Impostor Syndrome… คับข้องสงสัยในตนเอง #SelfInsight

Impostor Syndrome

มนุษย์ทุกคนที่ระดับสติปัญญาสามารถเรียนรู้และดูแลตนเองได้ จะมีทัศนคติและมุมมองต่อตัวเองค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะทัศนคติต่อภาพลักษณ์ส่วนตนในสายตาผู้อื่น รวมทั้งทัศนคติเชิงศักยภาพจากมุมมองความรู้และทักษะที่ตัวเองมี… เมื่อเปรียบเทียบกับผู้อื่น

บทความตีพิมพ์ในหัวข้อ The Impostor Phenomenon ในวารสาร The International Journal of Behavioral Science ได้เปิดประเด็นเรื่อง “ผลกระทบทางจิตใจ” จากทัศนคติและมุมมองต่อตนเองของคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นความเชื่อเบื้องลึกต่อตัวเองว่า… ฉันไม่เก่งพอ ไม่ดีพอ ไม่ฉลาดพอ ความรู้น้อย ทักษะต่ำ ขี้เหร่ อ้วนดำต่ำจน และอะไรอื่นอีกสารพัด ที่ทำลายความเชื่อมั่นส่วนตนจนกลายเป็นทุกข์ร้อนเคร่งเครียดในชีวิต

นักจิตวิทยาเรียกทัศนคติและมุมมองกดดันตัวเองแบบนี้ว่า Impostor Syndrome ซึ่งถือเป็นภาวะเจ็บป่วยทางจิตใจแบบหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อบุคลิกภาพและชีวิตตัวเองอย่างสำคัญ

กรณีบางคนที่ทำงานมากว่ายี่สิบปี แต่เมื่อถึงวันที่คนเหล่านี้จะได้รับโปรโมทขึ้นไปรับผิดชอบงานในระดับสูงขึ้น พวกเขากับเครียดและไม่มั่นใจศักยภาพของตัวเอง เพราะเชื่อว่าตัวเองไม่เก่งพอจะไปทำหน้าที่สำคัญขนาดนั้นได้… ทัศนคติและมุมมองแบบ Impostor Syndrome จึงทำลายความสุขในช่วงเวลานั้นของชีวิต และถึงขั้นส่งผลต่ออนาคตนับแต่นั้นยาวไกลไปชั่วชีวิตก็มี

งานวิจัยทางจิตวิทยาในหัวข้อ The imposter phenomenon in high achieving women: Dynamics and therapeutic intervention โดย Dr.Pauline Rose Clance และ Dr.Suzanne Imes ในปี 1978 ได้อธิบายความรู้สึกของคนๆ หนึ่งที่คิดว่า… เราเป็นคนไม่เก่งอะไรเลย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และ การพบประชากรช่วงวัยทำงานที่ขาดความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองมากมายในเวลาต่อมา ยืนยันภาวะ Impostor Syndrome สามารถรบกวนความปกติสุขทางใจของคนส่วนหนึ่งได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในหนังสือ The Secret Thoughts of Successful Women: Why Capable People Suffer from the Impostor Syndrome and How to Thrive in Spite of It โดย Dr. Valerie Young ได้สรุปข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มคนที่มักจะมีภาวะ Impostor Syndrome เกิดขึ้นรบกวนชีวิตส่วนตัวได้แก่…

  1. Perfectionist หรือ มนุษย์สมบูรณ์แบบ… คนกลุ่มนี้จะเคร่งเครียดกดดันอยู่กับผลงานส่วนที่ตัวเองยังเชื่อว่าทำได้ไม่ดี… แม้ส่วนที่เชื่อว่ายังไม่ดีจะมีเพียง 1% เท่านั้นก็ตาม
  2. Expert หรือ มนุษย์ผู้เชี่ยวชาญ… คนกลุ่มนี้จะต้องการรู้แจ้งเห็นจริงก่อนทำอะไรๆ ทุกอย่าง และจะวนเวียนอยู่กับการพิสูจน์ความสามารถและคุณสมบัติของตัวเอง และหลีกเลี่ยงเหตุการณ์และสถานที่ๆ ที่อาจจะทำให้ตัวเองดูโง่หรือไร้ความสามารถ
  3. Natural Genius หรือ มนุษย์มีพรสวรรค์… จะเป็นกลุ่มคนที่เคยทำบางเรื่อง หรือ หลายๆ เรื่องได้ดีอย่างน่าพอใจ จนกระทั่งหลายสิ่งหลายอย่างแวดล้อมเกิดเปลี่ยนแปลง ทำให้เห็นความผิดพลาดบกพร่องของความรู้ความสามารถของตนเองในปัจจุบัน
  4. Soloist หรือ มนุษย์ฉายเดี่ยว… ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำอะไรคนเดียวสำเร็จดีงามอย่างน่าพอใจมาตลอด แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องขอความช่วยเหลือและพึ่งพิงคนอื่น… มนุษย์ฉายเดี่ยวก็จะรู้สึกกังวลขึ้นมาจนไม่กล้าทำอะไร
  5. Superman/Superwoman หรือ มนุษย์ซุปเปอร์ฮีโร่… หรือเหล่ามนุษย์ที่พิสูจน์ตนเองด้วยการทำอะไรเกินค่าเฉลี่ยคนทั่วไป ทั้งกินน้อย นอนน้อย ทำงานหนัก หรือ ทำผลงานให้ได้สองสามเท่าของคนเก่งๆ ทั่วไป

