Logical Fallacies… ตรรกะวิบัติที่ต้องเท่าทัน #SocialPsychology

ความลำเอียง หรือ อคติที่คนๆ หนึ่งใช้ประกอบวิจารณญาณโดยเจ้าตัวไม่ได้รู้เท่าทัน ซึ่งหลายๆ กรณีทำให้เห็นการตัดสินใจแปลกๆ ชนิดอยู่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง หรือ ได้เห็นการตัดสินใจอย่างไม่น่าเชื่อถึงขั้นทำไปทำมากลายเป็นผลร้ายย้อนเข้าตัวชนิดกินหัวกินหางตัวเองก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่มาก โดยในทางจิตวิทยามีคำเรียกเฉพาะในกรณี “การตัดสินใจด้วยอคติ” ทั้งหมดในทุกความเชื่อและสาเหตุเหล่านี้ว่า Consensus Bias หรือ False Consensus Effect ซึ่งหมายถึงการลงมติด้วยความลำเอียง… ซึ่งเจ้าตัวมักจะตัดสินใจภายใต้แรงจูงใจเพื่อเพิ่มความภูมิใจในตน หรือ Self Esteem… โดยมักจะมีที่มาของความเชื่อแปลกๆ จากตรรกะวิบัติ หรือ Fallacies หรือ Logical Fallacies สารพัดรูปแบบ

ประเด็นก็คือ… คนส่วนใหญ่เชื่อว่าตัวเองเป็นคนมีเหตุผล มีวิจารณญาณ มีหลักคิด และ เก่งกาจการไตร่ตรองขั้นสมบูรณ์แบบ ซึ่งความเชื่อว่าตัวเองถูก–เก่ง–ดี และ รอบคอบกว่าใครนี่เองที่ทำให้หลายๆ คนทำตัวแปลกๆ เมื่ออยู่ในภาวะที่เต็มไปด้วยอคติในใจและความเชื่อผิดๆ จนพาตัวเองไปคิด–พูด–ทำเรื่องแปลกๆ โดยไม่รู้สึกอะไรเลย ถึงแม้จะรู้ตัว หรือ ไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้ตรรกะวิบัติแทนเหตุผลที่ถูกต้องอยู่ก็ตาม… 

การอธิบายรูปแบบของอคติถูกบันทึกไว้ครั้งแรกโดยปราชญ์นามกระเดื่องอย่าง อริสโตเติล หรือ Aristotle ซึ่งได้สร้างกรอบการอธิบายถึงอคติต่างๆ ไว้ในหัวข้อ Sophistical Refutations เพื่อใช้เป็นแนวทางในการโต้แย้งปกป้องวิทยานิพนธ์ หรือ Defense Thesis… แต่วันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะพาทุกท่านย้อนไปเอาภูมิปัญญายุคก่อนคริสต์ศักราชมาแนะนำหรอกครับ ถึงแม้ตรรกะวิบัติ หรือ Fallacies ที่จะยกมาเล่าต่อวันนี้จะถูกดัดแปลงมากจากรากเหง้าที่ย้อนไปถึงผลงานของ Aristotle อยู่เยอะก็ตาม…

ก่อนจะไปดูว่าตรรกะวิบัติที่ต้องรู้เท่าทันว่ามีอะไรบ้าง… ผมอยากพูดถึงความสำคัญของการมีอยู่ของตรรกะวิบัติ ซึ่งถูกใช้ในทางกลยุทธ์เพื่อหวังผล หรือ เล็งเห็นผลโดยผู้ใช้ที่ประเมินและวางแผนมาอย่างดี โดยการใช้ตรรกะวิบัติในทางกลยุทธ์ หรือ ในแนวทางมุ่งเป้าทำนองนี้ ก็มักจะเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ที่เป็นชิ้นเป็นอันระดับองค์กรไปจนถึงระดับชาติเลยก็ว่าได้… ซึ่งถ้าใครเคยศึกษาศาสตร์ด้านการทูต โดยเฉพาะแนวทางการเจรจาทางการทูต หรือ Diplomatic Negotiation ก็จะเห็นแนวทางการประยุกต์ใช้ตรรกะวิบัติเพื่อการต่อรองให้ได้ประโยชน์สูงสุด… ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งใน “มิติแสวงผลประโยชน์ และ มิติปกป้องผลประโยชน์” ได้ด้วย

ส่วนการใช้ในสเกลที่เล็กกว่าในระดับชาติ หรือ การใช้ในทางการเมือง ก็มักจะเห็นการใช้ในระดับองค์กรแทบจะเป็นเรื่องปกติ… ผู้นำองค์กรมากประสบการณ์ส่วนใหญ่จึงมักจะเคยใช้ หรือ เคยเจอการใช้ตรรกะวิบัติกันมาแล้วทั้งสิ้น… ทั้งใน “มิติแสวงผลประโยชน์ และ มิติปกป้องผลประโยชน์”

