ระยองโมเดล… ต้นแบบบริหารจัดการขยะ #FridaysForFuture

For a circular economy

การพัฒนาในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC หรือเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เป็นส่วนสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวทั้งจากโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง การส่งเสริมการท่องเที่ยวการลงทุนของภาคอุตสาหกรรม และเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามาในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มก่อให้เกิดของเสียจากชุมชนและกิจกรรมต่าง ๆ ตามมา โดยเฉพาะปริมาณขยะมูลฝอยซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอาจเพิ่มสูงถึง 20.08 ล้านตัน ภายในปี 2580

ดังนั้นการวางแผนจัดการขยะอย่างเป็นระบบ จึงเป็นแนวทางเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโมเดลหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการศึกษาก็คือโครงการ “ระยองโมเดล” ที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่ม PPP Plastic ซึ่งกำหนดเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2565 “ระยอง” จะต้องไม่มีขยะพลาสติกหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม 

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้คาดการณ์แนวโน้มปริมาณขยะมูลฝอยในพื้นที่ EEC จะเพิ่มขึ้นจาก 9.41 ล้านตัน ในปี 2560 เป็น 20.08 ในปี 2580 เมื่อมีการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบของพื้นที่ EEC 

โจทย์ใหญ่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งวางแผนจัดการกับปริมาณขยะที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเล และมีกิจกรรมจากการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก และเป็นสาเหตุให้ประเทศไทยติดอันดับ 6 ของประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดของโลกด้วย

โครงการ PPP Plastic (Public Private Partnership for Sustainable Plastic and Waste Management) เกิดขึ้นจากความร่วมมือขององค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการริเริ่มจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในปี 2561 กระทั่งปัจจุบัน สามารถขยายเครือข่ายความร่วมมือเป็น 33 องค์กรแล้ว เพราะต่างเล็งเห็นความสำคัญของวิกฤตขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นในท้องทะเลและในชุมชนต่าง ๆ โดยได้นำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy มาสร้างโมเดลที่เป็นรูปธรรมในการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำอีกหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ขั้นการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อให้พลาสติกสามารถรีไซเคิลได้ 100% ส่วนผู้บริโภคต้องรู้จักวิธีการทิ้งและคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี รวมทั้งการสร้างธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการคัดแยกขยะเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม จนเกิดเป็นห่วงโซ่คุณค่า หรือ Value Chain ของการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ  

คุณภรณี กองอมรภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มบริษัทดาว ประเทศไทย ขยายความว่า PPP Plastic ตั้งใจสร้างโมเดลขึ้นมา 2 จุด คือโมเดลเมืองสร้างที่กรุงเทพฯ เริ่มที่เขตคลองเตย และโมเดลจังหวัดสร้างที่ระยองซึ่งมีความพร้อมสูงสุด เพราะเป็นจังหวัดชายฝั่งตรงตามยุทธศาสตร์การจัดการขยะในเวทีโลกที่ต้องการเห็นการจัดการขยะพลาสติกในพื้นที่ Sensitive Area อีกทั้งยังเป็นจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งการดำเนินงานขององค์กรพันธมิตรตั้งอยู่ มีทีมงานพร้อมสร้างโมเดลให้เกิดขึ้นได้ง่าย ขณะที่ผู้นำท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับผู้ว่าราชการจังหวัด, อบจ. และ อปท. ตลอดจนหัวหน้าชุมชน ยังมีความเข้มแข็งและมีความพร้อมที่จะจัดทำโมเดลนี้ร่วมกับภาคเอกชน 

สอดคล้องกับข้อมูลจากคุณปราณี ภู่แพร ผู้จัดการฝ่ายหน่วยงานความยั่งยืนองค์กร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ที่เห็นว่า การเลือกจังหวัดระยอง เป็นพื้นที่เป้าหมายเพื่อนำร่องจัดการขยะพลาสติกอย่างครบวงจร เพราะมีความพร้อมหลายด้าน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานในการรีไซเคิลขยะ การตื่นตัวของชุมชน อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่จะเกิดการขยายตัวของเมืองอีกมากในอนาคต รวมทั้งมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และภาครัฐที่เข้มแข็งมีความพร้อมในการดำเนินงาน จึงเหมาะสมที่จะเป็นจังหวัดเริ่มต้นในโครงการนี้

คุณปราณีเล่าเพิ่มเติมว่า… ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อเดือนมิถุนายน 2561 มีเทศบาลสนใจเข้ามาร่วมโครงการทั้งสิ้น 18 แห่ง 275 ชุมชน กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด ระยอง 1 แห่ง  จากจำนวนเทศบาลทั้งหมด 67 แห่ง โดยเทศบาลทั้ง 18 แห่ง ภาคเอกชนได้เข้าไปรณรงค์ให้ความรู้ครัวเรือนในการคัดแยกขยะพลาสติก เพื่อส่งต่อยังชุมชนและเทศบาลนำไปจัดการอย่างถูกต้อง ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่า 

