The Paradox Of Choice… มีให้เลือกแต่ไม่มีที่อยากจะเลือก

Women's Closet

ถามก่อนว่า… ท่านเป็นคนมีเสื้อผ้าเต็มตู้จนบางวันไม่รู้จะใส่อะไรหรือไม่?… สมมุติว่าท่านลังเลและใช้เวลาเลือกเสื้อผ้าวันละครึ่งชั่วโมง… ผ่านไป 30 วันท่านคงเสียเวลา 15 ชั่วโมงไปกับการเลือกเสื้อผ้าที่มีอยู่มากมาย ซึ่งถ้าพฤติกรรมใครก็ตามที่เสียไปกับการลังเลแค่เรื่องเสื้อผ้า ว่าจะใส่อะไรดีวันละครึ่งชั่วโมงสม่ำเสมอ… ปีหนึ่งๆ คงเสียเวลาเปล่าไปกว่า 160 ชั่วโมง หรือเสียเวลาเปล่าๆ ราวหนึ่งสัปดาห์ต่อปีทีเดียว

และถ้าใครก็ตามที่ลังเลเลือกยากเรื่องเสื้อผ้า ก็คงลังเลเลือกยากเรื่องอาหาร เรื่องเลือกของใช้และอะไรอีกมาก… ผมมีเพื่อนหลายคนที่เลือกซื้อรถโดยการตะเวนไปตามโชว์รูมรถยี่ห้อเดียวกันเพื่อซื้อรถรุ่นที่ตัดสินใจเลือกแล้วนั่นแหละ แต่ตามสืบเอาของแถมว่าที่ไหนให้คุ้มกว่า… ซึ่งความลังเลกับตัวเลือกหรือทางเลือกทำนองนี้ หลายกรณีทำให้คนดีๆ กลายเป็นคนน่าเบื่อไปเลยก็มี ในขณะที่หลายกรณีกลายเป็นอุปนิสัยที่ทำลายโอกาสอื่นมากมายที่เจ้าตัวเอง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพลาดอะไรไปเพราะบกพร่องการตัดสินใจจนเสียเวลาที่ไม่ควรเสีย… ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็มักจะตัดสินใจไม่ต่างจากการตัดสินใจแรกอยู่ดี

ในทางทฤษฎี… การเลือกคือการกำหนดตัวเอง หรือ Self Determination อันเป็นความเชื่อมั่นทางใจที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองในด้านต่างๆ รวมทั้งแสดงตัวตน หรือแม้แต่การกำหนดรูปลักษณ์ของตัวเอง… 

การเลือกยึดโยงอยู่กับปัญหาหลายแบบ ตั้งแต่ปัญหาทางจิตวิทยาซึ่งอธิบายพฤติกรรมการตัดสินใจเลือก… ในทางเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ก็พยายามทำความเข้าใจการเลือกของมนุษย์ ผ่านการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลของปัจเจก… นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองก็พยายามศึกษากระบวนการตัดสินใจเลือก… รวมทั้งนักปรัชญายังตั้งคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับการเลือกด้วยว่า มนุษย์มีเจตจำนงเสรี หรือ Free Will แค่ไหนอย่างไรในการเลือก?

กรณีความหิวของคนยากจนกับความหิวของคนที่พยายามลดน้ำหนักที่มีต่อการเลือกอาหาร… ซึ่งคนยากจนขั้นหาน้ำสะอาดดื่มยังไม่มี ไม่ได้มีเสรีภาพในการเลือกอาหารหรือน้ำดื่มหรอก… แต่ทางเลือกที่มีอยู่จำกัดหรือแทบไม่มีเลยทำให้การตัดสินใจเรื่องอาหารไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ในขณะที่คนอยากลดน้ำหนัก ที่มีตัวเลือกอาหารมากมายให้ตัดสินใจ หลายกรณี “ลังเลเลือกไม่ได้” จากตัวเลือกมากมายเกินไปที่มีไว้ให้เลือก หรือเกิด Paradox Of Choice หรือเกิดย้อนแย้งขั้น “มีตัวเลือกให้เลือกมากมาย แต่ไม่มีที่อยากจะเลือก” ขึ้นมา

ผลงานตีพิมพ์เผยแพร่จากงานวิจัยอันลือลั่นของ Sheena Iyengar และ Mark Lepper หัวข้อ When choice is demotivating: Can one desire too much of a good thing? Journal of Personality and Social Psychology ซึ่งศึกษาวิธีตัดสินใจเลือกของคน ผ่านการทดลอง “ชิมเพื่อซื้อ” แยมทาขนมปังในซูเปอร์มาเก็ต… โดยการทดลองครั้งนี้ นักวิจัยได้ตั้งโต๊ะชิมแยมฟรีในซูเปอร์มาร์เก็ต… รอบแรกนักวิจัยวางแยมไว้เพียง 6 รสชาติให้กลุ่มตัวอย่างชิมและเลือกซื้อกลับบ้าน… อีกรอบวางแยมไว้ 24 รสชาติ หรือเพิ่มตัวเลือกเข้าไป 4 เท่า แล้วศึกษาเปรียบเทียบดูจำนวนคนที่หยุดมาลองชิมแยม หนึ่งประเด็น… และ ศึกษาเปรียบเทียบจำนวนคนที่ชิมแล้วตัดสินใจซื้อแยมชนิดใดชนิดหนึ่งกลับบ้านอีกหนึ่งประเด็น… สถิติเป็นแบบนี้ครับ

  • โต๊ะแยม 6 รสชาติมีคนเดินผ่าน 242 คน… หยุดชิมแยม 40% หรือ N=104
  • โต๊ะแยม 24 รสชาติมีคนเดินผ่าน 260 คน… หยุดชิมแยม 60% หรือ N=145

