Johari Window Model… หน้าต่างมนุษย์

Johari Window

ความสุขของท่านมาจากสิ่งใดบ้างครับ?… คำตอบที่ได้คงหลากหลายแตกต่าง ซึ่งก็เป็นธรรมดาของพวกเราอยู่แล้ว ที่ความสุขความทุกข์ มีมาแล้วหายไปเกิดขึ้นและดับไปเป็นของธรรมดา

มีงานวิจัยและเรื่องเล่ามากมาย ถึงสิ่งที่คนใกล้ตายรู้สึกเสียดาย ที่หมดโอกาสจะกลับไปแก้ไข ซึ่งโดยสรุป เกี่ยวพันอยู่กับความสุขที่คนเหล่านั้นเชื่อว่า ถ้าเพียงแต่มองเห็นเข้าใจและเข้าถึง หลายอย่างคงไม่สร้างความเสียดายที่ใกล้ตายค่อยคิดออก

ในหนังสือขายดีชื่อ The Top Five Regrets of the Dying เขียนโดย Bronnie Ware พยาบาลผู้มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่กำลังจะเสียชีวิตและรอวันตาย ซึ่งเธอจะอยู่กับผู้ป่วยเหล่านี้ในช่วงสามถึงสิบสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนเสียชีวิต ในช่วงเวลาดังกล่าว เธอได้มีโอกาสพูดคุยและรับฟังความในใจของผู้ป่วยเหล่านี้ เมื่อถามถึงสิ่งที่เสียใจหรือสิ่งใดๆ ก็ตามที่อยากจะย้อนอดีตไปเปลี่ยนแปลง… เธอพบว่ามีอยู่ห้าประเด็นหลักๆ คือ

  • I wish I’d had the courage to live a life true to myself, not the life others expected of me. ฉันน่าจะใช้ชีวิตตามความต้องการของตัวเองมากกว่าทำตามความต้องการของคนอื่น… ซึ่งตรงนี้เป็นกับดักความสัมพันธ์ ที่คนส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตผ่านไปวันแล้ววันเล่า โดยไม่ได้ทำตามความคิดหรือความฝันของตัวเองแม้แต่น้อย ประเด็นก็คือ เรามีเรื่องที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำเยอะมาก คนส่วนใหญ่จะได้ทำแต่เรื่องที่ควรทำ หรือแม้แต่เรื่องที่คนที่เรารักและแคร์เห็นว่าเราควรทำและให้เราทำ จนเวลาผ่านไปเรื่องตัวเองอยากทำก็ไม่เหลือโอกาสอีกแล้ว
  • I wish I didn’t work so hard. ฉันไม่น่าทำงานหนักขนาดนั้น… ทัศนะของคนใกล้ตายที่มองว่า ตัวเองผ่านช่วงชีวิตด้วยการกรำหนักมาตลอด เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่า นึกแล้วเป็นการใช้เวลาที่ไม่คุ้มค่าที่สุด เพราะการให้เวลากับงานมากกว่าสิ่งอื่นๆ ทำให้ส่วนผสมของตารางชีวิตขาดสีสันที่ตัวเองอยากทำอยากเป็นและอยากมีประสบการณ์นั่นเอง… ความจริงประเด็นนี้เป็นเรื่องทัศนะของการบริหารเวลาล้วนๆ
  • I wish I’d had the courage to express my feelings. ฉันหวังว่าฉันจะได้เปิดเผยความรู้สึกของตัวเองมากกว่านี้… คนส่วนใหญ่จะเก็บความรู้สึกมากกว่าจะเปิดเผยออกไปเพราะเหตุผลหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือความพยายามในการรักษาความสัมพันธ์ ซึ่งการบอกความคิดที่แท้จริงของตัวเองออกไป เจ้าตัวมักจะรู้สึกว่าสิ่งที่พูดออกไปสิ่งที่แสดงออกอย่างเปิดเผยอาจจะกระทบความสัมพันธ์หรือความคิดความเชื่อของคนอื่นโดยเฉพาะคนที่รักและแคร์… ซึ่งหลายอย่างที่ปกปิดเอาไว้เป็นเรื่องฝืน ทน ยอมและขลาดกลัวเป็นส่วนใหญ่
  • I wish I had stayed in touch with my friends. ฉันหวังว่าฉันจะได้ใกล้ชิดกับเพื่อนของฉันมากกว่านี้… ประเด็นนี้ก็เป็นอีกประเด็นนึงของเรื่องความสัมพันธ์ ที่ระบุถึงความเป็นเพื่อนซึ่งเป็นความสัมพันธ์นอกสายเลือด ที่มีความซับซ้อน… ซึ่งถ้ากลับไปดูประเด็นฉันทำงานหนัก ประเด็นความสัมพันธ์กับคนรอบข้างจะเพื่อนหรือครอบครัว ยังหายไปเนื่องจากงานหนักจะเอาเวลาของเราไปหมดหรืออย่างน้อยก็มากกว่าทุกสิ่งอย่างแน่นอน
  • I wish that I had let myself be happier. ฉันหวังให้ตัวเองได้มีความสุขกว่านี้…

