Hypercar

Hypercar… ขีดสุดของโลกยานยนต์

ความเป็นเลิศในโลกยานยนต์ที่เข้าแข่งขันกันในสนามแข่ง นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา นอกจากจะเป็นเกมส์กีฬาที่เผาเงินเพื่อสร้างนวัตกรรมมากมายให้โลกยานยนต์แล้ว ยังเป็นเกมส์กีฬาที่เผาโลกด้วยการเผาน้ำมันปิโตรเลียมกันไม่อั้น… โดยเฉพาะรายการแข่งรถใหญ่ๆ ของโลกอย่าง Grand Prix หรือ Formula 1 และรายการ NASCAR อันโด่งดังในสหรัฐอเมริกา

ตัวเลขปี 2018 มีการคำนวณการปล่อยคาร์บอนในการแข่งขัน F1 ได้ทั้งหมดที่ 256,551 ตัน โดยไม่รวมการขนส่งผู้ชมไปดูการแข่งขัน แม้ตัวเลขจะมีสัดส่วนเพียง 0.7% ของปริมาณการปล่อยคาร์บอนรวมทั้งโลก แต่การเป็นเทคโนโลยีต้นทางของเครื่องยนต์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ทั่วโลก ซึ่งปลดปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศรวมกันกว่า 36% ของปริมาณทั้งหมด… ทำให้ความท้าทายที่จะลดมลพิษจากสนามแข่ง ที่ท้าทายโดยสถาบัน Rocky Mountain Institute หรือ RMI ได้รับการตอบรับจนเราได้เห็นการเกิดของ Hypercar จากสนามแข่ง และสร้างขึ้นตอบสนองความต้องการของตลาด ที่เคยมีแต่ Supercar และกลายเป็นพวก “เสียงดีแต่ไม่มีแรง” ไปทันทีที่ Hypercar ออกสู่ตลาด

ในยุคเริ่มต้น… Hypercar ถูกโมดิฟายจากโครงรถ Supercar ที่มีในท้องตลาดด้วยการเพิ่มสมรรถนะด้านพละกำลัง โดยหาทางเพิ่มทั้งแรงบิดสูงในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำ เพื่อให้ได้แรงม้าในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำไปด้วย โดยสามารถทำความเร็วต้นตั้งแต่ออกตัววิ่งให้ทำความเร็วได้เหมือนกระสุนปืนที่ระเบิดออกจากรังเพลิง… ซึ่งหลายค่ายใช้แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สันดาปภายในของตัวเอง

แต่ความท้าทายจาก Rocky Mountain Institute ที่มาพร้อมเงื่อนไขเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ ทำให้การโมดิฟาย Hypercar เปิดรับเครื่องยนต์ Hybrid เพื่อใช้พลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า เข้ามาเสริมสมรรถนะเครื่องยนต์สันดาปภายใน จนค้นพบเทคนิคการพัฒนายานยนต์ที่ให้ขุมพลังทะลุ 1200 แรงม้า ในขณะที่สามารถควบคุมการทรงตัวที่ความเร็วสูงได้ดีและสร้างมลพิษต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ

กรณีของรถ BUGATTI รุ่น CHIRON กับพลัง 1500 แรงม้า ความเร็ว 0-62 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 2.5 วินาที ซึ่งรับออเดอร์ในประเทศไทยด้วยราคาราว 120 ล้านบาท ก็ถือเป็น Hypercar ที่ล่ำลือกันว่ามียอดจองถล่มทลายไม่ธรรมดาทั่วโลก

BUGATTI CHIRON

Hypercar อีกรุ่นหนึ่งที่บ้าพลังไม่เป็นรองก็คือ KOENIGSEGG รุ่น AGERA RS พร้อมพละกำลังขนาด 1,380 แรงม้า กับสถิติความเร็วสูงสุดได้ 457 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และรับออเดอร์ที่ราคาราว 170 ล้านบาทเท่านั้นเอง… นอกจากนั้น เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา KOENIDSEGG ยังได้เปิดตัว  THE KOENIGSEGG ONE ตัวล่าสุดที่ค่าตัว 2 ล้านปอนด์สเตอริง หรือราวๆ 80 ล้านบาทและได้รับความสนใจยิ่งกว่า AGERA RS เสียอีก

KOENIGSEGG AGERA RS

KOENIGSEGG ONE:1

และที่น่าตื่นตะลึงที่สุดของวงการ Hypercar ก็คือ… การเปิดตัวของ Lotus Evija ที่มาแบบ EV หรือใช้ไฟฟ้าล้วนๆ กับพลังระดับ 2,000 แรงม้า แถมยังมาพร้อมกับราคาที่เป็นมิตรอย่างไม่นาเชื่อเพียง 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 70 ล้านบาท

Lotus Evija 2020

ในปี 2021 น่าจะเป็นปีที่มี Hypercar ออกสู่ตลาดด้วยแรงม้าเกิน 1200 แรงม้าอีกมากทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่ายานยนต์เหล่านี้เป็นผลงานวิศวกรรมชั้นสูง อันเป็นนวัตกรรมของโลกยานยนต์ยุคใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดจะถูกพัฒนาไปสู่รถยนต์ในตลาดทั่วไปเหมือนๆ ที่รถแข่งและรถโมดิฟายขั้นสูงในอดีต ได้แบ่งปันชิ้นส่วน แนวคิดและเทคโนโลยีให้ยานพาหนะในชีวิตประจำวันของผู้คนได้ใช้สอยกันมาแล้ว

References…

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest
Tumblr

Leave a Reply

Your email address will not be published.