Hydrogen Fuel

Hydrogen Fuel… เชื้อเพลิงไฮโดรเจน #ExtremeFuture

ความเคลื่อนไหวเรื่องพลังงานสะอาดในกระแส EVs และ พลังงานทางเลือกเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งแสงแดด สายลมและขยะร้อยแปดจำพวก ซึ่งกำลังถูกออกแบบให้เกิดวัฏจักรสมดุลให้หมุนเวียนอยู่ในระบบนิเวศที่ควบคุมเพื่อความยั่งยืน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การยกระดับเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในภาคพลังงาน โดยเทคโนโลยีการสันดาปไฮโดรเจนเพื่อให้ได้กระแสไฟฟ้าด้วยเทคนิค Fuel Cell ได้พัฒนามาถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจแล้ว ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อกันว่า… ไฮโดรเจนนี่เองที่จะมา Disrupted น้ำมันปิโตรเลียมออกจากสถานะพลังงานหลักของโลก ซึ่งเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ยังมีปัญหาเรื่องความจุและศักยภาพในการจ่ายพลังงานที่มีข้อจำกัดอยู่มาก

เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้สันดาปได้สะอาด และ ปราศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 รวมทั้งเขม่าควันอันเป็นต้นตอของวิกฤตสภาพอากาศ ซึ่งลุกลามใหญ่โตเป็นปัญหาฝุ่นควันและโลกร้อน… ซึ่งมีโอกาสทำให้สิ่งมีชีวิตบนดาวโลกสูญพันธุ์ได้ทั้งหมด… รวมทั้งมนุษย์

เพราะการสันดาปเชื้อเพลิงไฮโดรเจนบนเทคโนโลยี Fuel Cell นั้นเป็นเพียงการควบรวมระหว่างไฮโดรเจนสองอะตอม กับ อ๊อกซิเจนหนึ่งอะตอม และ ปลดปล่อยอิเลคตรอนส่วนเกินออกมาเป็นพลังงานไฟฟ้า กับ น้ำหนึ่งโมเลกุล… และเป็นน้ำบริสุทธิ์ตามโครงสร้างทางเคมี H2O ซึ่งไม่เป็นอัตรายสำหรับสิ่งมีชีวิตและมนุษย์บนโลกนี้เลย

ความจริง… ไฮโดรเจนส่วนใหญ่ถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรมมานาน โดยเฉพาะการกักเก็บและเวียนใช้ในโรงกลั่น รวมทั้งการใช้ในกระบวนการผลิตปุ๋ย และ ถลุงเหล็ก ซึ่งเป็นกรณีการใช้เป็นเชื้อเพลิงแบบเผาไหม้เป็นส่วนใหญ่… ในขณะที่เทคโนโลยีการใช้ไฮโดรเจนในภาคขนส่ง ด้วยเทคนิค Fuel Cell ซึ่งปลดปล่อยพลังงานไฟฟ้าจ่ายให้ยานพาหนะได้มากพอที่จะรับภาระการเป็นพลังงานหลักทดแทนน้ำมัน มีการผลักดันและเคลื่อนไหวมานานตั้งแต่เมื่อครั้งเกิดวิกฤตน้ำมัน หรือ Oil Crisis ในช่วงปี 1970 มาแล้ว… แต่ก็ล้มเหลวด้วยปัจจัยหลายอย่างจากมีแง่มุมมากมายที่เป็นอุปสรรค รวมทั้งอิทธิพลของกลุ่มทุนน้ำมันที่หนุนหลังนักการเมืองของชาติมหาอำนาจ ที่ยังไม่พร้อมจะเลิกขายน้ำมันเพื่อหลีกทางให้เชื้อเพลิงทางเลือกอื่น

ประเด็นก็คือ… แม้ทุกคนจะรู้ว่าไฮโดรเจนบนโลกมีมากมาย โดยเฉพาะที่อยู่ในรูปของน้ำที่โลกมีมากถึง 75% ของพื้นผิว แต่ไฮโดรเจนไม่ได้เป็นพลังงานปฐมภูมิ หรือ Primary Energy ที่สามารถนำมาใช้ได้โดยตรงเหมือนเชื้อเพลิงฟอสซิล… เพราะไฮโดรเจนเป็นพลังงานทุติยภูมิ หรือ Secondary Energy ที่แปรรูปจากพลังงานอื่น ไม่ต่างจากพลังงานไฟฟ้า

