จากนามบัตรถึง Bio… สิ่งสำคัญในโลกออนไลน์ที่ถูกละเลย

René Prudent Patrice Dagron หรือเรอเน่ พรูเดนท์ แพรทริค ดากร์อน ช่างภาพและนักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศษในช่วงปี 1817–1900 ซึ่งมีมรดกตกทอดถึงลูกหลานเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวกับสยามและวงการสิ่งพิมพ์นั่นคือ… พระนามบัตรในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 

พระนามบัตรในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 

รศ.ดร.อรัญ หาญสืบสาย หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายและเทคโนโลยีทางการพิมพ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าไว้ว่า… ทางคณะวิทยาศาสตร์ได้รับมอบพระนามบัตรของรัชกาลที่ ๔ มาจากครอบครัวของ René Prudent Patrice Dagron จากการประสานงานของมาดามฌอง สก็อตต์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่ให้ความสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งค้นพบเอกสารและจดหมายโต้ตอบระหว่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ René Prudent Patrice Dagron และมีพระนามบัตรแนบไปด้วยเมื่อ พ.ศ. 2410… มาดามฌอง สก๊อตต์ จึงเป็นผู้ประสานงานกับครอบครัว Dagron มอบสำเนาเอกสารต่างๆ นี้ ให้กับพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่าย คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

René Prudent Patrice Dagron ภาพจาก wikipedia.org

พระนามบัตรเป็นการพิมพ์โดยใช้ระบบตัวเรียง ใช้ตัวอักษรหล่อจากตะกั่ว แล้วพิพม์ลงบนกระดาษแข็ง ประกอบด้วยตราสัญลักษณ์ประจำรัชกาล และพระนามตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ออกเสียงเป็นภาษาไทย พระนามในภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และ ละติน อย่างละบรรทัด เชื่อว่าน่าจะพิมพ์ขึ้นที่โรงพิมพ์หลวง อักษรพิมพการ ซึ่งทรงเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นที่วัดบวรนิเวศ… ส่วนพระนามบัตรในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มีลักษณะใกล้เคียงกัน มีปรากฏอยู่แผ่นเดียว  จัดแสดงไว้ที่พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระองค์

เมื่อค้นคว้ากลับไปจึงทราบว่า… แต่เดิมนามบัตรเรียกว่า calling card หรือ visiting card ที่มีแต่ชนชั้นสูงเท่านั้นที่ใช้กัน และมีหลักฐานปรากฏมีการใช้นามบัตรมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15… ในศตวรรษที่ 17 กลุ่มชนชั้นสูงใช้การ์ดนี้ในการแจ้งว่าจะไปเยี่ยมเยือน หรือใช้ในการบอกให้คนอื่นโทรหา การ์ดในสมัยนั้นมีเพียงข้อมูลชื่อคน บางครั้งก็มีเบอร์โทร และคนที่ได้รับการ์ดนั้นก็จะเขียนความรู้สึกที่มีต่ออีกคนลงด้านหลังของการ์ด กระทั่งศตวรรษที่ 19 คนชนชั้นกลางก็เริ่มมีการใช้การ์ดนี้ แต่ปรับเปลี่ยนการใช้ไปบ้าง โดยใส่ข้อมูลภูมิหลังวงศ์ตระกูล อาชีพ และสถานะทางสังคม บางคนก็เพิ่มรูป portrait เล็กๆ รูปถ่าย และของประดับต่างๆ ลงบนการ์ด

ตัวอย่างนามบัตรในศตวรรษที่ 17 ภาพจาก wikipedia.org

วันนี้พาย้อนเวลากลับไปไกลเพื่อจะบอกว่า… บรรพบุรุษของมนุษยชาติเมื่อสองสามร้อยปีมาแล้วก็ใช้นามบัตร เพื่อบอกข้อความบางอย่าง บนกระดาษแผ่นเล็กๆ เพื่อใช่สื่อสารกับคนที่ต้องการสื่อสารด้วย… อย่างน้อยๆ นามบัตรแผ่นนั้นควรจะมีข้อมูลพอที่จะ “แนะนำตัวเอง หรือ Introduce” ข้อมูลสำคัญๆ ของเรา ให้คนที่เรากำลังปฏิสัมพันธ์ด้วย ได้รู้จักเราในนิยามบนนามบัตร

