SCQA Methods, Barbara Minto และ McKinsey & Company

3 Great Pyramid

หนังสือของ Barbara Minto ชื่อ The Minto Pyramid Principle, Logic in Writing, Thinking and Problem Solving แท้จริงแล้วเป็นคู่มือการทำ Storytelling ด้วยสูตร SCQA ที่มีการแนะนำให้ใช้กันทั่วโลกในห้วงเวลาทุกคนเข้าใจแล้วว่า… Contents is King ที่ Bill Gates พูดถึงตั้งแต่ยุค 80’s คืออะไรและสำคัญยังไง 

Barbara Minto, Founder of Minto Pyramid Principle, Credit: mckinsey.com

Barbara Minto ใช้เทคนิค SCQA ถ่ายทอดเรื่องราวและนำเสนอข้อมูลงานวิจัยมาตั้งแต่เธอทำงานให้ McKinsey & Company หลังจบ MBA จาก Harvard Business School ในยุคที่ชั้นเรียนปริญญาโทบริหารธุรกิจที่ฮาร์วาด ไม่ปลื้มนักศึกษาสุภาพสตรีเท่าไหร่… และ Barbara Minto เริ่มงานแรกหลังเรียนจบปริญญาโทกับ McKinsey & Company สาขา Cleveland, Ohio

McKinsey & Company เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการระดับโลก ที่เติบโตและได้รับความเชื่อถือมายาวนานในแวดวงธุรกิจ ปัจจุบันมีสาขาอยู่ 166 เมือง ใน 66 ประเทศรวมกรุงเทพมหานครด้วย… McKinsey & Company คือต้นทางข้อมูลอ้างอิงที่ Update และเชื่อถือได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าของ McKinsey & Company หรือ ไม่ใช่ลูกค้าของ McKinsey & Company ก็ตาม… งานของ McKinsey & Company ในภาพรวมมักจะเริ่มต้นที่งานวิจัยเชิงธุรกิจเพื่อลูกค้า และนำข้อมูลจากงานวิจัยมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ ทำเป็นรายงานและส่งมอบให้ลูกค้า หรือไม่ก็นำข้อมูลจากรายงาน ไปพัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจให้ลูกค้า… เป็นลมใต้ปีกให้ธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั่วโลก พากราฟการเติบโตเงยชันขึ้นสูงครั้งแล้วครั้งเล่า… ซึ่งหลายครั้ง ข้อมูลที่ McKinsey & Company แบ่งปันฟรีๆ ผ่านเวบไซต์ McKinsey.com ก็เป็นประโยชน์มากมายกับธุรกิจและการศึกษามาตลอด

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ McKinsey & Company กลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยรายงานการวิจัยทางธุรกิจที่โดดเด่นจนถึงทุกวันนี้… ซึ่งคน McKinsey ยกย่อง Barbara Minto กับงานตรวจแก้รายงาน หรือ Edit Report โดยเธอตั้งแต่เข้ามาร่วมงานกับ McKinsey & Company ที่สาขา Cleveland… และเปลี่ยนเธอจากนักวิจัยทางธุรกิจ ไปเป็นโค๊ชสอนการเขียนรายงานแนวทางใหม่ที่เรียกว่า SCQA Method นับแต่นั้น

SCQA Method เป็นกรอบการนำเสนอข้อมูล ที่ทำให้ข้อมูลและชื่อเรียกยาวๆ เพราะมีเงื่อนไขพ่วงชื่อมาด้วย พร้อมตัวเลขมีทศนิยม ค่าและการวัดทางสถิติ เงื่อนเวลา และสารพัดความซับซ้อน ซึ่งการสื่อสารข้อมูลจากงานวิจัย ล้วนเป็นยาขมดมเหม็นมาตลอดสำหรับทุกคนแม้แต่นักวิจัยเอง… กลายเป็นเรื่อง “เข้าใจได้ไม่ยาก” และนำไปสู่ขั้นการนำข้อมูลไปใช้อย่างได้ผล ที่หมายถึงถูกที่ถูกเวลา จนได้ผลลัพธ์สุดท้ายที่เรียกว่า “สำเร็จ” ได้ไม่ยาก

SCQA Method มาจากอักษรหน้าคำ 4 คำคือ Situation, Complication, Question และ Answer โดย…