ประเด็นจึงมีว่า… สาเหตุที่ทำให้คนๆ หนึ่งต้องเผชิญกับภาวะ Impostor Syndrome มาจากอุปนิสัยส่วนตัวเป็นหลัก… ซึ่งนักจิตวิทยาส่วนหนึ่งมีความเชื่อเพิ่มเติมว่า อาจเป็นผลมาจากครอบครัว และสภาพแวดล้อทที่ล่อหลอมให้คนๆ นั้นเติบโตขึ้นนั่นเอง

Dr. Audrey Ervin นักจิตวิทยาระดับเชี่ยวชาญจาก Delaware Valley University ตั้งข้อสังเกตุว่า… ความทรงจำในวัยเด็กหลายกรณี อย่างความรู้สึกว่าผลการเรียนของเราไม่เคยดีในสายตาของพ่อแม่ หรือ การต้องอยู่ใต้เงาความสำเร็จของพี่น้องตัวเอง อาจทำให้เรารู้สึกว่า การที่จะได้รับความรักและคำชื่นชมจากคนรอบข้างต้องพิสูจน์ด้วยความเก่งและการประสบความสำเร็จ และนั่นทำให้คนๆ หนึ่งตกอยู่ในภาวะ Impostor Syndrome ไม่จบสิ้นไปชั่วชีวิต

นอกจากนั้น… สภาพแวดล้อมรอบตัวที่ทำลายความเชื่อมั่นส่วนตน เช่น การได้ไปนั่งประชุมร่วมกับคนที่ข้อมูลแน่น ผลงานโดดเด่นจนรู้สึกตัวเองไม่มีอะไรเทียบเทียมเท่าเขา ก็เกิดภาวะ Impostor Syndrome กับคนๆ นั้นได้ไม่ยาก

ประเด็นก็คือ… Impostor Syndrome เกิดกับทัศนคติส่วนตัว ที่ต้องซ่อมและสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับตนเอง โดยไม่ต้องไปหมกมุ่นหรือพยายามกับทักษะความสามารถ หรือ อะไรที่มันไม่มีจนเกินพอดี… และเมื่อรู้ว่าตนเองรู้สึกแย่กับตัวเอง เซ็งกับตัวเอง รวมทั้งความคิดด้านลบต่อตนเอง โดยเฉพาะการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นหรืออย่างอื่น… สิ่งแรกที่ควรทำคือ การพยายามเข้าใจและรู้ทันความคิดตัวเองที่กำลัง “รังแก บีบคั้นและกดดันจิตใจตัวเอง” อยู่ให้ได้

คนส่วนใหญ่รู้วิธีปกป้องโต้ตอบไม่ให้คนอื่นรังแกตัวเองอยู่แล้ว… ก็สามารถใช้วิธีเดียวกัน หรือ คล้ายกันปกป้องโต้ตอบจิตใจตัวเองที่กำลังรังแกตัวเองอยู่… หรือหนักหนาถึงขั้นต้องหาคนช่วยให้ผ่านจุดวิกฤตด้านมุมมองทัศนคติต่อตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะขอความช่วยเหลือคนใกล้ชิด และหรือ พูดคุยขอความช่วยเหลือจากคลินิคทางจิตเวชให้ช่วยคลายปมขัดแย้งในตัวเองบ้างก็ได้

อย่าปล่อยให้ตัวเองมาบูลลี่ หรือ Bully ตัวเองเลย…

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Recent Posts

Related Post

Leader Hand

Creative Leadership

การนำระดับ Creative Leadership ในปัจจุบัน ต้องการพฤติกรรมของผู้นำที่มีความสามารถในการสร้างและตระหนักต่อปัญหาต่างๆ ที่สามารถนำพากลุ่มหรือทีมและองค์กร ใช้ปัญหาเป็นหนทางสร้างสรรค์นวัตกรรม ภายใต้สถานการณ์ที่ซับซ้อนในเชิงโครงสร้างบนความอ่อนไหวที่สะท้อนผ่านการเปลี่ยนแปลง

ขาย 100 คนซื้อ 99 คน… โดย อะกิระ คะกะตะ

อะกิระ คะกะตะ เจ้าของฉายาเทพเจ้าแห่งการขาย และโค๊ชสอนการขายที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น สามารถสร้างนักขายที่ประสบความสำเร็จเติมสังคมธุรกิจญี่ปุ่นมากมาย… เคล็ดลับที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่กลับน่าพิศวงจากมุมมองที่ถูกต้อง สามารถเติมเต็มทักษะการเป็น “คนขาย” ที่สร้าง “ยอดขาย” เกิดขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

Andragogy

Andragogical Model… วิธีสอนผู้ใหญ่

นิยามคำ 3 คำอย่าง Learning, Education และ Study เพื่อแยกความต่างเมื่อต้องอธิบาย “บริบท” ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านกรอบการเรียนการสอนและการศึกษาในยุคที่ Learning, Education และ Study ไม่จำเป็นต้องเกิดในบริบทเดียวกันอีกแล้วก็ได้… โดยเฉพาะคำว่า Education ที่มีสถาบันการศึกษาเป็นศูนย์กลางเพื่อให้เกิด Study และ Learning

Carbon Emissions

China National Carbon Trading Market #FridaysForFuture

จีนประกาศเปิดตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์นี่เอง ซึ่งถ้าความเคลื่อนไหวนี้ประสบความสำเร็จและดำเนินได้จริง น่าจะเป็นการพลิกโฉมหน้าประเด็นก๊าซเรือนกระจกอย่างสำคัญทีเดียว