Less is More… แนวคิดน้อยนิดแต่มากมายในธุรกิจ… #SaturdayStrategy

แนวคิด Minimal Style ในศาสตร์ด้านการออกแบบที่มุ่งลดเส้นสายและลวดลายกับรูปทรงให้เหลือน้อย ก่อนจะให้สีที่เรียบง่ายและน้อยเฉดที่สุด แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าที่มาพร้อมประโยชน์ใช้สอย และ ฟังก์ชั่นการใช้งาน รวมทั้ง “เสน่ห์” ที่สามารถมอบความประทับใจได้ดีกว่า… ซึ่งความเรียบง่ายที่มองเห็นในเบื้องแรกของทุกสายตา ไม่สามารถปิดบังความน่าสนใจที่ฉายชัดดูดดึงให้ทุกคน “ตกหลุมรักแต่แรกเห็น”

ความสำเร็จของแบรนด์ Apple ในยุค 3G เป็นต้นมา ทั้ง iPod… iPad… iPhone… iMac และ Macbook ซึ่งยึดแนวทาง Minimalist ในการออกแบบ แต่ได้ใส่ความน่าสนใจเอาไว้ในผลิตภัณฑ์ทุกกระเบียดภายใต้ภาพลักษณ์ที่เรียบง่าย ซึ่งทั้งหมดได้ทำให้ Apple กลายเป็นธุรกิจมูลค่าล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในเวลาต่อมา 

ส่วนกรณีความสำเร็จของแบรนด์ Mazda ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยการออกแบบโคโดะ หรือ KODO Design ซึ่งได้นำรถยนต์ Mazda ที่กำลังถูกกลืนยอดขายจนเจียนจะหายไปจากทุกๆ ตลาดทั่วโลกช่วงก่อนปี 2015… กลับมาสู่ความนิยมของคนใช้รถจนยอดขายถล่มทลายไปทั่วโลก… ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะเส้นสายบนตัวถังที่น้อยกว่ารถยนต์คู่แข่งอย่างชัดเจนนั่นเองที่นำ Mazda กลับมานำคู่แข่งเกือบทุกแบรนด์ในตลาดเดียวกัน… ทั้งๆ ที่ขายแพงกว่าไม่ต่างจากราคาขายของผลิตภัณฑ์จาก Apple

ประเด็นก็คือ… Minimal Style หรือ Minimalist ในเชิงกลยุทธ์ซึ่งอยู่เบื้องหลังการออกแบบอย่างแท้จริง… ไม่ใช่อะไรที่น้อยนิดเลยแม้แต่น้อย… โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่ยึดหลัก Less is More ที่แปลตรงๆ ว่าน้อยก็คือมาก… ซึ่งย้อนแย้งด้วยการสอดนัยยะแห่งเสน่ห์อันล้นเหลือเข้าไปในความน้อยนิด…

เมื่อมีการใช้เสน่ห์… ก็ย่อมต้องมีเป้าหมายให้ “สาดเสน่ห์” ที่จัดวางอย่างกลมกลืนกับความเรียบง่ายเพื่อ “ดักจับความรู้สึกของเป้าหมาย” ให้ได้… ซึ่งเป้าหมายในที่นี้ก็คงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก “ลูกค้า”

บทความบน INC.COM ของ David Finkel ผู้เขียนหนังสือ The Freedom Formula: How to Succeed in Business Without Sacrificing Your Family, Health, Or Life ได้พูดถึงแนวคิด Less is More ซึ่งผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้นใหม่ หรือ Startup ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีทรัพยากรทางธุรกิจจำกัด… จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้สิ้นเปลืองโอกาสน้อยที่สุด เพื่อแลก หรือ ไล่ล่าโอกาสตามเป้าหมายให้ได้มากที่สุด ซึ่ง David Finkel แนะนำว่า… ใช้เพียงแนวคิดพื้นฐาน 3 ประการดังต่อไปนี้ก็เหลือเฟือ…

  1. Clarity หรือ ชัดเจน… ซึ่งในที่นี่คือลูกค้าเป้าหมายที่ต้องชัดเจนว่าเป็นใคร และ ทำไมลูกค้าเป้าหมายจึงควรโดนเสน่ห์สาดใส่จนไปไหนไม่ได้
  2. Focus หรือ โฟกัส… ซึ่งจำเป็นจะต้องปรับกรอบวิสัยทัศน์ที่มีต่อเป้าหมาย หรือ ลูกค้าเป้าหมายให้แคบจนสามารถจัดการได้ดีที่สุด หรือ ทำได้ยอดเยี่ยมที่สุด… อย่าเยอะ!
  3. Execution and Accountability หรือ ดำเนินการได้ และ รับผิดชอบไหว… ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่ากลยุทธ์ที่กำหนดขึ้นได้โฟกัสอย่างแม่นยำจนชัดเจนพอที่จะบริหารจัดการได้ไม่ยาก และ รับผิดชอบไหวแม้จะพบเจออุปสรรค และ ปัญหาอย่างไรบ้างก็ตาม

ง่ายๆ เรียบๆ ประมาณนี้ในหลักการ แต่ก็มีอะไรอีกมากในรายละเอียด… ซึ่งแนวคิด Less is More ในทางปฏิบัติมักจะต้องทุ่มเท “ความใส่ใจ” ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อใส่ใจ “ปัญหาของลูกค้า” เพื่อนำมาช่วยบรรเทาให้น้อยลง หรือ ให้หมดไป… โดยหลีกเลี่ยงการเพิ่มขนาดของธุรกิจ และ การเพิ่มปริมาณการใช้ทรัพยากรในการดำเนินการ… ให้ได้ดีที่สุด

References…

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest
Tumblr

Leave a Reply

Your email address will not be published.