นอกจากนั้น… เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในอดีตที่ซื้อขายอยู่ในตลาด ส่วนใหญ่ยังได้จากการกลั่นน้ำมันซึ่งการซื้อขายไฮโดรเจนจะอ้างอิงราคาน้ำมันดิบ เหมือนผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่นๆ 

ข่าวดีก็คือ… กระแสเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในครั้งนี้มาจากการผลักดันระดับนานาชาติ ซึ่งผลักดันพร้อมงบประมาณมหาศาล… กรณีที่ชัดเจนที่สุดคือสหภาพยุโรป หรือ EU กับนโยบาย Green Deal ซึ่งมีนโยบายมุ่งเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutral ภายในปี 2050 โดยจัดสรรงบประมาณกว่า 6 แสนล้านยูโร พร้อมงบลงทุนตามแผนการลงทุน “InvestEU” ที่คาดกันว่าจะรวมกันเป็นงบประมาณเพื่อการลงทุนมากถึง 1 ล้านล้านยูโรในกรอบ 10 ปีของการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด โดยมีไฮโดรเจนถูกจัดอันดับความสำคัญไว้ในลำดับต้นๆ ของแผนนี้

อย่างไรก็ตาม… เส้นทางไฮโดรเจนในฐานะพลังงานหลัก และ สินค้าโภคภัณฑ์ของมนุษยชาติ ท่ามกลางกระแส Green Economy ยังมีโจทย์มากมายให้แก้ไข โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่คุณสมบัติและองค์ประกอบดูดีไปหมดแต่ไม่เคยอยู่ในกระแสหลักมานาน

รายงานการศึกษาหัวข้อ Path To Hydrogen Competitiveness: A Cost Perspective จาก Hydrogen Council ซึ่งวิเคราะห์ความคุ้มทุนในอนาคตของเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ได้ข้อสรุปว่า… การขยายตัวของอุตสาหกรรมคือแนวทางในการลดต้นทุนที่ดีที่สุด ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับการส่งเสริมอย่างชัดเจนจากภาครัฐ… โดยเสนอให้ภาครัฐกำหนดยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนระดับชาติ ให้เป็นการลงทุนของรัฐในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการ Hydrogen Electrolysis หรือ โรงแยกไฮโดรเจนขนาดใหญ่… การปรับปรุงท่อก๊าซธรรมชาติที่รองรับการส่งไฮโดรเจนผ่านท่อ และ สถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจน

ซึ่งภาครัฐต้องเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง ออกกฏหมายและปรับระเบียบข้อบังคับ… รวมทั้งการออกมาตรการจูงใจ และ สร้างตลาดสำหรับไฮโดรเจน ทำให้ผู้ลงทุนมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่เคยใช้กับพลังงานทดแทนจนประสบความสำเร็จมาก่อนแล้ว

ส่วนการวิเคราะห์การลงทุนเชื้อเพลิงไฮโดรเจนจากรายงานชุด Path To Hydrogen Competitiveness: A Cost Perspective ได้ระบุไว้ 3 ด้านได้แก่ 

  1. การลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตไฮโดรเจน คาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อก่อสร้างและติดตั้ง Hydrogen Electrolyzer ขนาด 70 GW ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่พอจนทำให้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนมีต้นทุนที่แข่งขันได้ 
  2. การลงทุนในภาคขนส่งราว 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการสร้างเครือข่ายสถานที่เติม และกระจายไฮโดรเจน หรือ Refuel and Distribution 
  3. การลงทุนในภาคอุตสาหกรรม และ อาคารเพื่อเปลี่ยนมาใช้ไฮโดรเจน คาดว่าจะต้องใช้เงินกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการปรับเปลี่ยน และ สร้างท่อก๊าซที่รับรองไฮโดรเจนได้

ทั้งหมดเป็นข้อมูลของสหรัฐอเมริกา… ประเทศไทยรอต่อไปครับ

References…

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on pinterest
Pinterest
Share on tumblr
Tumblr

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *