Participative Leadership… ภาวะการนำแบบให้ความสำคัญกับทีม #ExtremeLeader

Participative Leadership

ความเป็นผู้นำนั้นเกิดจากทักษะและประสบการณ์ และภาวะผู้นำพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้ประสบการณ์ของผู้นำที่ประสบความสำเร็จ แล้วนำทักษะกับประสบการณ์ และ ทรัพยากรที่ได้จากการเรียนรู้จากทุกมิติ มาใช้นำการตัดสินใจของทีมภายใต้การนำ ให้สามารถขับเคลื่อนเป้าหมายเดียวกัน… ย้ำว่า… ขับเคลื่อนไปที่เป้าหมาย โดยไม่กรอบการมีส่วนร่วมหรือจำกัดการมีส่วนร่วม และ ไม่กรอบการตัดสินใจหรือจำกัดการตัดสินใจ… แบบผู้นำเผด็จการที่สั่งเอา ทุบเอา หรือ บังคับเอาทั้งการตัดสินใจและการขับเคลื่อนเป้าหมายอย่างที่ตนเองต้องการ… ซึ่งเป็นผู้นำแบบนั้นไม่ยากและใครก็ทำได้

แต่ผู้นำแบบประชาธิปไตย หรือ ผู้นำแบบให้สิทธิ์ให้เสียงแก่สมาชิกทีมหรือลูกน้อง… ตามสมควรเป็นอย่างน้อย ภาวะการนำแบบนี้จะมีชื่อเรียกเฉพาะว่า Participative Leadership หรือ ผู้นำแบบยอมรับการมีส่วนร่วม… ซึ่งบริบทการนำแบบ Participative Leadership จะไม่ได้มีบทบาทเชิง “กำกับดูแล” เหมือนผู้นำแบบอื่น… แต่จะเป็นผู้นำแบบที่ใช้ภาวะการนำเพื่อเปิดโอกาสให้ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และ การตัดสินใจจากสมาชิกทีมภายใต้การนำ ถูกใช้พิจารณาเป็นแนวทางขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกัน ภายใต้ฉันทามติของสมาชิกทีมที่เกี่ยวข้อง โดยมีความรับผิดชอบของผู้นำเองที่ต้องยืนยันโอบอุ้มฉันทามติที่ได้มาให้ถูกดำเนินการอย่างเหมาะสม

ผมเคยได้ยินคุณหมู… ​​ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ เจ้าของอาณาจักร Ookbee และคีย์แมนคนสำคัญใน 500 TukTuks เล่าเรื่องข้อเสนอและการตัดสินใจจากลูกทีม ที่คุณหมูไม่เห็นด้วยที่จะมี Contents ดูดวง แต่ก็เคารพฉันทามติของทีมจนเกิดแพลตฟอร์ม A Duang หรือ A ดวง ที่มีสมาชิกหนาแน่นคึกคักทั้งหมอดูและคนมาดูหมอ… Bill Gates ในวันที่เป็นผู้นำ MicroSoft บนเก้าอี้ CEO ก็ได้ชื่อว่าเป็นคนหนึ่งที่ให้อำนาจการตัดสินใจของลูกทีม โดยทำเพียงส่งเสริมการตัดสินใจ หรือ Empowering ให้ลูกทีมกล้าตัดสินใจมากกว่า… และผู้นำอย่าง Jeff Bezos ก่อนจะลงจากเก้าอี้ CEO ของอาณาจักร Amazon ก็ได้ชื่อว่าเป็นนายที่ไม่ตัดสินใจอะไรมากในแต่ละวัน ซึ่งข้อมูลจากหลายแหล่งเล่าตรงกันว่า… Jeff Bezos จะตัดสินใจเรื่องยากๆ ไม่เกิน 3 เรื่องต่อวันเท่านั้น

ประเด็นก็คือ… ผู้นำหรือหัวหน้าส่วนใหญ่ต่างก็เคยมีประสบการณ์ถามเอาข้อมูล และ ถามเอาการตัดสินใจจากลูกทีมหรือลูกน้องกันทั้งนั้น… แต่ท่าทีและความสามารถในการตัดสินใจ หรือ แม้แต่ท่าทีและความสามารถในการเสนอความเห็นของลูกทีม… อาจจะไม่ได้ดั่งใจของผู้นำเท่าไหร่!

ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพราะ “ท่าทีไม่ได้ดั่งใจของผู้นำเท่าไหร่” นั่นเองที่ปิดกั้นหลายอย่างที่ผู้นำควรจะได้จากทีม จนสุดท้ายก็กลับมาที่สั่งเอา–บังคับเอาจนได้ดั่งใจเสมอ

การสั่งเอา–บังคับเอาที่ว่านี้ แท้ที่จริงก็คือรูปแบบการสื่อสารจากผู้นำแบบหนึ่ง ที่มีไว้เพื่อขับเคลื่อนวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ผู้นำ “ไตร่ตรองมาแล้ว” ซึ่งการสั่งเอา–บังคับเอาจะเป็นรูปแบบการสื่อสารแบบ Top–Down หรือ บนลงล่างทางเดียว และลูกทีมหรือลูกน้องที่อยู่ข้างล่างทำได้อย่างเดียวคือ… ส่งผลงานตามที่สั่ง… เท่านั้น

การจะเปลี่ยนจากการเป็นผู้นำที่ต้องสั่งเอา–บังคับเอา หรือ เปลี่ยนจากผู้นำเผด็จการจึงไม่ยากที่จะเปลี่ยนแปลงและแก้ไข เพราะสามารถเริ่มต้นได้ที่ “การสื่อสาร” โดยเปลี่ยนจาก Top–Down หรือ บนลงล่างทางเดียว ไปเป็น Top–Down–Top หรือ สื่อสารแบบบนลงล่าง–ล่างขึ้นบน… เพื่อให้ทั้งผู้นำ หรือ หัวหน้า… ได้ยินความคิดเห็นของทีมหรือลูกน้อง ไม่ต่างจากที่พวกเขาได้ยินความคิดเห็นและคำสั่งจากหัวหน้า

แต่ก็อย่างที่เกริ่นไว้ในตอนต้นคือ… ภาวะผู้นำแบบ Participative Leadership ไม่ได้ง่าย… เพราะภาวะผู้นำแบบ Participative Leadership ต้องการทักษะหลายอย่างอันเป็นทักษะทางอารมณ์ หรือ Soft Skills ซึ่งไม่มีในตัวผู้นำบางประเภท… โดยทักษะทางอารมณ์ หรือ Soft Skills ที่ผู้นำแบบ Participative Leadership ต้องมีเป็นพื้นฐานควรประกอบไปด้วย

  1. Approachable หรือ เข้าถึงง่าย… ผู้นำประเภทนี้จะดูอบอุ่นกับทีม และ เพื่อนร่วมงาน ไม่เป็นแหล่งที่มาของความเครียดหรือความกดดัน ทั้งกับทีมและบรรยากาศในการทำงานร่วมกัน
  2. Thoughtful หรือ รอบคอบ… ความรอบคอบถี่ถ้วนในตัวผู้นำจะทำให้ “ศรัทธา และ ความเชื่อมั่น” มีต่อภาวะการนำ… แม้จะเห็นด้วยหรือเห็นแย้งกับข้อมูลและความคิดเห็นใดๆ ที่จำเป็นต้องร่วมตัดสินใจ
  3. Good Communicator หรือ เป็นนักสื่อสารที่ดี… การสื่อสารเป็นทักษะทางอารมณ์ของผู้นำที่จำเป็นที่สุด ซึ่งต้องสื่อสารด้วยการ “รับและส่งต่อข้อมูล หรือ สาร” ที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบและภายใต้ภาวะการนำนั้นทั้งหมด ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเข้าหาเป้าหมายเสมอ เมื่อข้อมูล หรือ สารถูกถ่ายทอดจากสมาชิกทีมคนหนึ่งไปถึงอีกคนหนึ่ง… รวมทั้งตัวผู้นำ
  4. Open-Minded หรือ เปิดใจ… การเปิดใจ หรือ การเปิดโอกาสให้… ข้อมูล หรือ สารพร้อมความประสงค์ที่ต่างออกไปจากความคิดเห็นและทัศนะส่วนตัว ได้ถูกพิจารณา ไปจนถึงถูกใช้ขับเคลื่อนภายใต้ความประสงค์ที่ผู้นำอาจจะเห็นต่าง แต่สามารถดำเนินการได้ในแบบที่เรียกว่า Not OK, But Committed หรือ ไม่โอเคแต่เอาด้วย
  5. Empowering หรือ ให้อำนาจ/สนับสนุนการตัดสินใจ…  การให้อำนาจการตัดสินใจ ภายใต้ความเชื่อมั่นที่มีต่อลูกทีมว่า พวกเขาสามารถถือภาวะการนำได้ไม่ต่างจากตัวเอง ซึ่งถ้าไม่อาจเชื่อได้ว่าลูกทีมหรือลูกน้องจะคิดได้ตัดสินใจเป็น นั่นอาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้รับการส่งเสริมให้มีอำนาจการตัดสินใจ หรือ อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์และตัดสินความคิดเห็นหรือข้อมูลแบบ “ครูตรวจข้อสอบ ที่มีเพียงผิดกับไม่เข้าท่า” ทั้งจากเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าเอง ซึ่งเป็นการส่งสารว่า… ผู้นำไม่สนใจความคิดเห็นหรือข้อมูลจากล่างขึ้นบน… แต่ผู้นำสามารถสร้างและสนับสนุนให้ทีมกล้าตัดสินใจได้โดยการเปิดโอกาสให้ลูกทีมได้พัฒนาความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้อง… และฟังข้อมูลที่สื่อสารขึ้นมาจากพวกเขา

คร่าวๆ ประมาณนี้ก่อนครับ… เพราะรายละเอียดปลีกย่อย และ กรณีศึกษาในบริบทของผู้นำแบบ Participative Leadership นั้นมีมากและละเอียดลึกซึ้ง… แต่ยืนยันว่ามีประสิทธิภาพซึ่งจะเห็นชัดตั้งแต่บรรยากาศในที่ทำงานและความสัมพันธ์ภายในทีมโดดเด่นมาก่อนจะเห็นเป้าหมายถูกพุ่งชนเสียอีก… สิ่งสำคัญก็คือ… ผู้นำแบบ Participative Leadership เป็นคนละเรื่องกับผู้นำใจงาม หรือ หัวหน้าใจดี… ซึ่งวัดกันที่ประสิทธิภาพของผลงานเอา… ครับผม!

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งถึงท่านบน Timeline ทุกวัน และ รบกวนท่านผ่านข้อความ Chat เท่าที่จำเป็น

Related Post

Ferrari F40

Ferrari F40

Ferrari F40 ถูกผลิตจากโรงงาน Ferrari S.P.A ระหว่างปี 1987–1992 เพียง 1,315 คันเท่านั้น และงานผลิตทุกชิ้นส่วนยังถือเป็นงานแฮนด์เมดเกือบทั้งคัน โดยเฉพาะการขึ้นรูปตัวถังด้วยไฟเบอร์กลาส เพื่อครอบทับโครงสร้างที่ดูเหมือนจะยกมาจากรถล้อเปิดที่ใช้แข่ง F1 ทั้งคัน… F40 มี Nicola Materazzi เป็นหัวหน้าวิศวกร โดยมี Leonardo Fioravanti และ Pietro Camardella แห่งสำนักออกแบบ Pininfarina ช่วยดูแลเรื่องรูปทรงเส้นสายและความสวยงาม

Pillars

Andragogy Theory… 5 Pillars 6 Outcomes

Dr. Malcolm Knowles เจ้าของ Adult Learning Theory หรือ Andragogy Theory ได้วางกรอบครอบคลุม “วิธีการและหลักการที่ใช้ในการศึกษาผู้ใหญ่” ซึ่ง Dr. Malcolm Knowles เชื่อว่า… การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ หรือ Andragogy ต้องขับเคลื่อนด้วยตัวผู้เรียนเอง แทนการศึกษาที่ให้ครูเป็นศูนย์กลาง โดยจัดสภาพแวดล้อมให้ศูนย์กลางอยู่ที่ผู้เรียน และแนะนำหรือสอนให้พวกเขามีพลังในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

Water Pollution

วิทยาการข้อมูลสถานะแหล่งน้ำ กับปัญหามลพิษและภัยพิบัติจากน้ำ

แนวคิดการจัดการน้ำเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะกรณีน้ำเน่าเสีย ทั้งน้ำเสียทางกายภาพ หรือ Physical Wastewater… น้ำเสียทางเคมี หรือ Chemical Wastewater… หรือน้ำเสียทางชีววิทยา หรือ Biological Wastewater ไล่ไปจนถึงขยะในน้ำ จนไปอยู่ในกระเพาะสัตว์น้ำจืดน้ำเค็ม ที่หลายท่านเดือดดาล

Learning from Home

Remote Learning From Home…

การศึกษาระดับปฐมศึกษาและมัธยมศึกษาไม่จำเป็นต้องมีระบบ e-Learning ให้เด็กๆ… และควรจะใช้วาระนี้พัฒนาระบบให้เข้มแข็งเท่าเทียมกับการจัดการเรียนการสอนในสถาบันหรือโรงเรียน… ซึ่งทัศนะส่วนตัวของผมมองว่า การทำหลักสูตรออนไลน์ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีความจำเป็นอย่างมาก และการจัดชั้นเรียนในโรงเรียนก็ยังสำคัญอย่างมาก… และการนำข้อดีของทรัพยากรออนไลน์ มาบวกกับความสำคัญของครูและห้องเรียน… จะมีความเป็นไปได้ที่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างมากยิ่งกว่าเช่นกัน