Top Gun 1986

การแข่งขันพัฒนาอาวุธระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น มีเรื่องเล่าหลายแง่มุมให้วงการภาพยนตร์นำมาดัดแปลงเพื่อสร้างความบันเทิง ไปพร้อมๆ กับการส่งสารแฝง หรือที่นักโฆษณาประชาสัมพันธ์เรียกกันว่า Tie-in… ซึ่งถ้าเป็นการถ่ายทำภาพยนตร์โดยผู้กำกับที่มีชื่อเสียง หรือแสดงบทในภาพยนตร์โดยนักแสดงยอดนิยมด้วยแล้ว บ่อยครั้งเราจะได้เห็นมุมกล้องจับภาพสินค้าหรือบริการที่ถูกแฝงโฆษณามาด้วย จนหลายครั้งเราแทบไม่รู้สึกว่าเป็นการโฆษณาเลยก็ว่าได้

แต่กับภาพยนตร์บางเรื่อง… การโฆษณาถูกวางไว้บนโครงเรื่องตรงๆ โดยไม่จำเป็นต้องยิงภาพเป็น Tie-in เล็กๆ น้อยๆ แทรกมาเหมือนที่เราเห็นการกวาดภาพจากท้องฟ้าผ่านป้ายโฆษณาบนหลังคาตึก… หรือให้นักแสดงยกขวดเครื่องดื่มให้เห็นแบรนด์ หรือให้นักแสดงมองเวลาแล้วตัดภาพหน้าปัดนาฬิกาขึ้นจอให้เห็นชื่อรุ่นและแบรนด์อย่างชัดเจน… ซึ่งถือว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ “การใช้โครงเรื่องแฝงสารเชิงโฆษณา” ไปถึงเป้าหมายหรือผู้ชมอย่างกลมกลืน จนอิ่มเอมไปกับสารหลักและสารแฝงที่พ่วงติดมาด้วยกันโดยไม่รู้ตัว

ปี 1986… ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องนักบินขับไล่เครื่อง F-14A Tomcat ชื่อ Pete Mitchell เจ้าของนามเรียกขาน หรือ Call Sign “Maverick” สังกัด United States Naval Aviator แห่งกองทัพเรือสหรัฐ… ซึ่งเป็นนักบินที่มีทักษะการบินทางยุทธวิธีและบิดผาดแผลงที่หาตัวจับยาก ห้าวและหึกเหิมไม่ว่าจะอยู่บนท้องฟ้าหรือในสโมสรนายทหารเรือ

ผมกำลังพูดถึงภาพยนตร์ในตำนานอย่าง Top Gun ที่กองทัพเรือสหรัฐ ใช้ทรัพยากรของกองทัพเรือเข้าฉากมากมายจนกลายเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำฉากการบินได้สมจริงที่สุดในโลก ในยุคที่ยังไม่มี CG ช่วยทำภาพสมจริงอย่างในปัจจุบัน… ซึ่งเรื่องราวกว่าจะมาเป็นภาพยนต์อมตะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่ง ก็มีเรื่องเล่าเบื้องหลังที่สนุกสนานไม่แพ้ที่ดูในจอเหมือนกัน

ภาพบทความเรื่อง Top Guns โดย Ehud Yonay ใน California Magazine ฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 1983
ภาพจากบทความเรื่อง Top Guns โดย Ehud Yonay ใน California Magazine ฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 1983

ภาพบทความเรื่อง Top Guns โดย Ehud Yonay ใน California Magazine ฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 1983
ภาพบทความเรื่อง Top Guns โดย Ehud Yonay ใน California Magazine ฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 1983

Jerry Bruckheimer นั่งอ่านบทความเรื่อง Top Guns โดย Ehud Yonay ใน California Magazine ฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 1983… ในนั้นมีบทความเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ และเรื่องราวในเนื้อหาทำให้เขาต้องโทรหาเพื่อนคู่หูคือ Don Simpson ที่ประสบความสำเร็จจากหนังอย่าง Flashdance และ Beverly Hills Cop ซึ่งทั้งสองตัดสินใจติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์เนื้อหาในบทความเพื่อนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนต์ และได้ Jim Cash และ Jack Epps Jr. มาช่วยดูเรื่องเขียนบท

