Pivoting Strategies… กลยุทธ์การปรับทิศให้ธุรกิจไปต่อ

Pivoting Strategies

ต้องยอมรับกันแล้วว่า ธุรกิจส่วนใหญ่กำลังย่ำแย่ตีบตันกับผลกระทบจากวิกฤตโควิด 19 อยู่ในปัจจุบัน ทุกอย่างในโลกธุรกิจล้วนถูกกระทบกันถ้วนหน้าไม่ต่างกันทั่วโลก ส่วนที่ปรับตัวไวและไปต่อได้ในภาวะที่การประกอบธุรกิจไม่เหมือนเดิม อันเนื่องมาจากลูกค้าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากผลกระทบของวิกฤตโควิด และหลายธุรกิจลูกค้าหายไปสิ้นเชิงตั้งแต่ตรุษจีนปี 2020 จนชนตรุษจีนปี 2021 โดยไม่มีวี่แววว่าบรรยากาศการทำธุรกิจแบบเดิมๆ จะเหลืออยู่เป็นความหวังอีกสักเท่าไหร่?

การปรับเปลี่ยนธุรกิจในมือจึงอยู่ในหัวเป็นความเครียดของเจ้าของธุรกิจไม่ต่างกัน ทั้งรายเล็กรายใหญ่ไปจนถึงนักบริหารอาชีพ ซึ่งหลายท่านที่ผมรู้จักถึงขั้นเปรยให้ได้ยินว่า… ใช้ปลายขากุมศรีษะคิดร้อยตลบ ก็ต้องเตรียมคิดตลบที่หนึ่งร้อยหนึ่งต่อว่าจะอยู่รอดท่าไหนได้อีก?

ทุกคนรู้ว่าต้องปรับเปลี่ยนกันแล้ว… แต่จะเปลี่ยนแบบไหนอย่างไรและเมื่อไหร่จังหวะไหน ยังเป็นคำถามตอบยากที่งอกตามการตัดสินใจเปลี่ยนมาอีกเป็นแพต่อแพและต่ออีกหลายแพให้อ่อนใจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนอีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับบริบท

ทิ้งแพปัญหาพวกนั้นออกจากหัวก่อนดีมั๊ยครับ… หลายอย่างแม้ว่าจะมองเห็นและรับรู้ได้ว่า ประเด็นปัญหาโน่นนี่ที่รับรู้โดยประสบการณ์และสัญชาตญาณว่าเดี๋ยวก็จะถึงตัวเหล่านั้น… มันยังมาไม่ถึงหรอกครับ โดยเฉพาะปัญหาที่น่ากลัวทั้งหลาย เว้นแต่จะยอมจำนนตอนนี้และรอให้มันมาถึง… แต่ไม่ว่าท่านจะรอโดยพร้อมใจจะจำนนต่อปัญหา ท่านก็คงต้องเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งตอนนี้และตอนนั้น หรือไม่ก็จัดให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้” ซะตอนนี้เลย

ในหนังสือ Lean Startup ได้แนะนำแนวคิดการปรับเปลี่ยนให้ Startup ที่ทำผลิตภัณฑ์และบริการออกมาแล้วแป๊กหรือล้มเหลว… ซึ่งเป็นเรื่องปกติของ Startup ที่เจอแป็กก็ต้องเปลี่ยน… เปลี่ยนแล้วแป๊กก็ต้องเปลี่ยนอีก ซึ่งผมกำลังพูดถึงการ “ปรับทิศทางของผลิตภัณฑ์และบริการ หรือแม้แต่โมเดลธุรกิจ” ให้หาตลาดเจอและเหมาะสมพอจะสร้างธุรกิจบนตลาดนั้น… ซึ่งในกระบวนการหรือกลยุทธ์นี้จะเรียกว่า Pivoting

Pivoting ในวงการสตาร์ทอัพถือเป็นเครื่องมือสามัญ ที่คนทำสตาร์ทอัพต้องยอมรับและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงแบบหมุนหาทางไปรอบทิศ จากทุกสิ่งทุกอย่างรอบบริบทของธุรกิจที่กำลังก่อร่างและพัฒนาอยู่… แต่ปัญหามีอยู่ว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรจะเปลี่ยนไปทางไหนและเปลี่ยนเมื่อไหร่?… 

ด่านแรกเลยที่ต้องเข้าใจก่อนคือ เราไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปทางไหนหรอกและไม่ต้องใส่ใจคิดมากว่าจะไปทางไหน “ให้รู้ว่าไม่ควรไปทางไหนในตอนนี้” ก็เพียงพอแล้วในเบื้องต้น… และประเด็นต่อไปนี้คือข้อพิจารณาว่าต้อง Pivot เพื่อออกจากทางที่ไม่ควรไปกันเดี๋ยวนี้แล้ว ได้แก่

