Pretest Designs for Personalized eLearning… สอบก่อนเรียน

The Brain

ในการทำวิจัยในชั้นเรียนส่วนใหญ่ ครูอาจารย์จะเอา “ข้อสอบชุดเล็ก” มาประเมินนักเรียนก่อนดำเนินการสอนจนครบตามวัตถุประสงค์แล้วก็ปิดท้ายด้วย “ข้อสอบชุดใหญ่” แล้วก็เอาคะแนนมาเข้าขบวนการทางสถิติเปรียบเทียบและแปรข้อมูล… ซึ่งขั้นตอนการประเมินก่อนเรียน หรือ Pre-Test มักจะทำเพื่อเก็บผลสอบก่อนเรียน เอาไว้เปรียบเทียบกับผลสอบหลังเรียนและสรุปว่านักเรียนรู้มากขึ้นเป็นส่วนใหญ่… ซึ่งผลการวิจัยแบบนั้นย่อมไม่มีทางผิดแน่ๆ เพราะเรียนแล้วก็ต้องรู้มากขึ้นกว่าเดิมอยู่แล้ว

ประเด็นก็คือ… ขั้นตอนการทำ Pre-Test สามารถนำมาสร้างเงื่อนไขประกอบการเรียนการสอนผ่าน eLearning ได้หลายมิติกว่าแค่เก็บคะแนนไว้เปรียบเทียบหลังเรียนเท่านั้น!

โดยส่วนตัวผมให้ความสำคัญกับ Pre-Test อย่างมากเพราะเชื่อว่า… แนวทางนี้เป็นเทคนิคหนึ่งในการทำความเข้าใจกับผู้เรียน หรือผู้รับสาร หรือ Audience จากคอร์สที่ต้องเตรียมขึ้นอย่างปราณีตและเหมาะสมกับผู้เรียนจริงๆ เหมือนตัดเสื้อให้พวกเขา ที่ต้องมีขนาดหรือ Size ของใครของมัน แม้จะยุ่งยากกว่าการตัดเสื้อโหลขนาดเดียวแจกทุกคนแบบ One Size Fit Alls. แล้วมองแค่ ก่อนใส่เสื้อกับหลังจากมีเสื้อใส่ ทั้งๆ ที่คนใส่เสื้อร่างใหญ่มองดูไกลๆ เหมือนแหนมมัดเดินได้ก็ตาม

บทเรียนหรือคอร์สออนไลน์ก็เหมือนกัน… การมีชุดความรู้ชุดเดียวเพื่อผู้เรียนทุกคนจะไม่มีอีกแล้ว เพราะนั่นคือ จุดอ่อนของการเรียนการสอนแบบครูคนเดียวสอนนักเรียนหลายคนในห้องเดียวกัน… ซึ่ง eLearning นักเรียนไม่ได้นั่งรวมกันในห้องเดียวอีกแล้ว และทั้งหมดต่างสื่อสารกับผู้สอนผ่านระบบที่เป็นซอฟท์แวร์ทั้งจัดการเรียนการสอน  หรือ Learning Management Systems และ บทเรียนออนไลน์ หรือ Courseware ที่สามารถสร้างเงื่อนไขเพื่อจัดชุดความรู้ในบทเรียน ให้เหมาะกับผู้เรียนที่สุดได้ไม่จำกัด

คำถามคือ… ต้องรู้อะไรของผู้เรียนบ้างจึงจะสามารถ “ออกแบบชุดความรู้” ในบทเรียนสำหรับแต่ละพื้นฐานและความต้องการของแต่ละคนที่เรียกว่า Personalized Learning ได้?

ง่ายๆ ก็ใช้แบบสอบถามและข้อสอบนี่แหละครับ เพื่อเข้าถึง Insight ของผู้เรียนแต่ละคน… ซึ่งผมจงใจระบุถึง “แบบสอบถาม” และ “ข้อสอบ” เพื่อแยกประเด็นการวัดและประเมินทัศนคติ ออกจากการวัดและประเมินพื้นฐานความรู้ ก่อนจะรวมแบบสอบถามและข้อสอบเข้าด้วยกันเป็นชุด Pre-Test เพื่อใช้ก่อนเข้าบทเรียน