สำหรับผม… นามบัตรเป็นของใช้ประจำตัวที่ต้องมีติดตัวเสมอ แม้ไม่เคยมีตำแหน่งใหญ่โตพิมพ์ลงไปใต้ชื่อ หรือมีธุรกิจสำคัญต้องแนะนำใคร… นานมาแล้วผมเคยเดินเข้าร้านขายของที่ระลึกแห่งหนึ่ง… วันนั้นผมคุยกับเจ้าของร้านที่เพิ่งรู้จักกันอย่างถูกคอ กระทั่งเจ้าของร้านใจดีอยากแนะนำผมให้เพื่อนรู้จัก เพราะเพื่อนของท่านกำลังต้องการคนที่ทีทักษะและอาชีพแบบผมไปให้คำแนะนำอย่างเร่งด่วน… ผมขอกระดาษดินสอจดชื่อและเบอร์โทรศัพท์ให้ท่านไปจนอีกสองวันต่อมา… ผมนัดหมายกับเพื่อนของท่านทางโทรศัพท์ และเราไปเจอกันในนัดนั้นด้วย… เจ้าของร้านขายของที่ระลึก มาพร้อมกับของฝากเป็นนามบัตรที่มีเพียงชื่อผมกับเบอร์โทรศัพท์บนนามบัตรหนึ่งกล่อง… นามบัตรพิมพ์บนกระดาษเหนียวเนื้อผสมพลาสติก พิมพ์แบบตัวนูนโมโนโทนสีน้ำตาลเข้มบนการ์ดขาวพร้อมคำแนะนำยิ้มๆ ว่า… คุณอายุยังน้อย ต้องติดต่องานอีกมากแน่ๆ เก็บนามบัตรไว้ Introduce yourself เวลาต้องเจอใคร

ตั้งแต่นั้นมา… ผมจะมีนามบัตรติดตัวเสมอๆ เพื่อใช้ในโอกาสที่จะต้อง Introduce ตัวเองในทุกโอกาส…

ประเด็นที่จะพูดถึงคือการ Introduce ข้อมูลส่วนตัวของเรานี่แหละครับ… ตลอดหลายปีที่ผมมีประสบการณ์คลุกคลีอยู่กับคนมากมายที่อยากค้าขาย อยากออนไลน์ อยากสร้างนวัตกรรม หรือแม้แต่อยากแก้ไขบางสิ่งบางอย่างในกิจการของตัวเอง… กลับไม่สามารถ Introduce หรือแนะนำ บอกเล่า หรือนิยามตัวเองหรือสิ่งที่ตัวเองกำลังมุ่งมั่นสร้างสรรค์อยู่ได้… หลายกรณีข้ามข้อมูล “การแนะนำตัวเอง” ที่จะใส่ลงไปในนามบัตร โบชัวส์หรือดิจิตอลโปรไฟล์… ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรผิดแต่… ท่านน่าจะเสียโอกาสทางการประชาสัมพันธ์ไปแล้วไม่น้อย

ในโซเชี่ยลมีเดีย… เรามักจะเห็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ทำเพจขายของโดยไม่มีข้อมูล BIO หรือข้อความเกี่ยวกับธุรกิจ หรือตัวเองใส่โปรไฟล์เอาไว้เลย… งานวิจัยหลายครั้งชี้ว่า… การเลือกสินค้าในโซเชี่ยลมีเดีย ถ้าไม่ใช่การเลือกเพราะเพื่อนหรือคนรู้จักที่เชื่อถือได้แนะนำหรือรีวิวไว้… พวกเขาจะมองหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ สินค้า หรือแม้แต่ข้อมูลคนขาย เพื่อให้ตัวเองมั่นใจถึงระดับหนึ่ง ก่อนจะติดต่อเข้ามาตามช่องทางสื่อสาร