S Situation หรือสถานะของประเด็นและสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะข้อมูลหรือเรื่องราว และคนรับข้อมูลหรือผู้รับสารด้วย… โดยรูปแบบและงาน McKinsey & Company มักจะเริ่ม Situation ด้านข้อมูลและสารด้วยงานวิจัย โดยใช้ Tools & Methodology ที่ถูกต้อง… และ Situation ฝั่งผู้รับสารทั้งลูกค้า หรือแม้แต่ลูกค้าของลูกค้า ส่วนใหญ่ก็ยังต้องเข้าให้ถึง Insight ด้วยการทำวิจัยเช่นกัน เว้นแต่ว่าจะมีข้อมูลมาตรฐานที่วิเคราะห์แล้วและ Up to Date ให้เชื่อถือได้อยู่ก่อนแล้ว

C Complication หรือความซับซ้อนในสาระของข้อมูลหรือสารที่จะนำส่งหรืออธิบาย… การทำความเข้าใจกับความซับซ้อนของข้อมูลที่จะเล่าต่อ หรืออธิบายให้คนอื่นเข้าใจ… ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำรายงานที่เข้าใจง่าย โดยมุ่งไปที่ “การแปลงและแปลข้อมูลอันซับซ้อน” อธิบายให้ใครๆ เข้าใจได้ง่ายๆ ทั้งด้วยภาษาเขียนและภาษาพูด

Q Question หรือคำถามและข้อสงสัย… ซึ่งแทบทุกกรณีบนโลกใบนี้ ล้วนคลี่คลายและดีขึ้นได้จากตอบคำถามได้ชัดจน “หมดสงสัย” ที่แปลอีกชั้นได้ว่า “เข้าใจแจ่มแจ้งดีแล้ว” แต่สาระของ SCQA Method เรื่องคำถามจะต่างจากแนวคิดอื่น หรือธรรมชาติของคำถามที่มักจะเกิดหลังจากมีประเด็นที่ถูกอธิบายไปแล้ว… แต่ไม่ชัดเจนจึงมีคำถาม… ซึ่ง SCQA Method จะสร้างคำถามขึ้นเองทุกแง่มุมในประเด็น ตั้งแต่ขั้นการเตรียม ที่หลายครั้ง… ย้อนไปถึงคำถามในงานวิจัยที่ต้องไปพิสูจน์คำตอบด้วยข้อเท็จจริงนั่นเลย… ในหนังสือ The Minto Pyramid Principle, Logic in Writing, Thinking and Problem Solving ของ Barbara Minto ยกเอาเรื่อง Question แยกมาเป็นหมวดที่สองของหนังสือ และเรียกหมวดนี้ว่า Logic in Thinking ใช้พื้นที่ในหนังสือจากหน้า 87-157 ของเนื้อหาหนังสือที่มีอยู่ราวๆ 176 หน้าเท่านั้น

A Answer หรือคำตอบ ที่หมายถึงการคลายประเด็นได้ทั้งหมดจนไม่เหลือคำถาม และยังต้องเอาคำตอบท้ังหมด… ไปทำประโยชน์ทางใดทางหนึ่งได้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนั่นหมายความว่า คำตอบที่ต้องการคือคำตอบที่เป็นประโยชน์ หรือสนองประโยชน์ก่อนอื่น… ที่สำคัญกว่านั้นคือ Minto Pyramid Principle สร้างปิรามิดด้วยคำตอบที่เสริมด้วยหลักฐานยืนยัน หรือ Evidence และเหตุผลแวดล้อม หรือ Argument ที่หนักแน่นและปกป้องคำตอบได้

คร่าวๆ กับนิยามและการตีความ SCQA ที่เอียงๆ มาสนับสนุนฝั่งการเรียนรู้มากหน่อย… ท่านที่หาคำตอบ SCQA เพื่อวัตถุประสงค์อื่นอาจจะงงๆ กับการอธิบายแบบนี้… ถ้าท่านขัดข้องเห็นต่างอย่างไรก็ยินดีรับฟังเสมอเช่นเดิม โดยเฉพาะการแหกออกมาจาก SCQA เพื่อพัฒนา Contents หรือทำ Storytelling ซึ่งเป็นอาชีพสุดท้ายของ Barbara Minto ที่เดินสายเปิดคอร์สสอนเขียนด้วย SCQA Method ไปทั่วโลก

แต่ส่วนตัวของ Barbara Minto ก็มองว่าตัวเองเป็นครูที่ SCQA ช่วยเธอเตรียมสอนมาตลอด เพียงแต่เธอมองว่าตัวเองเป็น “ครูนอกคอก” เหมือนที่เธอให้สัมภาษณ์ไว้จากกรณีที่ลูกศิษย์ที่เข้าอบรมกับเธอ ชมเชยแผนการสอนและทักษะการสอนอันยอดเยี่ยมของเธอ ในขณะที่เธออกตัวว่า…

