หลักคิดเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ สำหรับ OTOP และ SME

Reder Packaging Design

การผลิตและจำหน่ายสินค้า ที่ต้องส่งมอบสินค้าเป็นชิ้นเป็นอัน… บรรจุภัณฑ์หรือ Packaging ถือเป็น “เครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล” ที่คนทำธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งผลสำเร็จทางการตลาดของสินค้าส่วนใหญ่ ล้วนมีเรื่องราว หรือ Stories ของหีบห่อบรรจุภัณฑ์เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญอยู่ด้วยเสมอ

ก่อนอื่นมาทบทวนความรู้พื้นฐานเรื่องบรรจุภัณฑ์กันก่อน… บรรจุภัณฑ์แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ตามหน้าที่ของมันได้แก่

1. บรรจุภัณฑ์ชั้นที่หนึ่ง หรือบรรจุภัณฑ์ชิ้นใน หรือบรรจุภัณฑ์สัมผัส ที่ห่อหุ้มผลิตภัณฑ์โดยตรง เป็นบรรจุภัณฑ์ชั้นแรกที่ห่อหุ้มป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์เกิดความเสียหายจนถึงมือลูกค้า เช่น พลาสติกห่อหุ้มลูกอม หรือหลอดยาสีฟัน เป็นต้น

2. บรรจุภัณฑ์ชั้นที่สอง หรือบรรจุภัณฑ์หุ้มนอก ใช้บรรจุหรือห่อหุ้มผลิตภัณฑ์ที่บรรจุใส่บรรจุภัณฑ์ชั้นที่หนึ่งแล้ว… อาจใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์เกิดความเสียหายอีกชั้นหนึ่ง หรือใช้เพื่อบรรจุรวมห่อ เพื่อประโยชน์ในการขายโดยตรง หรือเพื่อประโยชน์ในทางการบริหารจัดการสินค้า งานคลังสินค้าและขนส่ง หรือแม้แต่เพื่อความสวยงามเฉยๆ ก็ไม่ผิดกติกา เช่น ขวดโหลใส่ลูกอม หรือกล่องใส่หลอดยาสีฟัน เป็นต้น

3. บรรจุภัณฑ์ชั้นที่สาม หรือบรรจุภัณฑ์ขนส่ง ใช้เพื่อป้องกันความเสียหายในระหว่างเคลื่อนย้ายหรือขนส่ง ทั้งในคลังสินค้าและเคลื่อนย้ายส่งมอบระหว่างคลังสินค้า… หลายกรณีถูกออกแบบให้มีขนาดและรูปร่างตามพิกัดเฉพาะของคลังสินค้าและมาตรฐานการขนส่ง แต่ยังเน้นออกแบบเพื่อปกป้องสินค้าในบรรจุภัณฑ์ชั้นแรกหรือชั้นที่สอง เช่น ลังกระดาษลูกฟูกบรรจุกล่องยาสีฟัน เป็นต้น

แต่สาระสำคัญจริงๆ ของการใช้บรรจุภัณฑ์ทางธุรกิจ มีมากกว่าการใช้งานตามประเภทความจำเป็น ซึ่งหลายกรณี บรรจุภัณฑ์ได้รับการออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของการใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นโดยตรง เช่น กล่องใส่ลูกอมแบบมีฝาเลื่อนปิดเปิด ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่เป็นบรรจุภัณฑ์ชั้นแรกแล้ว ยังอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า สามารถพกพาลูกอมติดตัวไปได้ทุกที่

ที่สำคัญกว่านั้นคือ… บรรจุภัณฑ์สามารถออกแบบเพื่อการสื่อสารได้เป็นอย่างดี จนทำให้อุตสาหกรรมหีบห่อและบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด ทำธุรกิจคู่กับการพิมพ์และสิ่งพิมพ์จนแทบจะแยกกันไม่ออก… ซึ่งการใช้บรรจุภัณฑ์เป็นเครื่องมือสื่อสารทางธุรกิจและการตลาด ถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างมากในธุรกิจเกิดใหม่ที่กำลังเข้าตลาด หรือกำลังขยายตลาด… ซึ่งสินค้าที่อยู่ในตลาดมานานแล้วทั้งหมด ล้วนมีข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดทั้งสิ้นทั้งนั้น

คำถามคือ… จะสื่อสารอะไรยังไงบนบรรจุภัณฑ์ดี?