  1. ทุ่มเทโดยไม่คุ้มค่า… ถ้าธุรกิจที่พยายามปลุกปั้นและผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพที่เริ่มลุยมาไม่ถึงสัปดาห์ หรือธุรกิจเก่าแก่ของครอบครัวที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นอากง ถ้าต้องพยายามอย่างยิ่งในแนวทางปัจจุบันแล้วเห็นภาพในอนาคตมีแต่ทรงกับทรุด… นั่นแหละครับสัญญาณ
  2. พบการแข่งขันรุนแรงและเราสู้ไม่ไหว… ประมาณว่าคู่แข่งกินรวบไปเรียบหมดแล้ว อันนี้ก็สัญญาณ
  3. ทางตันและอุปสรรคใหญ่เกินไป… เมื่อประเมินกำลังตัวเองแล้วว่าไม่ไหว ก็ต้องไม่ไหวตามบริบทที่เป็น ตันแล้วคือตัน… หาทางใหม่
  4. พบบริบทหรือตัวแปรในกิจการหลายอย่าง หน่วงการเติบโตส่วนที่ทำได้ดี… สัญญาณนี้ต้องวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของทุกบริบทและตัวแปรในธุรกิจ ซึ่งถ้าธุรกิจมีและใช้เครื่องมือประเมินอยู่เดิมเป็นปกติ… ส่วนใหญ่สัญญาณนี้จะเป็นประเด็นน้อยมาก รายละเอียดจึงอยู่ที่การประเมินภายในให้ยุติธรรมที่ถูกต้องแม่นยำ
  5. ตลาดไม่ตอบสนองธุรกิจเรา… หมายความรวมได้ตั้งแต่ลูกค้าเลิกกินเลิกใช้กันหมด หรือเปลี่ยนใจไปกินไปใช้ของคู่แข่งกันหมด… ก็ใช่เวลาที่ต้องหมุนหาทางไปกันแล้ว
  6. มุมมองและวิสัยทัศน์เปลี่ยนแปลง… การทำธุรกิจเป็นความเชื่อมั่นที่เกิดจากข้อมูลและประสบการณ์ที่คนๆ หนึ่งเชื่อว่า สามารถสร้างงานสร้างรายได้ด้วยรูปแบบธุรกิจใดๆ ที่คิดออกและทำได้ในช่วงเวลาหนึ่ง… ซึ่งหลายครั้งเมื่อผ่านไปซักระยะ หลายกรณีมักได้เจอ “ความเชื่อมั่นใหม่ ที่เชื่อมั่นยิ่งกว่าเดิม” ไม่ว่าจะจากประสบการณ์ทำนองไหนก็แล้วแต่… สัญญาณปรับเปลี่ยนนี้ถือว่าแรงมาก

ถึงตรงนี้ก็มาถึงคำถามสำคัญคือ… จะเริ่มยังไง?