The school would very likely not have let me in had I applied these days. โรงเรียนไม่น่าจะรับใบสมัครงานของฉันหรอกในวันนี้

Barbara Minto เปิดชั้นเรียนสอนเขียนในแนวทาง SCQA ไปทั่วโลกด้วยการให้ลูกศิษย์ที่สมัครเรียน เขียนงานส่งเธอก่อนวันเปิดเรียน และเธอเอางานลูกศิษย์แต่ละคนมาวิเคราะห์ แล้วค่อยนำกลับไปสอนด้วยพื้นฐานที่ได้จากการวิเคราะห์แบบคนต่อคน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการสอนรายบุคคลตามพื้นฐานที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง… นั่นทำให้เธอรับลูกศิษย์ได้คราวละไม่กี่คนเท่านั้น

คำถามคือ… SCQA Method ของ Barbara Minto หรือที่รู้จักกันในชื่อ Minto Pyramid Principle ประยุกต์ใช้กับการศึกษาได้หรือไม่?

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งถึงท่านบน Timeline ทุกวัน และ รบกวนท่านผ่านข้อความ Chat เท่าที่จำเป็น

Related Post

Culture Eats Strategy for Breakfast

Culture Eats Strategy for Breakfast… วัฒนธรรมกลืนกลยุทธ์เป็นมื้อเช้า

วัฒนธรรมกำหนดพฤติกรรม พฤติกรรมกำหนดตัวตน… ผมจำไม่ได้ว่าผมจดวลีสองวรรคนี้มากจากไหน แต่ผมเก็บไว้ใน Shot note บนมือถือเครื่องเก่าที่ไม่ยอมทิ้งซะที จนกระทั่งหลุดจากมือกระแทกพื้นและกอบกู้อะไรไม่ได้… หลังการกู้คืน Account และดึงข้อมูล Backup กลับมา ผมก็เจอวลีสองท่อนนี้ และทำให้นึกถึงวลีอีกท่อนหนึ่งของ Peter Drucker ที่ยิ่งนานวันยิ่งโดดเด่นและชัดเจนจนกลายเป็นสัจธรรมแห่งอนาคตไปแล้ว… วลีนั้นคือ Culture Eats Strategy for Breakfast!

อคติส่วนตัว… สนิมทุกข์ที่ใครก็เคาะออกได้

การตัดสินคนอื่นโดยทัศนคติส่วนตัวที่ไม่ชัดเจน หรือ การมีอคติต่อผู้อื่นนั้น จะหมายถึงการด่วนตัดสินไปก่อนโดยไม่ตรวจสอบอย่างรอบด้าน เหมือนศาลตัดสินจำเลยโดยไม่มีข้อมูลอ้างอิงแต่ใช้วิจารณญาณของผู้พิพากษาชี้ถูกผิดไปตามความเชื่อส่วนตนเพียงลำพัง… ซึ่งในชีวิตจริงย่อมสร้างปัญหาความสัมพันธ์มากมายในทุกๆ ความสัมพันธ์ และหลายกรณีลุกลามจากความเชื่อผิดๆ เล็กน้อยกลายเป็นปัญหาใหญ่ถึงขั้นเรียกเต็มปากว่าโศกนาฏกรรมอันน่าสลดหดหู่ก็มี

Wartime Leader

Peacetime CEO และ Wartime CEO… ยามศึกต้องนำรบ ยามสงบต้องนำเป็น #ExtremeLeader

การนำองค์กร กับ การตัดสินใจขับเคลื่อนองค์กรในสภาวะต่างๆ มีความจำเป็นจะต้อง “ปรับท่าที และ บทบาท” ให้เข้ากับสถานการณ์ หรือไม่ ก็ต้องเปลี่ยนคนนำไปเป็นผู้มีท่าทีและบทบาทที่เหมาะสมต่อสถานการณ์…

Next World Leaders

บทความเรื่อง 10 reasons why today’s cyber leaders are tomorrow’s world leaders หรือ 10 เหตุผล ทำไมผู้นำด้านไซเบอร์วันนี้ จะกลายเป็นผู้นำโลกในวันข้างหน้า… อธิบายผ่านธรรมชาติของงานด้านไซเบอร์ซึ่งมีพลวัตรสูง ปรับเปลี่ยนเร็ว อยู่กับข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เมื่อเจอวิกฤติแต่ละครั้ง ก็ต้องตัดสินใจเร่งด่วนภายใต้ความกดดัน ทักษะของคนวงการไซเบอร์จึงน่าสนใจและน่าจับตาดูว่า ผู้ที่ผลิตและทำงานกับเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้านั้น มีลักษณะและมีทักษะอะไร