Personal Branding…

Personel Branding

เป็นข้อเท็จจริงนานมาแล้วว่า บุคคลที่ประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน มักจะเป็นคนที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก ได้รับการยอมรับ และมีเรื่องราวของเขา ที่คนอื่นสามารถพูดถึงและเล่าต่อได้

ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่คนอื่นใช้พิจารณาโดยธรรมชาติ ที่จะให้การยอมรับ เชื่อถือ รักใคร่ เกลียดกลัวหรือชิงชัง… ซึ่งวันนี้เราจะพูดถึงชื่อเสียงภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาคนอื่น รวมทั้งหลักและแนวคิดในการพัฒนาชื่อเสียงภาพลักษณ์ ที่ปัจจุบันเรียกโดยรวมว่า Personal Branding

Personal Branding ในที่นี้หมายถึง การสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้ใครสักคน ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ด้วยภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่คนในวงกว้าง รู้จักตัวตนของเขาก่อนจะเจอตัวจริงของเขาเสียอีก

การสร้างแบรนด์ให้คนๆ หนึ่ง โดยหลักการและจุดมุ่งหมายแล้ว จะไม่ได้ต่างจากการสร้างแบรนด์ให้สินค้าหรือองค์กรเท่าใดนัก… แต่ในรายละเอียดส่วนสำคัญอาจจะมีแตกต่างกันไปบ้างพอสมควร

ในปัจจุบัน Personal Branding มีความสำคัญต่อทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงานบริษัท ฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการ หมอ ทนาย หรือคนขายข้าวแกง… เพราะ Personal Branding ทำให้คนอื่นๆ รู้จักเขาก่อนจะ Connected หรือติดต่อด้วย… เหมือนเราอยากไปเจอหมอที่มีคนบอกว่าเก่งใจดี… หรือเราอยากแวะร้านข้าวแกงเจ้าประจำเพราะคุ้นเคยกับเจ้าของร้านที่อัธยาศัยเป็นมิตร

แต่ที่พูดยกตัวอย่างมานั้น… ก็ยังเป็นเพียงชื่อเสียงภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่… แต่เมื่อเราพูดถึง Personal Branding ในปัจจุบัน เราจะหมายถึงการสร้างชื่อเสียงภาพลักษณ์ในวงกว้าง โดยเฉพาะในโลกดิจิตอล ที่จำเป็นจะต้องพึ่งพา Digital Branding Process เพื่อสร้าง Impact Factor เชิงบวกในวงกว้างอันเป็นหนทางที่จะนำโอกาสและความสำเร็จมาสู่คนๆ นั้นอีกมาก

ปัจจุบัน Personal Branding เป็นที่สนใจของผู้ประกอบการจำนวนมาก เทียบกับเมื่อก่อนที่ Corporate Branding มีความสำคัญต่อธุรกิจ หลายธุรกิจต้องสร้าง Brand ที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือ… แต่ในปัจจุบันนอกจาก Corporate Branding แล้ว นักธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มลงทุนกับ Personal Branding กันเป็นกิจจะลักษณะกันแล้ว

กรณีของคุณตัน ภาสกรนที ที่เคยเดินสายออกสื่อทำการกุศลจนเป็นที่รู้จัก… หรือกรณีของ Richard Branson ซึ่งเป็น Founder ของเครือข่ายธุรกิจ Virgin ก็เดินสายออกสื่อเยอะมาก และยังเคยทำแคมเปญเล่นสกีน้ำโดยมีนางแบบเปลือยเกาะหลัง สร้าง Viral ให้คนจดจำกระทั่งทุกวันนี้ รวมไปถึงการเขียนหนังสือสร้าง Values เติมชื่อเสียงที่มีอยู่เดิมเข้าไปอีก… กรณีคุณรวิศ หาญอุตสาหะ CEO ศรีจันทร์สหโอสถ ที่รับบรรยาย เขียนหนังสือ ทำ Podcast แบ่งปันความรู้และประสบการณ์… กรณีของศาสตราจารย์ ดร.นพดล ร่มโพธิ์ ที่ลุกมาเขียนหนังสือ How to เผยแพร่เรื่อง OKRs แถมยังทำ Podcast เขียน Blogs โดยงานหลักที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ได้ขาดตกบกพร่องแถมยังยอดเยี่ยมด้วย… หรือกรณีของคุณหมู ณัฐวุฒิ ในภาพลักษณ์ CEO มาดโอปป้า ที่ออกสื่อ เขียนหนังสือและนั่งฟังแผนธุรกิจจากปากคนหลายร้อยต่อปี… โดยที่คุณหมูยังยิ้มได้ตลอดเวลา

ประเด็นก็คือ… ในวันที่อินเตอร์เน็ตเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันผ่าน Social Media และช่องทางการสื่อสารมากมาย…ทำให้ปรากฏการณ์แฟนคลับใกล้ชิดกับดาราที่ชื่นชอบแม้ไม่ได้เจอหน้ากันโดยตรงเกิดขึ้นได้… การใกล้ชิด เข้าถึง และสร้างความผูกพันธ์ได้ง่ายจึงเกิดได้กับทุกคนที่พร้อมจะมีแฟนคลับ

และที่สำคัญกว่านั้นคือ… สินค้าหรือบริการคุณภาพดีในปัจจุบันสามารถเลียนแบบได้ง่าย การทำ Corporate Branding และ Products Branding จึงสร้างความแตกต่างได้น้อยลง จนความสำคัญของ Personal Branding มีความจำเป็นในการสร้างความแตกต่าง รวมทั้งการเข้าถึงอารมณ์ความเชื่อมั่น ที่คนมีต่อคน… ยังไงๆ ก็ดีกว่าอารมณ์ความรู้สึกของคนที่มีกับสินค้าหรือ Branding

