Optimism Bias… โลกสวยด้วยมโน #SelfInsight

Optimism Bias

มุมมอง… คำพื้นๆ ที่เข้าใจได้ไม่ยาก แม้ในทางปฏิบัติจะเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยสนใจที่จะเข้าใจให้ชีวิตต้องยุ่งยาก… เพราะมุมมองของคนส่วนใหญ่ มาจากการรับรู้ในขณะนั้น บวกประสบการณ์เดิม และ สัญชาตญาณเดิมเป็นหลัก ซึ่งจะถูกใช้โดยอัตโนมัติมากกว่าจะมาหยุดนับหนึ่งถึงสิบพินิจพิเคราะห์ผ่านมุมมองหลายๆ ด้าน… ซึ่งแม้แต่คนที่มีบุคลิกลักษณะโดยพื้นนิสัยเป็นคนรอบคอบ ความรู้สูง ทักษะดี และมีทรัพยากรสนับสนุน “มุมมองและการตัดสินใจ” มากมาย ก็มักจะตอบสนองต่อสถานการณ์ตรงหน้า ด้วยประสบการณ์และสัญชาตญาณเป็นหลักอยู่ดี

ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจดีว่า “มุมมองและการตัดสินใจ” นั้นสำคัญกับตัวเอง… ซึ่งพฤติกรรมทั้งหมดที่แสดงออกของทุกคน ล้วนมาจากการตัดสินใจมากมาย ถึงแม้ว่าหลายพฤติกรรมจะทำไปโดยไม่ต้องหยุดคิดหรือไม่ต้องตัดสินใจอะไร แต่ถ้าย้อนกลับไปจนถึงประสบการณ์แรกของพฤติกรรมนั้น ข้อเท็จจริงของการเกิดพฤติกรรมจนสร้างเป็นประสบการณ์และสัญชาตญาณของคนๆ หนึ่ง ล้วนเคยมีจังหวะการตัดสินใจก่อนได้สัมผัสเป็นประสบการณ์นั้นๆ มาก่อนเสมอ… และสถานการณ์ก่อนการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ในภาวะปกติ ก็มักจะคิดและพิจารณาก่อนการตัดสินใจ ผ่านมุมมองของตัวเองมาก่อนทั้งสิ้น… มุมมองจึงมีผลกับการตัดสินใจและอะไรอีกหลายอย่างตามมาทีหลัง โดยเฉพาะ “การปลูกฝังประสบการณ์และสัญชาตญาณ”

ข้อเท็จจริงสำคัญก็คือ… มุมมองไม่ได้เกิดบนข้อเท็จจริงตามที่เห็นทั้งหมดหรือรับรู้ในขณะนั้นทั้งหมด เพราะทุกกรณีที่เห็นภาพจากมุมมอง ก็มักจะมีการตีความโดยใส่ “ทัศนคติและประสบการณ์เดิม” เข้าไปด้วย ซึ่งภาษาพระนักเทศน์ในพุทธศาสนาเรียกว่า “การปรุงแต่ง” 

ซึ่งก็ไม่มีอะไรผิด เพราะทุกคนที่เห็นและรับรู้อะไรมาก็ล้วนต้องทำความเข้าใจด้วยความรู้และประสบการณ์เดิม ซึ่งเป็นกลไกทางประสาทวิทยาที่สมองของเรา จะเทียบข้อมูลล่าสุดกับข้อมูลเดิมที่จำไว้ในสมองก่อนโดยอัตโนมัติเสมอ หลายกรณีจึงเกิดภาพลวงขึ้นในสมองโดยสมองเอง ซึ่งปรุงแต่งความเข้าใจขึ้นมา… 

การทดสอบภาพลวงตาอันลือลั่นชื่อ Adelson’s Checker-Shadow Illusion ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่อธิบาย “สิ่งที่เห็น กับ สิ่งที่เข้าใจ” อาจจะผิดพลาดจากข้อเท็จจริง

ซึ่งถ้าเรามองภาพตารางหมากรุกช่อง A เทียบกับช่อง B ในภาพฝั่งซ้าย จะดูเหมือนทั้งสองช่องมีเฉดสีต่างกัน… แต่เมื่อใช้แท่งสีเทียบวัดเหมือนรูปฝั่งขวาด้วยซอฟท์แวร์กราฟฟิกกลับพบว่า ทั้งช่อง A และ B มีค่าสีเท่ากันในทางเทคนิคทุกประการ… ซึ่งการที่เราเห็นและสรุปว่าเฉดสีต่างกันในภาพฝั่งซ้ายก็เพราะสมองของเราให้ค่าแสงเงาจากแท่งสีเขียวที่ทอดคลุมช่อง B เลยยังเชื่อว่า เฉดสีในช่อง B ก็ไม่ได้ต่างจากสีตาหมากรุกที่สว่างไม่ถูกเงาบังเหมือนกัน

นั่นแปลว่า… มนุษย์ไม่ได้ป้อนข้อมูลล่าสุดอย่างตรงไปตรงมาให้สมองเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี “อารมณ์ กับ ความรู้สึก และ ความเชื่อ กับ ประสบการณ์เดิม” อันหลากหลายปนอยู่กับทุกๆ อิริยาบทเสมอ เราจึงใช้อารมณ์ความรู้สึก ความเชื่อและประสบการณ์เดิมนี่เองมาปรับแต่ง หรือ ปรุงแต่งข้อมูลต้น หรือ Input ใส่สมองให้ต่างไปจากข้อเท็จจริง… ข้อมูลต้นที่ถูกปรุงแต่งก่อนการตัดสินใจจึงมีแนวโน้มที่จะทำให้ “ผลการตัดสินใจ” คาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน… หรือที่แย่กว่านั้นก็คือ เราอาจจะไม่รู้อะไรจริงอะไรลวง จนกว่าจะตรวจสอบทบทวนอย่างดี เหมือนกรณี Adelson’s Checker-Shadow Illusion ก็ได้