How To Measure Learning

แนวคิดในการสร้างแบบสอบถาม

ตัวแบบสอบถามก่อนเรียนผมเสนอให้ใช้กรอบ Satisfaction Study กับผู้เรียนโดยเน้นให้ผู้เรียนประเมินตนเองผ่าน “ความพึงใจ” กับวัตถุประสงค์การเรียน… รวมทั้งถือโอกาสแจ้งสิทธิหน้าที่และผลประโยชน์ต่างๆ หรือแม้แต่เงื่อนไขทั้งหมดที่บทเรียนและระบบมีให้… ประเด็นก็คือ การสร้างแบบสอบถาม Satisfaction Study ควรปรับให้ตอบได้ง่ายๆ เช่น เงื่อนไขการใช้งาน 20 ข้อที่ผู้เรียนต้องยอมรับทั้งหมด ก็แจ้งเอาไว้ในคำอธิบายเดียวให้ “ยอมรับและได้เรียน | ไม่ยอมรับและปิดทางเดินโปรแกรม” โดยทั้งหมดในขั้นการสอบถามความพึงใจที่จะเรียนหรือไม่เรียน หรือ รู้วัตถุประสงค์ของการเรียนอย่างดีหรือคิดว่าไม่สำคัญ… ยังสามารถแทรก “การตระหนักรู้ที่จะเรียน” ให้ผู้เรียนได้ด้วย ซึ่งรายละเอียดของแต่ละกรณี ผู้สอนหรือผู้ออกแบบบทเรียนต้องพินิจพิเคราะห์ โดยมองหากลยุทธ์และเครื่องมือเฉพาะของตัวเอง… หลักก็คือ ช่วยผู้เรียนเตรียมพร้อมเพื่อทำข้อสอบวัดความรู้นั่นเอง

คำแนะนำเบื้อต้นเพื่อวางกรอบการทำ Satisfaction Study ก็คือ… ศึกษาการทำ Marketing Satisfaction Research หรือการวิจัยเชิงการตลาดว่าด้วยความพึงพอใจ… ซึ่งในที่นี้เป้าหมายทางการตลาดก็คือ หาความพึงพอใจของผู้เรียนให้เจอกับวัตถุประสงค์การสอนของคอร์สที่ท่านกำลังปลุกปั้นอยู่… และถ้าสามารถทำให้แกะข้อมูลเชิงลึกเหมือนทำ Empathy กับผู้เรียนได้ก็ยิ่งดี

แนวคิดในการออกแบบทดสอบวัดความรู้ก่อนเรียน

ถ้าท่านเคยเรียนคอร์สออนไลน์มาก่อน ท่านจะเห็นว่าคอร์สออนไลน์ทั้งหมดจะมีข้อมูลแจ้งเรื่องพื้นฐานผู้เรียนไว้ว่าคอร์สหรือบทเรียนต้องการพื้นฐานระดับไหน… Basic | Intermediate | Advance ที่จะบอกผู้เรียนว่า ถ้าคอร์สนี้สอน Basic คนที่รู้แล้วก็ไม่ต้องเสียเวลา ส่วนใครที่เริ่มจากศูนย์ก็ต้องเริ่มที่ Basic… เพราะถ้าข้ามไป Intermediate หรือระดับกลางทันทีก็จะเสียเวลาเปล่า เพราะท่านน่าจะไม่รู้เรื่องแน่ๆ ตั้งที่ชื่อเรียก หรืออะไรพื้นๆ ที่คนมีพื้นฐานต้องรู้หมดแล้ว เหมือนจะเรียนสอยผ้าต้องสนเข็มเป็นนั่นเอง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า… การสอบวัดความรู้ก่อนเรียนสำหรับ eLearning ในกรณีทั่วไป ที่ไม่ใช่การวิจัยหาผลการเรียนแบบเปรียบเทียบก่อนเรียนหลังเรียนเหมือนวิจัยในชั้นเรียนทั่วไปแล้วหล่ะก็… จะเป็นการทดสอบเพื่อ “รักษาผลประโยชน์ของผู้เรียน” โดยเฉพาะเวลาที่แม้จะเสียไปกับเรื่องที่รู้ดีอยู่แล้วเพียงห้านาทีสิบนาที… เวลาเหล่านั้นก็มีค่าและมีผลต่อทัศนคติของเนื้อหาการเรียนและคนออกแบบคอร์สการเรียนชุดนั้นๆ เสมอ

ที่จะบอกก็คือ… ถ้าไม่ต้องการเก็บคะแนนความรู้ก่อนเรียนไว้ทำอะไร ท่านทำปุ่มข้าม Pre-Test ให้ผู้เรียนข้ามไว้ได้เลยถ้าเขาต้องการเรียนเนื้อหาทั้งหมดที่ท่านเตรียมไว้แบบไม่อยากข้ามอะไรไป ซึ่งกรณีนี้สามารถใส่ฟังก์ชั่นให้ข้ามการวัดความรู้ก่อนเรียนเอาไว้กับตอนท้ายของ Satisfaction Study ครับ

