Moral Dilemma… โกงหน่อยดีมั๊ยถ้าไม่มีใครรู้ #SelfInsight

Moral

มีข้อมูลมากมายชี้ว่า คนส่วนใหญ่สามารถจับผิดและวิพากษ์วิจารณ์การเอาเปรียบ โกงและละเมิดศีลธรรมหรือกฏหมายของคนอื่นได้ค่อนข้างชัดเจน ในขณะที่การเอาเปรียบ โกงและละเมิดศีลธรรมหรือกฏหมายของตนเองกลับมีเหตุผลและคำอธิบายมากมาย บิดเบือนให้ตนเองไม่ผิด ไม่ได้โกง และไม่ได้ละเมิดอะไร

Rimma Teper ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเรื่อง Are We More Moral Than We Think? Exploring the Role of Affect in Moral Behavior and Moral Forecasting จากการวิจัยเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับพฤติกรรมเชิงศีลธรรมที่ผู้คนเลือกทำ “เมื่ออยู่ในภาวะคลุมเครือทางศีลธรรม” ที่ตนเองได้ประโยชน์โดยไม่ได้ประพฤติละเมิดด้วยตนเองโดยตรง

งานวิจัยชุดนี้ได้ออกแบบการทดลองโดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม… โดยให้กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มจะต้องแก้โจทย์คณิตศาสตร์บนคอมพิวเตอร์เหมือนกัน

กลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรกถูกเตือนว่า ห้ามเคาะ Space Bar เพราะจะเป็นการเปิดดูคำตอบที่เฉลยไว้… ส่วนกลุ่มที่สองถูกชี้แจงว่า ถ้าตอบคำถามช้ากว่า 5 วินาทีก็จะมีเฉลยโผล่ขึ้นจอมาให้เห็น

แน่นอนว่า… กลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรกที่ต้องเคาะ Space Bar เอาคำเฉลยด้วยตัวเองมีคนละเมิด หรือ แอบดูคำตอบน้อยกว่ากลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่สอง ซึ่งแค่ถ่วงเวลารอก็ได้คำตอบที่ถูกต้องโดยไม่ได้ลงมือเปิดเอาคำเฉลยที่โผล่ขึ้นมาเองให้เสียทรงจนดูว่าเป็นคนโกง

ประเด็นก็คือ… คนเรายินดีตักตวงผลประโยชน์ แบบที่ไม่ต้องลงมือทำอะไรผิดด้วยตัวเองโดยไม่รู้สึกผิดเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้ว่าการเห็นคำเฉลยก่อนตอบจะเข้าข่ายการโกงอย่างชัดเจน… ซึ่งในโลกความจริงนอกงานวิจัยที่มีการโกงแบบ “กินตามน้ำ” รูปแบบต่างๆ ที่คนโกงไม่ต้องเอ่ยปากหรือออกแรง จึงยังพบเห็นและเกาะกินสังคมสีเทาแบบรู้ๆ เห็นๆ กันอยู่

การทดลองที่สองในงานวิจัยชุดนี้ของ Rimma Teper ได้ออกแบบบนแนวคิดตรงกันข้ามกับชุดแรก… โดยกำหนดให้กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มถูกถามความสมัครใจในการช่วยเหลือนักศึกษาพิการในการเรียน…

นักวิจัยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรกขึ้นจอคอมพิวเตอร์ว่า… ท่านยินดีจะช่วยเหลือนักศึกษาพิการในการเรียนหรือไม่? และมีคำตอบให้เลือกเพียง 2 คำตอบคือ ช่วย กับ ไม่ช่วย… ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่สอง มีการเพิ่มลิงค์ “อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม” เพิ่มเข้ามา

ผลการทดลองในชุดที่สองที่ทำบนฐานการทำความดีปรากฏว่า… กลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรกเลือกคลิก “ช่วย” มากกว่ากลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่สองที่คลิก “อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม” มากถึง 5 เท่า

การอภิปรายผลการวิจัยในครั้งนี้จึงอธิบาย “พฤติกรรมการโกงที่คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะไม่กระทำอย่างโจ่งแจ้ง… ในขณะที่พฤติกรรมการทำความดี กลับกล้าทำอวดอย่างโจ่งแจ้งชัดเจน”

ทั้งหมด… สามารถอธิบายพฤติกรรม การชอบทำดีให้คนอื่นรู้เห็น และ กล้าโกงแบบอำพรางซุกซ่อน หรือ รอรับผลประโยชน์โดยที่ตนไม่ได้กระทำผิดโดยตรงได้โดยไม่รู้สึกผิด

ตามนั้นครับ!

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งถึงท่านบน Timeline ทุกวัน และ รบกวนท่านผ่านข้อความ Chat เท่าที่จำเป็น

Related Post

VESPA Mindset

VESPA Mindset

VESPA หรือ VESPA Mindset หรือ VESPA Systems จะมองหาและให้ความสำคัญกับทักษะที่ไม่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเชิงวิชาการโดยตรง… แต่จะเจาะเอาทัศนคติส่วนตนที่เป็นปัจจุบันของผู้เรียนในเชิงจิตวิทยา อ้างอิงกรอบจิตวิทยาเชิงธุรกิจและกีฬามารวมกัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจกระตุ้นและสนับสนุนนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมั่นใจว่าจะบรรลุศักยภาพสูงสุดตามเป้าหมายได้…

Lionel Richie - Hello

Hello – Lionel Richie

ประโยค “Hello, is it me you’re looking for.” ที่ Lionel Richie ทักทาย James Carmichael วันนั้น… ความขี้เล่นของ Lionel Richie ผู้กำลังนั่งอยู่กับเปียนโนจึงไม่ได้ทักเปล่าๆ แต่เคาะเปียนโนตรงหน้าไปด้วย จนทำให้ James Carmichael เข้าใจว่านั่นคือเนื้อร้องของเพลงที่จะบรรจุลังอัลบั้มใหม่ จึงบอกดุๆ ให้ Lionel Richie กลับไปแต่งเนื้อมาให้จบ

Start With Why และวงกลมทองคำ

หลังจากงานเขียนเรื่องกฏ 80/20 ไปเสร็จ… ก็รู้สึกว่ายังเหลือเงื่อนอะไรที่อยากเล่า ค้างๆ อยู่เยอะ… อาจจะเพราะผมพยายามสรุปเนื้อหาให้ไม่ยาวเกินไป หรือยังไงก็ไม่ทราบ ทำให้ผมนึกถึง TED Talk ตอนที่ Simon Sinek สรุปเรื่อง “วงกลมทองคำ” ซึ่งเป็นเนื้อหาในหนังสือขายดีระดับโลกอย่าง  Start With Why ขึ้นมา

School Bus

แหล่งทำลายความคิดสร้างสรรค์เด็กชื่อ… โรงเรียน

Sir Ken Robinson สรุปว่า เด็กๆ ทุกคนต่างเกิดมามีพรสวรรค์ มีความคิดสร้างสรรค์ที่สูงล้น และมีความกระหายอยากจะเรียนรู้ แต่น่าเสียดายที่เมื่อเด็กๆ เข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว สิ่งเหล่านั้นกลับเหือดหายไป ทั้งที่สังคมให้ค่ากับมันเสมือนว่าเป็นของที่หายาก