หนังสือ Optimism Bias: Why We’re Wired to Look on the Bright Side ของ Tali Sharot ศาสตราจารย์ด้าน Cognitive Neuroscience จาก Department of Experimental Psychology ของ University College London ได้หยิบเอา Bias หรือ ความเอนเอียง ที่มีผลกับการปรับแต่งข้อมูลต้นให้สมองตัดสินใจในกลุ่ม Optimism Bias หรือ ความเอนเอียงด้วยการปรับแต่งมุมมองให้สวยงาม มาอธิบายถึงการมีอยู่ และ ความสำคัญของ “ความลำเอียงให้มุมมองโลกสวย” ที่มีในตัวของทุกคน

Tali Sharot อธิบายว่า… ความเอนเอียงด้วยการปรับแต่งมุมมองให้สวยงาม หรือ มุมมองและการมองโลกในแง่ดี เกิดขึ้นจาก “ขีดจำกัด” ของการมองโลกในแง่ร้าย… ซึ่งด้านหนึ่งของขีดจำกัดนี้ ทำให้คนเรามีความสุขกว่าที่ควรแม้ในยามยากลำบาก… ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของขีดจำกัดนี้ก็ปกปิดสัญญาณเตือนภัยในตัว ที่ควรต้องระมัดระวังผลเสียและผลกระทบด้านเลวร้ายเอาไว้เช่นกัน

การค้นคว้าของ Tali Sharot พบกลุ่มตัวอย่าง 80% มีความเอนเอียงด้วยการปรับแต่งมุมมองให้สวยงาม หรือ เลือกมองโลกในแง่ดี… ซึ่งทำให้คนกลุ่มใหญ่นี้ ประเมินโอกาสที่จะเกิดความพลั้งพลาดกับตนเองไว้ต่ำกว่าข้อเท็จจริง และมี Optimism Bias ซ่อนพลางให้ความคาดหวังด้านดีต่อตัวเองไว้สูงกว่าข้อเท็จจริงที่เป็นไปได้ และ ซ่อนพลางความเชื่อต่อการเกิดเรื่องเลวร้าย ที่อาจจะเกิดกับตัวเองไว้ต่ำกว่าสภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้… 

ประเด็นมุมมองที่สร้างมายาคติใส่สมอง และ สมองสะสมมายาคติที่เอนเอียงใส่ประสบการณ์… โดยส่วนตัวผมมองว่าเป็นเรื่องล้ำลึกอย่างมาก

เอาเป็นว่า… การมองโลกในแง่ดี หรือการคาดหวังให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในอนาคต มีข้อดีชัดเจนเรื่องทำให้ลดความกังวลและความสิ้นหวังลงได้ แม้ความผิดพลาดด้วยมุมมองแบบนี้จะสร้างหายนะได้ด้วย… เหมือนกรณีคนที่กล้าเข้าสถานบันเทิงทั้งที่รู้ว่าเสี่ยงติดโควิดกลับไป แต่เพราะคนกลุ่มนี้คิดว่าตัวเองจะไม่ซวยไปติด และ เชื่อว่าตัวเองไม่โชคร้ายแบบนั้น จึงละเลยจนพลาด

แต่เอกสารด้านจิตวิทยามากมายก็ยืนยันตรงกันว่า… คนมองโลกในแง่ดีจะปรับตัวได้ดีในตอนยากลำบากหรือเกิดปัญหา ถึงแม้ “สิ่งที่วาดหวังไว้” จะไม่เป็นจริงตามที่หวัง แต่คนมองโลกในแง่ดีก็จะรู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดและลองใหม่อีกครั้ง จนทุกอย่างมันลงเอยด้วยดี… คนที่มองโลกในแง่ดีจึงเห็นภาพอนาคตที่สดใสชัดเจนมีรายละเอียดมากกว่าคนมองโลกในแง่ร้ายมาก…

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

Learn Natural

การเรียนรู้ตามธรรมชาติในเด็ก…

การเรียนการสอนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมนุษย์มาโดยตลอด… ทั้งจากผ่านการสอนของผู้อาวุโส หรือ Elders… การสอนแบบตัวต่อตัวจับมือทำ หรือ One-to-One Tutorship… การฝึกงาน หรือ Apprenticeships… กิจกรรมสร้างสรรค์ในชุมชุน หรือ Creative Community Activities และสถานการณ์การเรียนการสอนแบบกลุ่มย่อย หรือ Small Group Instructional Situations… ผู้ใหญ่ในชุมชนจึงเป็นครูโดยธรรมชาติไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง…

Free Form Food

รู้จักกับ Free From Food… #SaturdaySMEs

สินค้ากลุ่ม Free From Food ได้รับความนิยมมากขึ้น และเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว กลายเป็นสินค้าในกระแสหลักและไม่นับว่าเป็นสินค้าในตลาดสินค้าเฉพาะกลุ่ม หรือ Niche Market สำหรับผู้บริโภคกลุ่มเล็กที่มีความต้องการเฉพาะอีกต่อไป

ODOO ลมหายใจอัตโนมัติสำหรับธุรกิจ

ช่วงปีเศษๆ ที่ผ่านมานี้ คำว่า Marketing Automation มีการพูดถึงอย่างมากในวงการธุรกิจ เวบไซต์ thinkwithgoogle.com ได้เผยแพร่บทความชื่อ How turning to automation helped one company drive profitable growth เมื่อช่วงเมษายน 2019 ที่ผ่านมา โดย Jay Roth