1. Target Audience หรือ กลุ่มเป้าหมาย…  ใช้ข้อมูล Persona และ Insight ของลูกค้าเป้าหมายชุดเดียวกับที่ใช้สร้างผลิตภัณฑ์ได้เลยครับ และวิธีทำข้อมูลเพื่อสื่อสารกับลูกค้าผ่านฉลากและบรรจุภัณฑ์ ให้ใช้วิธีคิดเดียวกับการประชาสัมพันธ์สินค้าได้เลย เพียงแต่ต้อง “ระมัดระวัง” กับข้อความหรือข้อมูลแบบโฆษณาชวนเชื่อ และข้อความหรือข้อมูลแคมเปญทางการตลาดแบบมีเงื่อนไขบางประเภทเช่น กำหนดระยะเวลา

2. Indentity อัตลักษณ์ของสินค้าและผลิตภัณฑ์… ตราสินค้า ลวดลาย โลโก้ สีและกราฟฟิก… โดยส่วนตัวผมมักจะแนะนำให้สร้างอัตลักษณ์บนบรรจุภัณฑ์ด้วยบุคลิกของสินค้า หรือแบรนด์ หรือสร้างจาก Insight ของลูกค้าเป้าหมายด้วยเช่นกัน เพราะเราอยู่ในยุคของการทำสินค้าโดยเอา “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง”

3. Function หรือกลไกการใช้งาน… บรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบมา ใช้วิธีไหนและขั้นตอนอย่างไรในการบรรจุสินค้าลงไป ใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรหรือไม่? แบบไหน? และอย่างไร?… และที่สำคัญคือแกะหีบห่อบรรจุภัณฑ์อย่างไร? หลายครั้งการเติมลูกเล่นสนุกๆ ใส่เข้าไป “เพื่อเล่นหรือทักทายกับลูกค้า” ก็อาจเพิ่มความน่าสนใจให้สินค้าเป็นที่จนจำได้ง่าย

4. Safety & Strong หรือปลอดภัยและแข็งแรง… สินค้าที่บรรจุส่งมอบ ต้องสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยของสินค้าทุกมิติ ตั้งแต่การแตกหักเสียหาย หรือเปลี่ยนรูปทรง ไปจนถึงการคงคุณสมบัติที่ดีของสินค้าที่ส่งมอบเมื่อ Unpack หรือแกะออกใช้… ยิ่งถ้าเป็นสินค้ากลุ่มยา อาหารและเครื่องสำอางค์ บรรจุภัณฑ์ต้องสื่อสารกับลูกค้าได้ว่า สะอาดปลอดภัยไม่ปนเปื้อนระหว่างทางจนถึงมือลูกค้า

5. Importance Data and Legal Requirements หรือข้อมูลสำคัญและข้อมูลตามกฏหมายควบคุม… ข้อมูลสำคัญตามระเบียบหรือกฏหมายที่ควบคุมสินค้านั้นๆ ต้องถูกต้องครบถ้วน หรือข้อมูลทางเทคนิคสำคัญที่เป็นประโยชน์กับลูกค้าหรือผู้บริโภค หลายกรณีแม้ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสินค้า ก็ควรพิจารณาใส่ข้อมูลโดยยึดผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ

6. Price หรือราคาบรรจุภัณฑ์… วัสดุและรูปแบบของบรรจุภัณฑ์มักจะมีหลายระดับราคาและรูปแบบให้เลือก… ควรเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ราคาต้นทุนเหมาะสมกับสินค้าและลูกค้าเป้าหมายให้ลงตัวที่สุด เพราะหลายกรณี… บรรจุภัณฑ์มีผลกับความประทับใจของลูกค้าอย่างยิ่ง แต่ต้องเป็นความประทับใจที่ไม่ต้องจ่ายแพงเกินจำเป็น… เพราะที่ลูกค้าเห็นและสัมผัสได้จาก ขวด กล่อง และฉลากสินค้า จะบอกลูกค้าตรงๆ ว่าเราคิดตังค์เขาหมดแล้ว… แต่ที่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษคือกรณี “ขายไอติมห่อใบตอง” ที่เป็นการเปรียบเทียบอารมณ์ลูกค้าที่รู้สึกว่า “……หาอะไรดีกว่านี้ใส่มาไม่ได้รึไง!!!” ซึ่งการประหยัดจนไร้ประโยชน์สำหรับลูกค้า เท่ากับธุรกิจพังอยู่ดี