แต่ในทางเทคนิค… ยังไงท่านก็ต้องเตรียมแบบทดสอบก่อนเรียนอยู่ดี ไม่ว่าท่านจะเดาออกอยู่แล้วรู้ว่าผู้เรียนจะข้ามการทดสอบวัดความรู้ไปก็ตาม… เพราะแค่รายเดียวที่อยากทดสอบ ท่านก็ต้องมีข้อสอบให้เขาคนนี้ทำแล้วครับ… 

ไหนๆ ก็ยาวมาถึงประเด็นออกข้อสอบกันแล้ว มาทบทวนพื้นฐานการออกข้อสอบกันหน่อยน๊ะครับ… แบบว่า “ถึงจะเทศน์นอกคำภีร์ ก็ขอมีพระประธานอยู่ข้างหลังให้อุ่นใจหน่อย” เหมือนที่แฟน Reder บางท่านแซวเข้ามาทางไลน์ @reder เมื่อวาน… ขอบพระคุณกำลังใจไว้ตรงนี้อีกครั้งน๊ะครับ

กลับเข้าเรื่องพื้นฐานการออกข้อสอบหรือแบบทดสอบ… สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ การออกข้อสอบหรือแบบทดสอบก่อนเรียน ควรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนตระหนักถึงพื้นฐานความรู้ของตัวเอง มากกว่าที่จะมุ่งเพื่อเก็บคะแนนไปใช้กับวัตถุประสงค์อื่น… รูปแบบข้อสอบที่ใช้จึงเน้นการประเมินเรื่อง “รู้ | ไม่รู้” สิ่งที่กำลังจะได้เรียน… รูปแบบการทดสอบจึงต้องเรียบง่าย กระชับและตรงไปตรงมา ไม่ใช้คำถามลวงหรือโวหารที่ไม่ชัดเจน และสร้างตัวเลือกคำตอบที่แตกต่างชัดเจน โดยไม่ต้องสนใจโอกาสได้คะแนนจากการเดา เพราะการเรียนด้วยตัวเองตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ผู้เรียนยินดีพัฒนาฐานความรู้ของตนเองด้วยตัวเองอยู่แล้ว… 

คำแนะนำตรงๆ ก็คือ ใช้ข้อสอบปรนัยกับตัวเลือกคำตอบง่ายๆ น้อยๆ ก็เพียงพอ… แต่ถ้าจำเป็นต้องซับซ้อนละเอียดละออก็แล้วแต่กรณีครับ!

เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือคุณภาพของแบบทดสอบครับ…โดยกรอบการประเมินคุณภาพแบบทดสอบจะประกอบไปด้วย 

1. Validity หรือ ความเที่ยงตรง… ข้อสอบนี้ต้องสามารถวัดความรู้ ความเข้าใจ หรือทักษะต่างๆ ได้ถูกต้องตรงตามเนื้อหา

2. Reliability หรือ เชื่อถือได้… ข้อสอบนี้จะต้องมีความคงเส้นคงวาในการวัดแต่ละครั้ง โดยเฉพาะการวัดด้วยเทคนิค Randomization ที่ต้องมี Algorithm ที่เชื่อถือได้

3. Objectivity หรือ ตรงกับวัตถุประสงค์… ข้อสอบต้องมีความชัดเจนตรงไปตรงมากับจุดประสงค์ในการวัดด้วยข้อสอบ ไม่ใช้ข้อคำถามที่สร้างความสับสนหรือแปลความหมายได้หลายแง่

4. Difficulty หรือ ความยากง่าย…  ข้อสอบควรมีมีระดับความยากง่ายอย่างเหมาะสม

5. Discrimination หรือ จำแนกแตกต่างได้… ข้อสอบต้องสามารถแบ่งเด็กเก่งและเด็กอ่อนได้

6. Efficiency หรือ มีประสิทธิภาพ… ข้อสอบและการสอบต้องใช้ทรัพยากรเหมาะสม ไม่สร้างปัญหาแทรกซ้อน

7. Fair หรือ ต้องยุติธรรม… ข้อสอบต้องไม่ทำให้ผู้สอบได้เปรียบหรือเสียเปรียบในทุกกรณี

8. Searching หรือ ค้นหาได้…  ข้อสอบต้องค้นหาความรู้ความเข้าใจจากผู้สอบถึงระดับการนำความรู้ไปวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ รวมทั้งการนำไปใช้ การนำไปต่อยอดสร้างสรรค์อื่นๆ นอกเหนือจากที่รู้และเข้าใจระดับพื้นฐาน… ซึ่งปัจจุบัน การวัดความรู้หรือสอบเพื่อตามหาความรู้เชิงลึก และความเข้าใจแนวกว้าง มีความสำคัญตามแนวคิด T-shaped Skills