นอกจากนี้ เทศบาลยังกำหนด KPI ภายใต้แคมเปญ 1 เทศบาล 1 ชุมชนต้นแบบ เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบที่มีความสามารถในการคัดแยกขยะจนเกิดเป็นรายได้ ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 7 ชุมชนแล้ว และปีนี้ตั้งเป้าหมายจะขับเคลื่อนให้ได้ 27 ชุมชน เพื่อเกิดเป็นต้นแบบที่ขยายวงกว้างมากขึ้น รวมทั้ง… ขับเคลื่อนอีกหลายโครงการ เช่น อำเภอสะอาด ตำบลสะอาด โรงเรียนสะอาด เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการขยะที่สูงถึงปีละ 328 ล้านบาท ช่วยลดภาระงบประมาณของภาครัฐลงอีกทาง   

 หน้าที่หลักของทีม PPP คือทำอย่างไรให้ชุมชนสมัครใจเรียนรู้เรื่องการคัดแยกขยะ และต้องประชุมติดตามผลอย่างต่อเนื่องทุกเดือนด้วย เพื่อเพิ่มโปรแกรมการรณรงค์และเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่ากับทั้งโรงคัดแยก และโรงหล่อ หรือเข้าสู่กระบวนการ Upcycling เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะพลาสติก โดยจะดำเนินการต่อเนื่องตลอด 5 ปีนี้ กระทั่งเห็นว่ามีการคัดแยกขยะทุกชุมชน ทุกเทศบาลในจังหวัดระยอง และไม่มีขยะที่นำไปฝังกลบ (Zero to Landfill) จนในที่สุดคือมีขยะในทะเลลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีขยะพลาสติกในทะเลไทยทั้งหมดราว 10,000-30,000 ตัน

สำหรับแผนกลยุทธ์และแนวทางดำเนินโครงการ PPP Plastic ในปีแรก ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่

  1. สร้างเครือข่ายชุมชน เชื่อมโยงแหล่งผู้รับซื้อขยะพลาสติกแต่ละพื้นที่ รวบรวมข้อมูลในแต่ละชุมชน เทศบาลอย่างละเอียด
  2. วางแผนให้ความรู้กับผู้นำเทศบาล ชุมชน ชาวบ้าน และนักเรียนในพื้นที่เป้าหมายในการคัดแยกขยะพลาสติกอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะพลาสติก
  3. ประสานงานระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานรัฐ เช่น อบจ. เทศบาล เพื่อทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  4. ขยายผลสู่เยาวชน โดยให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะพลาสติกอย่างถูกต้องตั้งแต่ในโรงเรียน เพื่อขยายผลสู่คนในครอบครัว

ส่วนการดำเนินงานในปีที่ 2 จะขยายผลสู่ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ทุกแห่งใน จ.ระยอง ร่วมรณรงค์การคัดแยกขยะพลาสติก เกิดการชักจูงผู้ค้าในห้างสรรพสินค้า ให้คัดแยกขยะพลาสติกออกจากขยะอินทรีย์ก่อนทิ้ง เพื่อช่วยลดต้นทุนในการกำจัดขยะ 

และปีที่ 3 จะมุ่งขยายผลสู่กลุ่มโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ให้คัดแยกและจัดการขยะพลาสติกอย่างถูกวิธี

ข้อมูลจากคุณณัฐพงศ์ จิรวัฒนาวรกุล ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและชุมชนสัมพันธ์ประจำโรงงาน กลุ่มบริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย เผยเป้าหมายภายใน 5 ปีนี้ (2561-2565) ทุกเทศบาลใน จังหวัดระยอง จะต้องเข้าร่วมโครงการทั้งหมด และทำให้ขยะพลาสติกเข้าสู่ระบบรีไซเคิล รวมทั้งระบบโรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2563 ทำให้ภายในปี 2565 จังหวัดระยอง จะไม่เหลือขยะพลาสติกหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อมและไม่มีขยะพลาสติกไปที่หลุมฝังกลบ 

ซึ่งปัจจุบัน จ.ระยอง ผลิตขยะทั้งหมดประมาณเดือนละ 15,000 ตัน ส่วนใหญ่กว่า 60% เป็นขยะอินทรีย์ ที่เหลือราว 30% หรือประมาณ 3,000 ตัน เป็นขยะพลาสติก ในจำนวนนี้เป็นขยะพลาสติกสะอาดใน 18 เทศบาล และ 1 อบจ.ระยอง เพียง 40-45 ตันต่อเดือน ซึ่งจะต้องถูกกำจัดอย่างถูกวิธีทั้งหมด

ขณะนี้… ขยะจากทุกเทศบาลจะเข้ามาที่ศูนย์บริหารจัดการขยะครบวงจร จ.ระยอง เป็นจุดสุดท้ายของการจัดการขยะทั้งหมด ซึ่งภายในปี 2563 จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ หรือ RDF ของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) และจะมีโรงคัดแยกแปลงขยะเป็นพลังงานไฟฟ้าที่เป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐ คือ อบจ.ระยอง กับภาคเอกชนคือ GPSC และโรงไฟฟ้าชีวมวลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

 นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายดึงขยะพลาสติกไปรีไซเคิลให้ได้ไม่ต่ำกว่า 10% ของปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมดที่มีอยู่ 3,000 ตันต่อเดือน หรือคัดแยกพลาสติกมารีไซเคิลได้ไม่ต่ำกว่า 300 ตันต่อเดือน ช่วยลดต้นทุนในการกำจัดขยะและสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยหากคำนวณจากราคารับซื้อขยะพลาสติกเฉลี่ยที่ 10 บาท จะทำให้ชุมชนมีรายได้ประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือชุมชนวังหว้าที่มีประชากร 500 หลังคาเรือน แต่มีระบบการบริหารจัดการขยะในชุมชนที่มีประสิทธิภาพสามารถสร้างรายได้กว่า 10,000 บาทต่อเดือน สามารถนำรายได้ส่วนนี้กลับมาสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชน เช่น โครงการให้บริการฟรีไวไฟ และการให้เงินกู้ยืมทางการศึกษา

นอกจากนี้ โครงการ PPP Plastic ยังสร้างอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุในระดับชุมชน โดย ปาณฑรา สุธีระวงศา ผู้ช่วยผู้จัดการกิจการเพื่อสังคม ธุรกิจ เคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวเสริมว่า งานคัดแยกขยะสะอาดออกจากขยะที่ปนเปื้อนไม่ต้องใช้ทักษะสูง ทำให้ผู้สูงอายุสามารถที่จะทำงานนี้ได้ นอกจากสร้างรายได้ให้เดือนละประมาณ 2,000-3,000 บาท ยังสร้างคุณค่าในตัวเองให้แก่ผู้สูงอายุด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การจัดการขยะในแต่ละเทศบาลนั้นจะออกแบบรูปแบบให้เหมาะสมกับชุมชนของตัวเอง เพื่อประสิทธิภาพที่สูงสุด และเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว จำเป็นต้องปลูกฝังความรู้ในระดับโรงเรียนด้วย เพราะจะเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงขยะเข้าสู่ระบบรีไซเคิล เมื่อเด็กรับรู้และเข้าใจจะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่คนในครอบครัวด้วย เบื้องต้นจะนำร่องใน 14 โรงเรียนที่มีความพร้อม ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกโรงเรียนที่มีความเหมาะสม

เชื่อว่าโครงการ PPP Plastic จะเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาในพื้นที่ EEC ที่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ Thailand 4.0 และเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาการเกษตร, การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปอย่างสอดคล้องกันด้วย

ตามนั้นครับ อย่างน้อยก็ถือเป็นข่าวดี… อ่อ… ผมต่อต้านการมีและใช้สารพิษในภาคเกษตรครับ! 

#FridaysForFuture #FFF #GretaThunberg

อ้างอิง

https://www.eeco.or.th/pr/news/RayongModelWasteManagementCaseStudy

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

Leader

Leadership 2021… นำเป็นคือตัดสินใจเป็น

ความยากของการตัดสินใจในยุคที่ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดไปกับ VUCA World หรือ โลกที่ความผันผวนไม่แน่นอนและซับซ้อนคลุมเครือกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วนั้น… การตัดสินใจแบบสร้างทางเลือกไว้ล่วงหน้า พร้อมกำหนดเงื่อนไขการใช้ทางเลือกเอาไว้ล่วงหน้า ดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่หลายคนเลือกใช้ในยามนี้

plastics in hands fridaysforfuture

ไมโครพลาสติกสะสมในผักและผลไม้ #FridaysForFuture

พบไมโครพลาสติกอยู่ในผักผลไม้ต่างๆ เช่น ผักรับประทานใบ ประเภทผักกาดหอม บรอกโคลี มันฝรั่ง และลูกแพร์ แต่พืชที่พบอนุภาคพลาสติกสะสมอยู่ในระดับสูงที่สุดได้แก่ แอปเปิล และ แครอท

soft skills

Soft Skills… ทักษะศตวรรษที่ 21

องค์กรสมัยใหม่ ต้องการเพื่อนร่วมงานและบุคคลากรที่ต้องเป็นเลิศทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ทุกที่แล้ว… แต่เดิมมา การสมัครงานและจ้างงานมักจะพิจารณา Hard Skills อย่างเกรดจากผลการเรียนหรือประสบการณ์การผ่านงาน แต่ปัจจุบันงานตำแหน่งสำคัญๆ ค่าตอบแทนสูงๆ ล้วนมองหา Soft Skills ประกอบการพิจารณาทั้งสิ้น นอกจากนั้น Soft Skills ยังหมายถึงรากฐานของความสุขและความสำเร็จด้านอื่นๆ นอกจากอาชีพการงานอีกด้วย… มาดูกันว่า Soft Skills ทั้ง 9 ทักษะมีอะไรบ้าง…

Digital Marketing Trending 2020

ปี 2020 เป็นปีที่เทคโนโลยีทั้งหมดจะเปลี่ยนโลกของเราให้เป็นชุมชนเดียวกันมากขึ้นโดยเฉพาะระบบนิเวศทางการค้าและธุรกิจน้อยใหญ่ที่พรมแดนระหว่างประเทศแคบลงและอาจจะหายไปในบางหมวดหมู่ธุรกิจ