สุดท้าย… หลักคิดทั้งหมดเรื่องบรรจุภัณฑ์ให้กลับไปหา Insight ของ “ลูกค้าเป้าหมาย” ที่ถูกต้องมาก่อน และสร้างผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์บน Insight ที่แม่นยำนั้นทั้งหมด และทิ้งหลักคิดมากมายที่ไม่รู้จักลูกค้าตัวจริงไปให้หมดด้วย

แล้วเอาลูกค้าคือศูนย์กลาง!

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Recent Posts

Related Post

Chatbot Teacher

Artificial Intelligence In Academics… AI ในกิจกรรมทางวิชาการ

Artificial Intelligence หรือ AI ไม่ใช่แนวโน้มอีกแล้วนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา เพราะนอกจากจะไม่ใช่แนวโน้มแล้ว… ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานแทบทุกอย่างที่ต้องพึ่งพาและนำใช้ข้อมูล ถึงแม้ว่าโดยสภาพข้อเท็จจริงจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่ทุกคนที่เกี่ยวพันอยู่กับเทคโนโลยีรู้ดีว่า… ช้าเร็วก็ต้องเปิดประตูรับ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการงานอย่างแน่นอน

Presentation

Message and Structuring of Presentation… สารและการจัดวางบนสไลด์

แนวคิด “การแปลงสารเป็นสไลด์” เพื่อเรียงลำดับ Messages แต่ละชิ้นที่คนออกแบบการสื่อสารในทุกวัตถุประสงค์ ของทุกขนาด Messages… สามารถส่งสารไปยังจุดหมายปลายทางได้ครบถ้วน… ซึ่งการแบ่ง Message เป็นชิ้นย่อยก็เพื่อไม่ให้ Message ของเราเกิดปรากฏการณ์ Cognitive Overload กับผู้รับสารหรือ Receiver… ซึ่งกรอบทฤษฎี Cognitive Load Theory ที่ว่าด้วยแนวทาง “ช่วยนำส่งสาร” ในลักษณะคาดคะเนประสิทธิภาพของสารที่จะเข้าถึงกลไกสมองระดับสติปัญญาของ Receiver หรือ Target Audience

Pareto Principle

The Pareto Principle… หลักทำน้อยได้มาก

หลักการพาเรโต หรือ Pareto Principal หรือกฏ 80/20 ที่รู้จักกันทั่วไปในแวดวงนักบริหาร Pareto Principal พูดถึงการตีความเรื่องสำคัญที่มีอยู่เพียง 20% ในขณะที่เรื่องไม่สำคัญจะมีมากถึง 80%… เหมือนสิ่งที่เป็นประโยชน์โดยธรรมชาติก็มีเพียง 20% เช่นกัน และสัดส่วนสิ่งด้อยประโยชน์ก็มีมากถึง 80% เช่นกัน

Food Waste

Food Waste… ขยะอาหาร #FridaysForFuture

ประเด็นขยะอาหารที่เน่าเสียเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบคัดแยกขยะที่ปนเปื้อนขยะอาหารเน่าเสีย ซึ่งกลไกการคัดแยกขยะทั้งแบบกึ่งอัตโนมัติ และแบบอัตโนมัติที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน… ไม่สามารถจัดการขยะคลุกเศษอาหารเน่าเสียได้จนถึงขั้นระบบล้มเหลวก็มี… และนั่นทำให้ขยะส่วนใหญ่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จนกลายเป็นภูเขาขยะอยู่ทั่วโลกอย่างในปัจจุบัน