Reversal Technique… ทางออกอีกด้าน

Reversal way

ในบรรดาเทคนิคและแนวทางการคิดเพื่อจัดการปัญหา หรือ Thinking and Problem Solving รวมไปถึงแนวทางการคิดเชิงวิพากษ์ หรือ Critical Thinking ที่ใครๆ ก็เชื่อว่าเป็นแนวทางการเสนอไอเดียเจ๋งๆ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และให้ผลเด่นชัดในการจัดการปัญหา รวมทั้งการยอมรับจากผู้อื่นซึ่งอาจส่งผลถึงขั้นทำให้เจ้าของไอเดียกลายเป็นคนสำคัญได้ไม่ยาก

แต่หลายกรณีการคิดจัดการปัญหาไม่ได้ง่าย จนทำให้หลายๆ คนขอสะสมข้ามผ่านปัญหาไปก่อน เพียงเพราะคิดยังไม่ออกว่าจะจัดการปัญหาไหนอย่างไรดี จนหลายกรณีเกิดปัญหาทับถมกลายเป็นปัญหาอื่นๆ ตามมามากมาย ถึงขั้นกลายจากปัญหาเล็กๆ เป็นเรื่องใหญ่โตก็มีให้เห็นเสมอ

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ คู่แข่งอย่าง AI เข้ามาช่วยสะสางปัญหาหลายอย่างที่มนุษย์ทำได้ไม่ดีด้วยซ้ำ จนเบียดเอาความสำคัญของมนุษย์ไปสะสางแทน ที่แปลว่า… มนุษย์ถูก AI แย่งงานเพราะสามารถสะสางการงานและปัญหาได้ดีกว่า มนุษย์จึงต้องการ “ทักษะการคิดที่สร้างสรรค์” มากกว่าที่หุ่นยนต์หรือ AI จะทำได้… ซึ่งการคิดแก้ปัญหาแบบห้ามไปซ้ายก็เลี้ยวขวาที่ AI คิดได้ คงไม่เหลือที่เหลือทางให้มนุษย์อีก

ประกอบกับปรากฏการณ์ดิจิตอลป่วนโลก หรือ Digital Disrupted ผลักดันการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องจากประเด็นหนึ่งไปอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งมีแต่สมองและแนวคิดเท่านั้นที่สามารถพลิกตามการเปลี่ยนแปลง จนลดแรงกระทบระดับพลิกคว่ำเสียหายได้… ตำราสอนการคิดมากมายจึงได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ตื่นตัวเพื่อเปลี่ยนตัวเองจากเดิมให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้าใส่… ซึ่งคนกลุ่มนี้ทราบดีว่า มีแต่สมองและการใช้สมองอย่างมีชั้นเชิงเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์ยังคง “เจ๋งกว่า” เครื่องจักรหุ่นยนต์และ AI

คำว่าชั้นเชิง… หลายครั้งเรารู้จักกันด้วยชื่อ”กลยุทธ์” หรือไม่ก็ “เล่ห์เหลี่ยม” ซึ่งความเหมือนและความต่างของคำ 3 คำนี้ถึงจะพอหาได้บ้างแต่ก็ช่างเล็กน้อยผิวเผิน ในขณะที่ผลลัพธ์การใช้ขั้นสุดท้าย ก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันให้แบ่งแยกได้อยู่ดี โดยเฉพาะในมิติของการบรรลุวัตถุประสงค์

และในบรรดาชั้นเชิงการคิดเพื่อจัดการปัญหา ที่มีสูตรสำเร็จ หรือ แนวทางที่เคยมีคนใช้มาก่อนแล้วว่าได้ผลนั้น ย่อมมีวิธีคิดแบบกลับข้าง หรือ Reversal Thinking อยู่ด้วยอย่างแน่นอน… 

โดยรูปแบบการคิดแบบกลับข้างเหมือนแก้ดำด้วยขาวหรือทำลายขาวด้วยดำนั้น… หลายความเชื่อเห็นว่าเป็นเพียงสัญชาตญาณโดยธรรมชาติที่ยังไม่ได้ขัดเกลา เหมือนกฏทางฟิสิกส์เรื่องแรงกิริยาเท่ากับแรงปฏิกิริยา… เหมือนด่ามาก็ด่ากลับ… จนการคิดกลับข้างในชีวิตประจำวันถูกสอนต่อๆ กันมาให้ควบคุมกดข่มการคิดกลับข้างเอาไว้… เพื่อประนีประนอมต่อสถานการณ์แบบสิบลบสิบเหลือศูนย์จนไม่เหลือประโยชน์อะไร ซึ่งการสอนให้เรา “คำนึงถึงประโยชน์ หรือ ผลประโยชน์” นี้เองที่หลายกรณีได้ทำลาย “ทางเลือก” บางส่วนที่หมายถึง “โอกาส” ที่อาจจะเจอประเด็นสร้างสรรค์ที่หลากหลาย

เวบไซต์ post-it.com พูดถึง Reverse Thinking ว่า… แท้จริงแล้ววิธีคิดนี้มีประโยชน์อย่างมากในการระดมสมอง เพื่อเปิดทางให้ทีมได้ปลดปล่อยไอเดียได้ครบทุกมิติ… ซึ่งการคิดกลับข้างสามารถมองปัญหาจากบนลงล่าง และ จากล่างขึ้นบนได้ทั้งสองมุมมอง… เกือบทุกกรณีจะให้ภาพสะท้อนปัญหาที่แตกต่างเท่าตัว อันหมายถึงโอกาสในการจัดการปัญหาก็เกิดทางเลือกและตัวแปรเพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่นกัน

สมมุติว่า… คน 5 คนกำลังคุยกันเรื่องการทำเวบไซต์เพื่อให้คนเข้าชมชื่นชอบและใช้ซ้ำ การระดมสมองผ่านคำถามว่า “คนเข้าชมจะชอบเวบแบบไหน?” อาจไม่ง่ายที่จะเริ่มต้น… เพราะข้อเท็จจริงก็คือ ทั้งหมดที่คำตอบจะออกมาได้ก็ด้วยการ “คาดว่า” คนเข้าชมน่าจะชอบแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งในอนาคตเมื่อทำเวบตามที่ “คาดว่า” เสร็จแล้ว ผู้เข้าชมอาจจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้… ในทางกลับกัน ถ้าทีม 5 คนนี้ตั้งคำถามใหม่เพิ่มว่า “คนเข้าชมจะเกลียดเวบไซต์แบบไหนบ้าง” ซึ่งทีมนี้จะได้คำตอบจากอีกด้านที่พวกเขารู้ว่าจะไม่ทำเวบไซต์แบบไหนออกมาด้วย

เมื่อกลับมาพิจารณาประเด็นการคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้มนุษย์ คิดได้ต่างจากการสังเคราะห์ผลลัพธ์ของ AI ซึ่งหลายฝ่ายเห็นพ้องตรงกันหมดว่า… AI คิดวกวนเพื่อเขย่าหาไอเดียแปลกใหม่เหมือนมนุษย์ได้ยาก โดยเฉพาะการคิดที่ใช้ชั้นเชิงขั้นสูงเพื่อสร้างสรรค์ทางเลือกที่แตกต่าง และแนวทางการคิดแบบ Reverse Thinking หรือ Reversal Thinking หรือ Reversal Technique… จึงได้รับความสนใจจากนักคิดสร้างสรรค์ทั่วโลกแพร่หลายมากขึ้นทุกวัน 

ลองเอาไปปรับใช้ดูได้ครับ!

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวัน

Recent Posts