การทำ Branding เป็นกลไกการตลาดล้วนๆ และการทำ Personal Branding ก็อยู่ในกฎเกณฑ์นี้ด้วย… ซึ่งหลักในการทำ Personal Branding ให้ประสบความสำเร็จที่ได้รับความสนใจมากที่สุดเรียกว่า Model TAR ประกอบด้วย

  1. Trust หรือความเชื่อใจ… หาให้เจอครับว่าท่าน อยากให้คนอื่นเชื่อมั่นท่านประเด็นอะไรบ้าง และจงทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุดอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นบุคลิกหรืออุปนิสัยของท่าน
  2. Authority หรือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ… สิทธิ์ความเป็นเจ้าของในที่นี้หมายถึง สิทธิในคุณค่าหรือ Values จากท่านและโดยท่าน ที่แบ่งปันผู้คน
  3. Relationship หรือความสัมพันธ์… อันเป็นเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนและยังต้องสานสัมพันธ์ต่อเนื่องกับผู้คน… บนความสัมพันธ์ที่ดีและยืนยาว

ประเด็นทั้ง 3 ยังมีรายละเอียดและกรณีศึกษาอีกมากให้เรียนรู้ ทดลองทำและปรับเปลี่ยนให้เป็นท่านที่สุด… ข่าวดีคือ Trust, Authority และ Relationship ของแต่ละคนไม่มีทางจะเหมือนกัน การสร้างและพัฒนาจนเป็นภาพลักษณ์ระดับแบรนด์จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการเลียนแบบจากใคร

ส่วนข่าวร้ายก็คือ… ท่านก็ลอกแบบใครไม่ได้เช่นกัน!

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งถึงท่านบน Timeline ทุกวัน และ รบกวนท่านผ่านข้อความ Chat เท่าที่จำเป็น

Related Post

Computer Based Instruction

Theory of Computer Based Instruction for Adults

CBI ไม่ใช่แนวทางการจัดการศึกษาที่เป็นมิตรกับการเรียนการสอนแบบไหนเลย แม้กระทั่ง Adult Learner… แต่ CBI เป็นมิตรกับความสะดวกสบายในการจัดการเรียนการสอน ภายใต้บริบทเงื่อนไขที่เหมาะควร ซึ่งแปลตรงๆ ได้ว่า… ข้อด้อยก็มี ข้อดีก็เยอะ ซึ่งนักการศึกษาในปัจจุบันก็ไม่สามารถข้ามผ่าน Computer Based Instruction ได้อย่างชัดเจนแล้ว เพราะผู้เรียนทุกๆ Persona… ล้วนมี Computer ชุบชูการดำรงค์ชีวิตในยุคข้อมูลข่าวสารทั้งสิ้น

transition-to-online

External Support และ 7 Laws of Interaction… เพื่อช่วยออกแบบ CBI

Conceptual Model of Effective Computer-Based Instruction for Adults ของ Elwood F. Holton ซึ่งหนังสือ The Adult Learner ใช้เป็นโมเดลหลักในการอธิบายการนำใช้ทฤษฎีการศึกษาผู้ใหญ่ ที่มีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นแกนหลักในการพัฒนากลไกการถ่ายทอดความรู้… ซึ่งโมเดล CBI for Adults ของ Holton ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนช่วยเหลือ หรือ Support ในมิติต่างๆ เพื่อให้ได้ CBI ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในบริบทที่พัฒนาอยู่ และยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของโครงสร้างในโมเดลเป็นอย่างมาก

ADDIE Model

ADDIE Instructional Design… การออกแบบระบบการศึกษาที่ไม่มีวันจะกลับไปเหมือนเดิม #ReDucation

การพัฒนาเครื่องมือทางการศึกษาในยุคดิจิทัล อันจำเป็นต้องข้ามการนำผู้สอนกับผู้เรียนมาไว้ด้วยกัน แล้วทดแทนด้วย ระบบการเรียนการสอน หรือ Instructional Systems ซึ่งกลไกและทรัพยากรทางการศึกษาทั้งหมดจะถูกปรับให้ “มีข้อมูล และหรือ เป็นข้อมูลดิจิทัล” ที่ง่ายต่อการจ่ายแจกแลกเปลี่ยนในระบบ…

PPP Plastic X WON

มือวิเศษXวน และ อุตสาหกรรมพลาสติกในวิกฤต COVID19 #FridaysForFuture

โครงการ “มือวิเศษX วน” ปฏิบัติการหมุนเวียนพลาสติกด้วยจุดดรอปพ้อยท์ หรือ Circular in Action – Drop Point of Used Plastic… โดยนำถังรับคืนไปตั้งในสถานที่ต่างๆ เพื่อเก็บถุงพลาสติกที่ใช้แล้ว จำนวน 12 ชนิด ได้แก่ ถุงหูหิ้ว… ถุงช้อปปิ้ง… ฟิล์มหุ้มแพ็คขวดน้ำ… ฟิล์มหุ้มแพ็ค UHT… ซองไปรษณีย์พลาสติก… พลาสติกกันกระแทก… ถุงซิปล็อคซองยา… ฟิล์มห่อสินค้า… ถุงขนมปัง… ถุงน้ำตาลทราย… ถุงน้ำแข็ง… และถุงผักผลไม้ เพื่อนำมารีไซเคิลอีกครั้ง