ประเด็นก็คือ… จังหว่ะก่อนการตัดสินใจสอบถามจนไปถึงยอมสั่งซื้อสินค้า… ลูกค้าศึกษาข้อมูลมากมายเกี่ยวกับสินค้า ร้านค้าและคนขายก่อนเสมอ…

คำถามคือ… ท่านมีข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้าดีพอ สั้นพอ กระชับพอหรือยัง?… ท่านมีข้อมูลสินค้ามากพอลึกพอที่จะแนะนำสินค้าดีๆ ให้ลูกค้าท่านรับรู้หรือยัง?… ท่านมีข้อมูลตัวตน ผลงานและข้อมูลส่วนตัว Introduce ตัวเองไว้ดีพอ… น่าคบค้าหรือยัง?

และมีอะไรอีกเยอะแยะที่ท่านเท่านั้นครับ… จะใส่ข้อมูลดีๆ ของตัวท่าน ธุรกิจของท่าน สินค้าของท่าน… แนะนำคนอื่นให้รู้จักได้

กลับไปดูช่อง BIO ในโปรไฟล์น๊ะครับ… กลับไปดูช่อง ABOUT ในโปรไฟล์ด้วย… หาทางทำให้ข้อมูล “จำเป็น” เหล่านี้ ดีพอจะช่วยท่านให้เบาแรงให้ได้…

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

ADL xAPI

Experience API และ LRS… มาตรฐานการออกแบบหลักสูตรออนไลน์

xAPI ที่ประกาศใช้ใหม่นี้ จะว่าไปแล้วก็เป็นเหมือนมาตรฐานการบันทึกกิจกรรมของผู้เรียน ที่มีปฏิสัมพันธ์กับคอร์สและทรัพยากรหรือสื่อแบบต่างๆ ในคอร์ส ซึ่งการบันทึก จะเป็นชุดข้อความที่สร้างไว้ตามมาตรฐานเอกสาร JavaScript Object Notation หรือ JSON ที่เป็นมาตรฐานกลางของข้อมูลแบบ Unstructure แบบหนึ่งที่คอมพิวเตอร์และมนุษย์ต่างก็อ่านได้ความหมายเดียวกัน

Strategic-Plan

แผนยุทธศาสตร์… ศาสตร์และศิลป์ก่อนความสำเร็จ #SaturdayStrategy

สิ่งที่เราคิดและเตรียมการจะทำตามที่คิด ไปจนกระทั่งได้ทำตามสิ่งที่ได้คิดไว้ “จนเสร็จตามเป้า” นี้ ทั้งหมดก็คือ แผนการและแผนดำเนินการ… หรืออีกคำนิยามหนึ่งก็คือ “เป้าหมายและวิธีประสบความสำเร็จต่อเป้าหมาย” ซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “แผนกลยุทธ์” หรือเรียกว่า “แผนยุทธศาสตร์” ในกรณีที่แผนถูกดำเนินการ กระทบต่อคนหมู่มาก

Top Gun 1986

Top Gun 1986

Jerry Bruckheimer นั่งอ่านบทความเรื่อง Top Guns โดย Ehud Yonay ใน California Magazine ฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 1983… ในนั้นมีบทความเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ และเรื่องราวในเนื้อหาทำให้เขาต้องโทรหาเพื่อนคู่หูชื่อ Don Simpson ที่ประสบความสำเร็จจากหนังอย่าง Flashdance และ Beverly Hills Cop ซึ่งทั้งสองตัดสินใจติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์เนื้อหาในบทความเพื่อนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนต์ และได้ Jim Cash และ Jack Epps Jr. มาช่วยดูเรื่องเขียนบท

Outcome

Result Based Management #SaturdayStrategy

Result Based Management หรือ การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ เป็นวิธีการในการปรับปรุงการบริหารให้เกิดประสิทธิผล หรือ Effectiveness และโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ หรือ Accountability… โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย ประเมินความเสี่ยง กำกับติดตามกระบวนการดำเนินงานเพื่อการบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมถึงการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางบริหารและการรายงานผลการปฏิบัติงาน