ประเด็นเรื่องทัศนะของคนที่เหลือชีวิตอยู่ไม่ถึง 100 วันคิดได้… แท้จริงแล้วก็เป็นเรื่องที่เราท่านต่างก็คิดได้เพียงแต่เรายังไม่ได้ใกล้ตาย จึงเชื่อว่าเรายังเหลือเวลาพอที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้อยู่… คำถามคือเมื่อไหร่?

คำตอบท่านต้องหาเองล่ะครับว่าเมื่อไหร่ แต่ในมุมมองของผมคิดว่า ยังเหลือคำถามก่อนน่าจะถึงคำถามว่าเมื่อไหร่อีกหนึ่งคำถาม คือตัวแปรเรื่องความสุขที่เราจำเป็นจะต้องค้นหาให้เจอว่ามีตัวแปรอะไรบ้าง… 

ตัวแปรในที่นี้ผมหมายถึง ที่มาที่ไปของความสุขหรือความเสียดายที่เราเข้าใจคลาดเคลื่อนและปฏิบัติกับตัวเองในระหว่างที่ยังมีโอกาสและเวลาเหลืออยู่มาก… เทียบกับความต้องการในเวลาที่ไม่เหลือโอกาสและเวลาอีกแล้ว อย่างช่วงเวลาใกล้จะเสียชีวิต

ประเด็นนี้เป็นเรื่องการเข้าใจตัวเองล้วนๆ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมีวิธีหรือเครื่องมือให้มองมาที่ตัวเองได้อย่างถูกต้องชัดเจนไม่ถูกครอบงำด้วยเงาหรือภาพจากสิ่งรบกวนที่วนเวียนอยู่ในชีวิต

ผมค้นคว้าหลายทฤษฎีและหลายตำรา แต่ก็สรุปว่า เครื่องมือที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เราเข้าใจตัวเองได้ดีมากชิ้นหนึ่ง ถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 1955 โดย Joseph Luft and Harry Ingham ชื่อ  Johari Window ซึ่งเป็นแบบสังเกตพฤติกรรมเชิงสังคม ที่คนเรียนจิตวิทยาจะต้องได้เรียนกันอยู่แล้ว

ผมชอบเครื่องมือ Johari Window เพราะเป็นเครื่องมือที่เข้าใจง่ายมีโครงสร้างการอธิบายแบบเดียวกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางกลยุทธ์ชื่อดังอย่าง SWOT ชนิดที่ลอกกันมาทีเดียว

โดยตัวแปรใน Johari Window จะมี 2 แกนคือ ตัวเองและผู้อื่น และมีตัวแปรย่อยเป็นความเข้าใจและไม่เข้าใจอยู่ทั้ง 2 แกน เมื่อสร้างจุดตัดขึ้นจะทำให้เข้าใจพฤติกรรมและสถานะของคนๆ นั้น

Johari Window

หน้าต่างทั้ง 4 บานจะมีความหมายดังนี้ครับ

1. Open หรือเปิดเผย เป็นบริเวณที่มนุษย์รักรู้และเข้าใจว่าแสดงพฤติกรรมอะไรอยู่ และผู้อื่นก็รับรู้ด้วย… Open Area นี้จะมีขนาดกว้างขึ้นเมื่อผู้คนสนิทสนมกันมากขึ้น หรือเปิดใจให้กันมากขึ้น

2. Blind หรือจุดบอด เป็นบริเวณที่พฤติกรรมที่เราแสดงออกโดยไม่รู้ตัว ไม่มีจุดมุ่งหมาย และไม่มีเจตนาที่จะแสดงออกแบบนั้น แต่คนอื่นเห็นและเข้าใจพฤติกรรมของเรา… พฤติกรรมเหวี่ยงน็อตหลุดหรือหัวร้อนจะอยู่ในพื้นที่นี้ หลายครั้งคนส่วนใหญ่เสียใจและเสียหายในชีวิตจากพฤติกรรมไม่เข้าใจตัวเองมากมาย

3. Hidden หรือ ซ่อนพราง เป็นบริเวณที่มีพฤติกรรมซ่อนความคิดและตัวตน ซึ่งจะอยู่ในภาวะที่มนุษย์รู้จักและเข้าใจตัวเองดีแต่คนอื่นไม่รู้จักและไม่เข้าใจเรา… แถมเรายังซ่อนไม่อยากให้คนอื่นมารู้จักมาเข้าใจหรือมาสนใจ ความคิดความรู้สึกของเราด้วย… พฤติกรรมจากความสัมพันธ์ในพื้นที่นี่เองที่ส่วนใหญ่นำไปสู่ความเสียดายจะตายแล้วไม่ได้ทำเป็นส่วนใหญ่

