The Red Pig – Mercedes-Benz 300 SEL 6.8 #สุดสัปดาห์พาดูรถ

The Red Pig – Mercedes 300 SEL 6.8 AMG

ชื่อ Mercedes-Benz สำหรับผมถือว่าเป็นแบรนด์ที่มีเรื่องให้เรียนรู้และเล่าต่อได้หลายแง่มุม จนตัวเองถูกโน้มน้าวจากเรื่องราวมากมายที่ได้รับรู้และสัมผัสความเป็น Mercedes-Benz… ตั้งแต่มิติของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ยาวไปจนถึงขยะชิ้นส่วนและอะหลั่ยหมดสภาพ ซึ่งดึงดูดให้ผมข้ามผ่านชิ้นข้อมูลตรา Benz ที่อยู่ใกล้ตัวไปไม่ได้เลยสักครั้งมานานแล้ว

และนานมาแล้วที่ผมหยิบวารสารรถยนต์มาอ่าน ตามประสาคนอ่านทุกอย่างที่มือเอื้อมหยิบถึง… ภาพรถแข่งสีแดง ติดสติกเกอร์หมายเลข 35 และพาดหัวทับด้วยข้อความอะไรบ้างผมก็จำไม่ได้ แต่ที่ติดหัวมาจนถึงทุกวันนี้คือ ส่วนที่เขียนว่า Mercedes-Benz 300 SEL Red Pig

หลายปีหลังจากนั้น ผมได้งานเรียบเรียงบทความพิเศษในนามกองบรรณาธิการนิตยสารรถยนต์ฉบับหนึ่ง บรรณาธิการยกแฟ้มตัดเก็บข่าวเกี่ยวกับการแข่งขัน Endurance 24 ชั่วโมงปี 1971 และตำนาน Mercedes-Benz S Class ในสนามแข่งมาให้… และผมก็ไม่เคยถอนใจจาก S Class  และ Mercedes-Benz ได้อีกเลยนับแต่นั้นมา

พูดถึง การแข่งขัน Endurance Racing หรือการแข่งขันรถยนต์แบบเซอร์กิตยาวนาน 24 ชั่วโมง ในทางวิ่งแบบวนรอบแล้วรอบเล่า ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักนิยมความเร็วและสำนักแต่งรถทั่วยุโรป ที่จะได้เอาผลงานและไอเดียมาพิสูจน์กันในสนามจริง ทั้งแข่งกันและแข่งกับตัวเองภายใต้ภาวะกดดันสารพัด… ซึ่งก็มีบ่อยครั้งที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ลงมาสนุกด้วย หรืออย่างน้อยก็หนุนหลังทีมแข่งด้วยเงินทุนและชิ้นส่วนกันเป็นล่ำเป็นสัน เพื่อเอาข้อมูลกลับไปปรับปรุงเทคโนโลยีและสมรรถนะรถยนต์ที่ผลิตออกขายในรุ่นต่อๆ มานั่นเอง

การแข่งขัน Endurance ปี 1971 ที่ผมพูดถึง เป็นการแข่งขันที่มีชื่อเต็มๆ ว่า The 24 Hours of Spa ที่สนาม  Circuit de Spa-Francorchamps ในเขตเมือง Stavelot ประเทศ Belgium ซึ่งปีนั้นยังเป็นเซอร์กิตเก่า มีระยะทางต่อรอบถึง 14 กิโลเมตร และบางส่วนของทางแข่งยังเป็นถนนสาธารณะที่กั้นใช้เพื่อการแข่งขันชั่วคราวด้วย… รถที่สมัครเข้าแข่งขันจะมีหลายรุ่นหลายขนาดเครื่องยนต์ ตั้งแต่รถเล็กความจุกระบอกสูบน้อยกว่า 1,000 ซีซี ไปจนถึงเครื่องยนต์ 6834 ซีซี… ซึ่งแต่ละรุ่นก็แข่งขันกันเองเหมือนแข่งกรีฑา

แชมป์รุ่นใหญ่ The 24 Hours of Spa ปี 1971 คราวนั้นเป็นของ Mercedes-Benz 300 SEL ขนาด 6.3 ลิตร ที่ปรับแต่งใหม่โดยสำนัก AMG ของอดีตวิศวกรของ Mercedes–Benz สองคน… โดยคว้านเสื้อสูบ–ตีปลอก–อัดแหวนใหม่ เพิ่มความจุจาก 6,332 ซีซี ไปเป็น 6834 ซีซี… รีดแรงม้าลงพื้นถนนผ่านล้ออัลลอยด์กับยางหน้ากว้างได้เต็มๆ ถึง 420 แรงม้า หรือ 313 กิโลวัตต์… ซึ่งรถยนต์ในท้องถนนยุคนั้นยังหาแรงม้าเกิน 60 ได้น้อยมาก… และตัวแข่งไซส์ยักษ์จาก AMG นอกจากจะมาแบบบ้าพลังระดับ Muscle Car แล้ว ยังฉาบด้วยสีแดงเพลิงจนได้ฉายา Red Pig และมีหมายเลข 35 แปะประตู… นอกจากจะได้แชมป์รุ่นใหญ่แล้ว เจ้า Red Pig ยังได้รองแชมป์ OverAlls ของรายการด้วยสถิติจ่อที่หนึ่งอย่าง Ford Capri RS ซึ่งน้ำหนักตัวต่างกันลิบลับ