9. Exemplary หรือ ต้องท้าทาย…  คำถามต้องท้าทายที่เหมาะสมเพื่อกระตุ้นการทำตามอย่าง หรือทำตามความท้าทายและเชิญชวน

10. Definite หรือ ต้องเฉพาะเจาะจง… คำถามต้องไม่กว้างเกินไป  ไม่คลุมเครือ และไม่เล่นสำนวนโวหาร รวมทั้งไม่เปิดให้มีคำตอบคลุมเครือไม่ชัดเจน จนสร้างปัญหากับการประเมินความรู้

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งถึงท่านบน Timeline ทุกวัน และ รบกวนท่านผ่านข้อความ Chat เท่าที่จำเป็น

Related Post

F1 Grand Prix

High-Performance Teams… พัฒนาอย่างไรให้เหนือชั้น… #ExtremeLeader

ทุกทีมที่มีคนมารวมตัวกันเพื่อทำอะไรก็แล้วแต่ ทุกการรวมตัวเป็นทีมจะหมายถึง “พลัง” ที่ถูกสานขึ้นจากทุกคน และ บ่อยครั้งที่การสานพลังรวมกันไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจจะแย่หนักถึงขั้นเกิดการ “ปะทะกันเองของพลัง” ระหว่างสมาชิกแต่ละคน… โดยไม่เหลือพลังจะไปพุ่งชนเป้าหมายไกลกว่านั้นได้อีก ซึ่งมักจะเห็นเป็นสภาพ “มากคนก็มากความ” ทำให้มีคนบางกลุ่มที่มั่นใจในพลังของตนเองเลือกจะทำอะไรด้วยตัวคนเดียวเพื่อไม่ให้มนุษย์คนอื่นมาบั่นทอน “พลังระดับมุ่งมั่นในตัว” ที่มีอยู่ได้

Kodiak Driver

Kodiak Driver… สิงรถบรรทุก #FutureTransportation

Kodiak Robotics, Inc. ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 โดย Don Burnette และ Paz Eshel มุ่งเป้าพัฒนาเทคโนโลยีอิสระเพื่อกิจการขนส่งสินค้า ซึ่งนอกจากจะมีบริการ The Kodiak Driver สำหรับ “สิง” รถบรรทุกโดยไม่ต้องมีคนนั่งไปเป็นเพื่อนแล้ว… ยังมีโซลูชั่น Kodiak OnTime และ Kodiak OnCall ซึ่งเป็นบริการที่ทำให้ Kodiak Driver มีคุณค่าในระบบนิเวศทางธุรกิจ… โดยไม่ต้องรอใครมาให้ราคา

Georgia DOT

Q-Free Traffic Management Solutions… ระบบบริหารการจราจรสำหรับอนาคต #FutureTransportation

กรมการขนส่งแห่งจอร์เจีย หรือ The Georgia Department of Transportation หรือ Georgia DOT ได้ลงนามในสัญญา 10 ปีกับ Startup เจ้าของเครื่องหมายการค้า และ เทคโนโลยีในตระกูล Q-Free เจ้าของแบรนด์ Kinetic Signals และ Intelight MAXVIEW เพื่อดำเนินการจัดหาซอฟต์แวร์การจัดการการจราจรส่วนกลาง ซอฟต์แวร์ควบคุมทางแยก และ บริการฮาร์ดแวร์ควบคุมการจราจรบนทางแยกที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั่วทั้งรัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ของจอร์เจียข่าวหนึ่งมาตั้งแต่กลางเดือนเมษายน และ เป็นรองเพียงข่าววัคซีนกับโควิดระบาด กับ ตำรวจผิวขาวไม่ถูกกับคนผิวดำเท่านั้นเอง

Start

15 Possible Motivations… พลังงานขับเคลื่อนพฤติกรรมการเรียนรู้

Professor Steven Reiss นักจิตวิทยาจาก Ohio State University ได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 6,000 ราย เพื่อศึกษา “แรงจูงใจพื้นฐานต่อพฤติกรรม” ของคนเหล่านั้น… ซึ่งงานของ Professor Steven Reiss สามารถจัดกลุ่มแรงจูงได้มากถึง 15 กลุ่ม