ที่น่าแปลกใจก็คือ… คนชิมแยมจากโต๊ะชิมเพียง 6 รสชาติ ซื้อแยมบางรสชาติกลับบ้าน 30% หรือ N=31… ในขณะที่คนชิมแยมที่โต๊ะ 24 รสชาติ ตัดสินใจซื้อแยมบางรสชาติกับบ้านเพียง 3% หรือ N=4 เท่านั้น

นักวิจัยอธิบายกรณีนี้ว่า… การมีตัวเลือกมากทำให้เกิดความลังเลแบบเลือกอันหนึ่งก็เสียดายอีกอันหนึ่ง… สิ่งที่เกิดขึ้นบนความลังเลนี้สามารถอธิบายผ่านโมเดลชื่อ Opportunity Cost หรือ การชั่งราคาของโอกาสที่เสียไปกับตัวเลือกที่ไม่ได้เลือก กับ ตัวเลือกที่อยากเลือก… ทำให้การมีตัวเลือกมาก ทำให้เกิดรู้สึกเสียดายมากเพิ่มขึ้นตามจำนวนตัวเลือก

ประเด็นเป็นแบบนี้ครับ… เมื่อเราใช้เวลาพินิจตัวเลือกด้วย Opportunity Cost ด้วยความลังเลว่า… อันนี้ก็ดี อันนี้ก็เข้าท่าอยู่นั้น เราได้ใช้ต้นทุนเวลาซึ่งเป็นต้นทุนของโอกาสอื่นๆ จนเหตุการรักพี่เสียดายน้องจบลง… ถ้าเหตุลังเลไม่เกิดขึ้นเป็นประจำเหมือนซื้อรถเลือกของแถม แต่เกิดกับการเลือกเสื้อผ้าใส่แทบทุกวัน หรืออยากกินอาหารทุกเมนูเวลาหิวก็คงไม่ดีกับใครเท่าไหร่

หลายคนไม่ได้มองว่าความลังเลชักช้า โดยยังสามารถสะสางธุระตามตารางได้ไม่ผิดพลาดจะเป็นปัญหาใหญ่โตอะไร… ซึ่งก็ไม่ใช่ประเด็นปัญหาหรอกถ้าท่านไม่ได้ให้คุณค่ากับเศษเวลาที่คนอีกกลุ่มหนึ่ง ใช้ทำประโยชน์ได้คราวละ 5-15 นาทีต่อวันและทำได้วันละหลายรอบ… ซึ่งเศษเวลาเหล่านั้นให้ผลลัพธ์อะไรดีๆ มากโขเติมใส่ชีวิตพวกเขาได้ไม่น้อยต่อปี… ผมรู้จักคนที่ใช้เศษเวลาอ่านหนังสือจบเป็นหลายเล่มต่อปี เขียนกลอน วางโครงร่างแผนวันรุ่งขึ้น หรือแม้แต่ Reskill กับคลิปติวสารพัดที่หาได้ในมือถือ… และที่สำคัญกว่านั้นคือ สามารถตัดนิสัยจุกจิกร่ำไรออกจากตัวได้เยอะทีเดียวครับ!

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

Smart Farmer

พัฒนาผู้ประกอบการต้นแบบ ฐานการเกษตร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งมั่นพัฒนาเกษตรกรต้นแบบ เพื่อยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ โดยจะต้องเน้นการปรับวิธีการทำการเกษตรจากรูปแบบเดิม ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ เน้นการผลิตสินค้าเกษตรด้วยการบริหารจัดการ ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต

clean cube

Ecube’s Solution… Smart Waste Management Solution #FridaysForFuture

ECube Labs เป็นอีก Tech Startup อีกหนึ่งรายที่สนใจเรื่องขยะ โดยพัฒนาระบบจัดการถังขยะอัจฉริยะโดยใช้พลังงานจากโซลาเซลล์และระบบ IoT ควบคุมการทำงาน โดยจะคอยตรวจสอบปริมาณขยะในถัง บีบอัดขยะในถัง และเรียกรถขยะมารับเมื่อขยะเต็มถังแล้ว ซึ่งทั้งหมดถูกสร้างเป็นแพลตฟอร์มสมบูรณ์แบบ ทำงานประสานกันจนเกือบจะเป็นกลไกอัตโนมัติสมบูรณ์แบบทีเดียว… ขาดก็แต่รถขนขยะที่เป็น Autonomous Level 4 เข้ามาเสริมทดแทนรถขนขยะเท่านั้นเอง

ClassCraft

ClassCraft… ที่ต้องเรียนเอาไปให้เล่น

การเรียนการสอนกับการเล่นเกมส์ในมุมมองของผู้เรียน ช่างไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่การเรียนก็มีคะแนนและการเลื่อนชั้น เป็นความท้าทายแบบเดียวกับเกมส์ที่ล้วนใช้คะแนนและการเลื่อนชั้น หรือ Up Level เหมือนกัน

Rain Man

Rain Man และ Autistic Savant #หนังดีที่เคยดู

Autistic Savant คือคนที่เป็นออทิสติกที่มีความสามารถพิเศษ โดยมากความสามารถที่โดดเด่นได้แก่ ดนตรี ศิลปะ การคำนวณปฏิทิน การคิดเลขเร็วแบบสายฟ้าแลบ ทักษะด้านเครื่องยนต์กลไก และการจดจำรายละเอียดต่างๆ ซึ่งอาจมีความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกัน… กลุ่มคนที่เป็น Autistic Savant มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่าพวก Rain man ที่เป็นชื่อหนังรางวัลออสการ์ในปี 1988