The Red Pig สร้างสรรค์ปรับจูนเครื่องยนต์โดย Werner Aulfrecht และ Erhard Melcher สองผู้ก่อตั้ง Aulfrecht–Melcher–Großaspach หรือ AMG ซึ่งปรับแต่ง Mercedes-Benz 300 SEL W109 จากรถอุบัติเหตุจนสร้างตำนานอันยิ่งใหญ่… ส่วนสำนักแต่ง AMG ก็ได้เงินลงทุนทางตรงจาก Mercedes–Benz และถูกควบรวมเป็นบริษัทในเครือของ Mercedes–Benz ในเวลาต่อมา… ความโดดเด่นและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการพัฒนาเครื่องยนต์ของ AMG โดยสองผู้ก่อตั้งนั้น… พวกเขาชัดเจนถึงขั้นตั้งโรงงานพัฒนาเครื่องยนต์ของตัวเองชื่อ AMG Motorenbau und Entwicklungsgesellschaft mbH หรือ AMG Engine Production and Development, Ltd. ขึ้นในปี 1967 เพื่อเป็นฐานในการสร้าง Super Cars ของตัวเองเหมือน Ferrari หรือ Spyker… ซึ่งถ้าผู้บริหาร Mercedes–Benz ยุคนั้นใจไม่ถึงพอจะทุ่นเงินลงทุนเพื่อดึงมือดีกลับคืนอ้อมแขน… ผลงานสร้างสรรค์และนวัตกรรมในนาม Mercedes–Benz และ AMG อาจจะไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ก็ได้

ส่วน The Red Pig คันในตำนาน… ถูกขายต่อให้กับโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินขับไล่ในฝรั่งเศษชื่อ Matra เพื่อใช้ในการทดสอบเครื่องยนต์และระบบเกียร์ลงจอด… ก่อนจะมีแฟนพันธ์แท้ฟื้นชีพ Red Pig ด้วยการทำรถเหมือนคันในตำนานขึ้นใหม่ 5 คันโดยสำนักแต่ง Waxenberger 69 และเริ่มเอาออกงานแสดงรถยนต์อีกครั้งในปี 2014 และปัจจุบันมีจัดแสดงไว้ที่ Mobilia Automotive Museum ในประเทศ Finland หนึ่งคัน… 

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Recent Posts

Related Post

ออกแบบชีวิตหลังเกษียณอย่างไรในยุคดิจิตอล

ปี 2019 เป็นปีครบรอบ 50 ปีที่มนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์และกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย… ถ้าท่านอายุ 50 ปีในปีนี้ ผมเชื่อว่าตอนท่านเริ่มทำงานช่วงอายุยี่สิบต้นๆ คงไม่มีใครนึกถึง YouTube, Google, Facebook, Line หรือโทรศัพท์มือถือ ที่ปัจจุบัน หลายท่านนอกจากจะต้องพกมือถือแล้ว ยังต้องพกแบตเตอรี่สำรอง สายชาร์จ ปลั๊ก และหูฟัง ไปไหนมาไหนด้วยอีกต่างหาก

Brain

Neuroscience and Andragogy Principles… ประสาทวิทยากับหลักการพื้นฐานการศึกษาผู้ใหญ่

Andragogy จึงแตกต่างจาก Pedagogy ตรงที่การให้คุณค่าของ “ความรู้และประสบการณ์เดิมที่สมองสะสมมา” ในขณะที่ Pedagogy จะมุ่งให้คุณค่ากับข้อมูลความรู้และประสบการณ์ที่ต้องการป้อนให้สมองทางเดียว… Andragogy จึงโดดเด่นอย่างมากเมื่อคุณค่าและประสบการเดิม ถูกบูรณาการเข้ากับความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ

VR Education

Tech-Enabled Immersive Learning และ Extended Reality #ReDucation

Extended Reality จะเน้นการเห็นภาพและได้เคลื่อนไหวร่างกายประสานกับคอมพิวเตอร์ หรือ จักรกลอื่นๆ ที่ออกแบบบูรณาการกันไว้เพื่อสร้างประสบการณ์เหมือนจริง แบบเดียวกับชุดฝึกบินจำลอง ที่สามารถกระตุ้นการเรียนรู้ไปที่สมองส่วนหน้าโดยตรง เหมือนได้สัมผัสประสบการณ์จริงทุกอย่าง ยกเว้นความเสียหายเมื่อพลาดพลั้งที่สามารถกลับไปเริ่มต้นใหม่ได้ และ ฝึกซ้ำๆ จนไม่พลาดได้

Coaching

Effective Coaching Skills

การโค้ชถือเป็นหน้าที่และคุณค่าของผู้นำ ซึ่งการโค้ชที่มีประสิทธิภาพถือเป็นวิธีการปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกทีม ซึ่งอาจจะมีทั้งช่วยเหลือ สอนและสร้างแรงบันดาลใจ โดยผู้นำจำเป็นต้องผสมผสานความสมดุล เพื่อเป็นโค้ชที่มีประสิทธิภาพภายใต้บริบทประจำวันของทีม…