  1. เริ่มทันที… อย่ารอและไม่ควรรอให้มีอะไรพร้อมก่อน เพราะมันยากมากที่จะพร้อมในภาวะที่ สถานะปัจจุบันของธุรกิจก็รับรู้แล้วว่าต้องขยับออกจากทิศทางนี้ให้เร็วก่อนจะหมดโอกาส… ซึ่งการเริ่มทดสอบทิศทางใหม่ที่ “เชื่อว่า” จะเป็นทางออกทันทีจะแปลว่าท่านเจอทางออกแล้ว… เพราะนั่นคือทางออกจากทางที่ไม่ควรไปและ Comfort Zone ที่ข่มขู่เหยียบย่ำท่านด้วยความกลัวสารพัด
  2. เลือกตัวเลือกสนองวิสัยทัศน์ก่อน… ไม่ว่าท่านจะประเมินเห็นอะไร หรือเชื่อว่าเห็นอะไรในทิศทางที่จะเลือก แม้เป็นเพียงลางสังหรณ์ที่ท่านเชื่อว่าใช้ได้ ก็เลือกตัวเลือกหรือทางเลือกที่สัมผัสได้ด้วยวิสัยทัศน์จากมิติใดมิติหนึ่งนั่นแหละ
  3. อย่าทิ้ง Comfort Zone… การเลือกใช้กลยุทธ์ปรับทิศทางเป็นการเปลี่ยนแปลงบางส่วน ไม่ใช่การเปลี่ยนถ่ายทดแทนในทันที จนกว่าการ Pivoting จะให้คำตอบชัดเจนแล้วว่า… ใช่ทิศนี้และพุ่งไปด้วยพลังเท่านี้ ซึ่งจะทำให้การออกจาก Comfort Zone เกิดขึ้นโดยบริบทความสำเร็จของเป้าหมายและผลลัพธ์จากการปรับทิศทางธุรกิจใหม่ มากกว่าจะเกิดจากการตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า…
  4. ให้ลูกค้านำทาง… ซึ่งไม่ว่าท่านเลือกทางไหนด้วยความเชื่อและวิสัยทัศน์อย่างไร สิ่งที่ต้องทำเพื่อยืนยันเส้นทางอย่างสม่ำเสมอคือความเห็นของลูกค้า… ฟังให้มากและทำความเข้าใจกับสิ่งที่ได้ฟังมาจากลูกค้ามากๆ จนมั่นใจได้ว่าเข้าใจไม่ผิด… โดยเฉพาะข้อมูลที่ลูกค้าไม่ได้บอกออกมาตรงๆ
  5. วางแผนใช้ทิศทางใหม่ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน… การปรับทิศทางธุรกิจใหม่ทุกครั้งต้องอ้างอิง “เป้าหมาย” ภายใต้กรอบเวลา หรือ Time Frame หนึ่ง โดยไม่ลืมตรวจสอบตัวแปรต่างๆ ที่จะทำให้ถึงเป้าหมายได้อย่างครบถ้วน รวมทั้งตัวแปรที่จะทำให้ “ไปไม่ถึงเป้าหมาย” ด้วย…  อย่างน้อยต้องชัดเจนว่าไม่มีอุปสรรคใหญ่ หรือมีเหตุให้แผนพังเพราะเรื่องง่ายๆ ที่เกิดได้ง่ายๆ แบบ “ตายน้ำตื้น” 

ประมาณนี้เป็นอย่างน้อย… ความจริงยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีกมากที่เป็นกรณีเฉพาะ ซึ่งจะต้องปรับไปตามบริบทและทรัพยากรในสถานะปัจจุบัน… 

หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างครับ!

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

W124 500E

Mercedes-Benz W124… หลุมรักที่หลายคนเคยหล่นลงไป

รถเบนซ์ระหัสตัวถัง W124 เป็นรถขนาดกลางที่ Mercedes-Benz จัดไว้ในรุ่น E-Class ที่มีข้อมูลว่าเริ่มผลิตออกจำหน่ายตั้งแต่ พฤษจิกายน 1984 ถึงสิงหาคม 1995 โดยมีจำนวนที่ผลิตขึ้นทั้งหมด 2,562,143 คันทั่วโลก มีแบบรถยนต์ทั้งแบบ 2 ประตู, 4 ประตู, 5 ประตูหรือแบบแวน และมี 6 ประตูแบบลีมูซีนด้วย ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้มีทั้งเบนซินและดีเซลขนาด

EDIT Self Driving

Open Motors… Open Source EV

กระแส EV หรือ Electric Vehicle หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในชั่วโมงนี้… ต้องถือว่าร้อนแรงและมาเร็วกว่าที่คาด… และดูเหมือนว่ากระแส EV จะไม่หยุดแค่การมาแทนที่รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเท่านั้น เพราะรถยนต์จะมาพร้อมกับระบบนิเวศน์การคมนาคมขนส่ง ที่ท้ายสุดแล้ว… แม้แต่นิยามของ “รถ” ก็คงไม่เหมือนที่เรารู้จักและเข้าใจในปัจจุบัน

Blended Learning

Blended Learning Canvas

ธรรมชาติของ Blended Learning ไม่มีสูตรตายตัว… ยกเว้นการโฟกัสนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เหมือนกรณีของ Teacher Aili Olichney ซึ่งนอกจากจะเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแล้ว ยังเอา Growth Mindset ของผู้เรียนเป็นเป้าหมายอีกด้วย

soy milk

Vegan กินช่วยโลก #FridaysForFuture

อาหาร Vegan ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากนั้น แม้จะเน้นกินแต่พืชผัก ธัญพืช และผลไม้แล้ว… ส่วนผสมและวัตถุดิบที่มาจากสัตว์ เช่น นม เนย ชีส ไข่ น้ำผึ้ง หรือแม้แต่ยีสต์กับเจลาตินก็ห้ามใช้ในอาหารด้วย… นอกจากนั้น คน Vegan ยังไม่ใช้เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือใช้ของใช้จุกจิกต่างๆ ที่ทำมาจากสัตว์โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นขน หนัง เขา กระดูก… รวมไปถึงทุกผลิตภัณฑ์ที่มีการนำสัตว์มาทดลอง