ตรรกะวิบัติหลักๆ จะประกอบไปด้วย…

  1. Strawman หรือ หุ่นฟาง… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการนำเอาข้อถกเถียงของฝ่ายตรงข้าม มาแปลความหมายอย่างผิดๆ เพื่อให้ง่ายต่อการตอบโต้
  2. Slippery Slope หรือ แถ-ลง… จะเป็นการบิดเบือนแบบ “คิดเองเออเอง” หรือ ลื่นเป็นปลาไหลลงรู
  3. Special Pleading หรือ เปลี่ยนจุดยืน… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการเปลี่ยนเป้าหมาย หรือ แถไปเรื่อย 
  4. The Gambler’s Fallacy หรือ คิดแบบผีพนัน… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการให้เหตุผลว่าถ้าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นบ่อยๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง สิ่งนั้นจะลดลงในอีกช่วงเวลาหนึ่ง เหมือนนักพนันที่แพ้หลายๆ ตาติดกันแลัวเชื่อว่าจะต้องชนะบ้าง
  5. Black-or-White หรือ ไม่ขาวก็ดำ… จะเป็นการบิดเบือนด้วยข้อสรุปที่ขาดความยืดยุ่นแบบถูกผิด… ขาวดำ… ชั่วดี
  6. False Cause หรือ จับแพะชนแกะ… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการโยงความสัมพันธ์มั่วๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันจริงๆ
  7. Ad Hominem หรือ โจมตีตัวบุคคล… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการหาทาง “ลดความน่าเชื่อถือ” ของฝ่ายตรงกันข้ามหรือเป้าหมายลง
  8. Loaded Question หรือ กับดักคำถาม… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการตั้งคำถามที่ตอบอย่างไรก็ผิดหมดทิ้งไว้… โดยเฉพาะการไม่ตอบคำถามจะยิ่งผิดปนโง่และไร้สำนึกไปเลยก็มี
  9. Bandwagon หรือ อ้างมวลชน… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการอ้างคนหมู่มากเพื่อสร้างความชอบธรรมอย่างพวกที่ชอบใช่โพลชี้นำ
  10. Begging the Question หรือ คำถามมากับคำตอบ… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการ “ให้ข้อสรุป หรือ คำตอบ” มาพร้อมกับคำถามเช่น นาย ก ขี้โกงเพราะศาลพิพากษาว่าทุจริตไปแล้ว… ซึ่ง นาย ก หรือ ใครจะแก้ต่างถกเถียงแทนก็ยากแล้ว
  11. Appeal to Authority หรือ อ้างสถาบัน… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการอ้างความชอบธรรมที่เกี่ยวข้องถึงสถาบัน หรือ ข้างฝ่ายที่ถูกต้องดีงาม เช่น พวกอ้างพระเจ้าเพื่อทำสงครามศักดิ์สิทธิ์
  12. Appeal to Nature หรือ อ้างธรรมชาติ… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการอ้างความเป็นธรรมชาติที่ไม่ถูกเปลี่ยนแปลง หรือ ไม่ทำร้ายใคร ซึ่งแปลว่าดีงาม
  13. Composition/Division หรือ เหมารวม… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการสรุปรวมว่าเหมือนกันหมด เช่น… คนเชียงใหม่เป็นเสื้อแดงหมด
  14. Anecdotal หรือ อ้างว่าเห็นมากับตา… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการเล่า หรือ พูดถึงเป็นตุเป็นตะว่าเห็นมากับตาแบบพยานเท็จยืนกระต่ายขาเดียว
  15. Appeal to Emotion หรือ ปลุกปั่นอารมณ์… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการปลุกปั่นความคิด ความรู้สึกคนฟัง ซึ่งพบเห็นมากในการปราศัยโจมตีตามเวทีสาธารณะ และ เวทีการเมืองต่างๆ
  16. Tu Quoque หรือ เมินเฉย หรือ ไม่หือไม่อือ… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการไม่ให้ข้อมูล ไม่โต้ตอบ ไม่สนใจ ซึ่งถือเป็นการการแถอีกแบบหนึ่งที่เห็นใช้กันมากในหมู่ผู้มีอำนาจ
  17. Burden of Proof หรือ อ้างหลักฐานตรวจสอบ… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการกล่าวเท็จในประเด็นที่ใครก็หาหลักฐานมาพิสูจน์โต้แย้งไม่ทัน หรือ ไม่ได้ โดยเฉพาะในยุคก่อนที่จะหาคำตอบได้มากมายจาก Google
  18. Ambiguity หรือ กำกวม หรือ เล่นลิ้น… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการใช้วาทะกรรมแบบศรีธนญชัย เช่น เขาไม่ได้ทำผิดกฏหมาย แค่เผลอทำสิ่งที่กฎหมายห้าม
  19. Genetic หรือ อ้างชาติกำเนิด… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการใช้วาทะกรรมอ้าง “เป็นแบบนี้ตั้งแต่เกิด” เช่น เลือกตั้งที่ไหนก็ซื้อเสียงกันโครมๆ ที่นั่น แล้วยังจะมาอ้างประชาธิปไตย
  20. Middle Ground หรือ ปรองดอง… จะเป็นการบิดเบือนด้วยการไกล่เกลี่ยเพื่อให้เห็นแก่ความสงบสุขปรองดอง

ความจริงยังมีตรรกะวิบัติในสถานการณ์อื่นๆ ที่ถูกใช้ด้วยเล่ห์เหลี่ยม และ กลยุทธ์อีกมาก… โดยเฉพาะอะไรที่โซเชี่ยลมีเดียเห็นคล้ายๆ กันว่า “แถ” นั่นเอง

References…

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest
Tumblr

Leave a Reply

Your email address will not be published.