4. Unknown หรือไม่รู้ ถือว่าเป็นพื้นที่มืดมนที่สุดที่มนุษย์ไม่เข้าใจตัวเองและคนอื่นก็ไม่เข้าใจด้วย… ซึ่งพฤติกรรมความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ยืนอยู่บนความไม่รู้จักและไม่เข้าใจระหว่างกันย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้งและสร้างความเสียหายบนความสัมพันธ์ได้ค่อนข้างแน่… ลองนึกภาพว่า คนสองคนที่มีจุดบอดไม่เข้าใจตัวเองมาเจอกันและต้องมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันเมื่อถึงช่วงเวลาที่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้… เรื่องไม่คาดคิดย่อมเกิดขึ้นแน่นอน

แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ มนุษย์ส่วนใหญ่ล้วนมีพื้นที่ทั้ง 4 พื้นที่พฤติกรรมเป็นของตัวเอง แถมยังแสดงพฤติกรรมจากพื้นฐานอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของการรู้จักและไม่รู้จักตนเอง… การรู้จักและไม่รู้จักคนอื่นออกมาตลอดเวลา… ซึ่งพฤติกรรมที่เราแสดงออกต่อตนเองและคนอื่นทั้งหมดล้วนเป็นกลไกความสุขความทุกข์ที่เราสร้างขึ้นอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

โดยส่วนตัว… ผมเป็นคนหนึ่งที่มีพื้นที่มืดบอด ซุกซ่อนและมืดมนเป็นของตัวเองเยอะมาก… ถึงตรงนี้ ผมรู้สึกโชคดีที่มีคนใกล้ชิด ไม่สานสัมพันธ์กับผมด้วยความมืดบอดหรือมืดมน… ทั้งๆ ที่หลายครั้ง หลายคนต้องซุกซ่อนเพื่อหลีกให้ความมืดมนของผมไปเบียดเอาพื้นที่ดีงามไปหมด

…ขอบคุณ!

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งถึงท่านบน Timeline ทุกวัน และ รบกวนท่านผ่านข้อความ Chat เท่าที่จำเป็น

Related Post

G Force Apple

Moscovium… UFO และการเดินทางด้วยแรงโน้มถ่วง

เหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์อยากรู้จักแรงโน้มถ่วง และอยากใช้งานแรงโน้มถ่วงจริงๆ ไม่ใช่เพื่อจำลองสภาพใช้เป็นที่อยู่อาศัย ในวงโคจรค้างฟ้าเท่านั้นหรอกครับ… มนุษย์ต้องการสร้างแรงโน้มถ่วงเพื่อใช้ในการเดินทางต่างหาก… โดยเฉพาะการเดินทางในจักรวาล

ตะกร้าเงินของ Libra Coin…

เวบไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์ได้เผยแพร่ข้อมูลในบทความชื่อ No Chinese yuan in basket underpinning Facebook’s Libra เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา… ในเนื้อข่าวเป็นสาระจากจดหมายที่ Libra ตอบสมาชิกสภาเยอรมัน ชี้แจงถึงการสร้างสกุลเงิน Libra โดยระบุถึงสัดส่วนตะกร้าเงินเป็นครั้งแรก

Deep Data Driven

SMEs กับการใช้ข้อมูลในยุค Deep Data Driven #SaturdaysSMEs

วิธีการประยุกต์ใช้ Data ให้เหมาะกับสไตล์ SME ต้องเริ่มจากมุมมองที่ต่างจากรายใหญ่ ผู้ประกอบการ SME ต้องไม่แข่งที่ความเยอะ หรือ Big แต่ต้องแข่งที่ความแม่น หรือ Smart ของข้อมูลที่มี โดยแนะนำให้ตั้งคำถามภายใต้แนวคิด PNG Concept ซึ่งประกอบด้วย Pain… Need และ Gain

อ่านเถิดที่รัก… กับ B2S Book Club

ผมได้ชื่อว่าเป็นหนอนหนังสือคนหนึ่ง ถึงจะเป็นหนอนขี้เกียจอยู่สักหน่อย แต่ปีหนึ่งๆ ก็หมดตังค์กับหนังสือเยอะอยู่… ยิ่งช่วงนี้ที่เตรียมตัวออกหนังสือในชื่อตัวเองซักครั้งในชีวิต ก็ยิ่งต้องเปิดหูเปิดตาและเปิดใจ กับความรู้ใหม่ๆ ให้ได้มากที่สุด