช่ความรู้สึก “ไร้คุณค่า หรือ กระจอกงอกง่อย” เพียงแต่เป็นความระแวดระวังว่า… ตนก็เพียงมนุษย์ผู้หนึ่งในห้วงมหรรณพของสรรพสิ่ง… สิ่งที่ตนรู้ ใจที่ตนเชื่อ และสติปัญหาที่ตนคิดออกบอกได้ ก็เพียงเสี้ยวเศษในจักรวาลอันกว้างไกล ความถ่อมตนจึงเป็นการยอมรับความยิ่งใหญ่ของจักรวาล… ยอมรับต่อความยิ่งใหญ่ขององค์ความรู้ทั้งมวล… ยอมรับความบกพร่องผิดพลาด… ยอมเรียนรู้ปรับเปลี่ยน

Source: The Matter

ความรู้สึกถ่อมตน หรือ Humbleness จึงมีจุดเริ่มต้นที่การละวางอัตตาส่วนตนลงตั้งแต่แรก จนไม่เหลืออัตตาไปปะทะกับอัตตาของใครให้กลายเป็นความขัดแย้ง… โดยไม่ต้องซ่อนอัตตาไว้ใต้ความนอบน้อมที่ต้องแสดงออกต่อหน้าใคร

ประเด็นก็คือ… เมื่อเราถ่อมใจตนให้ยอมรับนับถือตัวเอง เห็นคุณค่าที่แท้จริง เห็นความสำเร็จที่เป็นจริง จนเกิดภาคภูมิใจ หรือ Proud อย่างแท้จริง… โดยแยก Pride หรือความยิ่งยะโสออกจากความรู้สึกตนได้… สิ่งแรกที่จะได้รับทันทีคือ ความพอใจตนเองอย่างเท่าทันจนเกิดเมตตาแทนอิจฉา เกิดยอมรับแทนสงสัย และเกิดเข้าใจแทนปิดกั้น

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

River Environment

ประวัติย่อของพิษและสารพิษในสิ่งแวดล้อม #FridaysForFuture

มนุษย์รู้จักใช้พิษมาตั้งแต่โบราณ เพื่อกิจกรรมหลายอย่าง ตั้งแต่เพาะปลูก ถนอมอาหารไปจนถึงฆ่ามนุษย์อีกคนก็มีการใช้พิษกันอย่างกว้างขวาง มีบันทึกมากมายทั้งในอียิปต์ กรีกและอินเดียโบราณที่ ชนชั้นสูงยุคนั้นมีการใช้พิษเพื่อกำจัดเป้าหมายในหลายกรรมหลายวาระ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับธุรกิจนวดและสปา

จากตัวเลขอัตราการเติบโตของธุรกิจสปาในไทยราว 8% ต่อปี ที่ SCBEIC หรือศูนย์วิจัยธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่า ขยายตัวจากระดับ 3 หมื่นล้านบาทในปี 2013 มาอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาทในปี 2015 สูงเป็นอันดับที่ 16 ของโลก และ เป็นอันดับที่ 5 ของเอเชีย… บวกกับภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเดิม และภาพพจน์ด้านการจัดการวิกฤตโรคระบาดได้ดียิ่งของประเทศไทย ทำให้ธุรกิจด้านสุขภาพในประเทศไทยทุกมิติ ฉายแววโดดเด่นอวดชาวโลก… โดยเฉพาะธุรกิจสาย Wellness ที่เน้นบริการฟื้นฟูเยียวยา ก่อนต้องใช้ยาหาหมอและผ่าตัด

Experience Learning

Pre-creation Learning…

การเข้าถึง Insight ของผู้เรียนผ่านรูปแบบ Co-creation “น่าจะ” ทำให้ผู้เรียน แบ่งปัน Personality กับ Experience ที่ผู้เรียนมีและเป็น อย่างตรงไปตรงมาจนทำให้สามารถทำ Personalized Learning ได้แม่นยำขึ้น