งานนี้น่าตื่นเต้นถึงขั้นทำให้ Jack Epps Jr. ได้ไฟเขียวให้เข้าไปสังเกตุการณ์ในหน่วย Top Guns ที่ Naval Air Station หรือ NAS ในเขตเมือง Miramar รัฐแคลิฟอร์เนียด้วยตาตัวเองทีเดียว… ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากองทัพเรือสหรัฐ สนใจจะแฝงงานประชาสัมพันธ์มาในภาพยนต์เรื่องนี้ตั้งแต่เปิดประตูต้อนรับ Jack Epps Jr. มาดูงานในเขตชั้นในของฐานทัพแล้ว

แต่บทร่างแรกกลับน่าผิดหวัง เพราะดันไปคล้ายคลึงกับบทภาพยนต์เรื่อง An Officer and A Gentleman ที่เคยออกฉายช่วงกลางปี 1982… ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขที่กองทัพเรือตั้งขึ้นในกรณีที่ กองทัพเรือจะสนับสนุนหรือร่วมเป็นสปอนเซอร์ในการถ่ายทำภาพยนต์… โดยมีเงื่อนไขหลัก 3 ประเด็นใหญ่ต้องพิจารณาให้ผ่านก่อนได้แก่… ต้องสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกให้กองทัพเรือหนึ่ง… ต้องให้ข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือในเนื้อเรื่องอีกหนึ่ง และ ต้องเป็นหนังที่มีรสนิยมที่ไม่เลวร้ายหรือไม่ทำโครงเรื่องจากปมปัญหาเลวร้ายใส่กองทัพหรือคนจากกองทัพ

ในขณะที่บทหนังก็ไม่ลงตัว ฉากหนังก็ต้องการความสมจริงถึงขั้นต้องได้ภาพ F-14 จริงๆ เข้าฉาก แทนที่จะถ่ายภาพเครื่องบินจำลองบน Blue Screen และตัดต่อซ้อนภาพเอาอย่างหยาบๆ… กองทัพเรือเองก็ดูเหมือนจะเห็นแนวทางการใช้ภาพยนต์เป็นเครื่องมือโฆษณาประชาสัมพันธ์เช่นกัน การพูดคุยประนีประนอมเงื่อนไขการพัฒนาบทหนังจึงเข้าสู่ความร่วมมือค่อนข้างราบรื่น… แม้ต้องใช้เวลายาวนาน และแก้บทกันถึงขั้นไม่ยอมให้มีบทนักบินหญิงเดทกับนักบินชาย ซึ่งผิดระเบียบฐานทัพก็ไม่ได้ 

Jerry Bruckheimer ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง ลงทุนจ้าง Pete Pettigrew อดีตนักบินกองทัพเรือ เจ้าของนามเรียกขาน “Viper” มาเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคให้มือเขียนบททั้งสองอย่างจริงจัง… แต่งานปรับแก้ต้นฉบับทั้งจากที่ปรึกษาอย่าง Pete Pettigrew และจากตัวแทนกองทัพเรือหลายประเด็นถูกปฏิเสธจากมือเขียนบท เพื่อรักษาวัตถุประสงค์ของบทหนังที่ต้องการส่งแรงบัลดาลใจดีๆ ให้ผู้ชม… แต่พวกเขาก็ยอมเปลี่ยนชื่อเรื่องจากต้นฉบับ Top Guns มี S ต่อท้าย เหลือเพียง Top Gun เพื่อให้ข้อมูลต่างกันชัดเจนในทางเทคนิค

แต่บทหนังที่มีเครื่องบินและฉากการบินมากเกินไป กลับทำให้ผู้จัดจำหน่ายอย่าง Paramount Pictures ไม่ยอมลงนามเพื่อให้ผู้อำนวยการสร้างเอาสัญญาไปหาทุนสร้างได้… ซึ่งก็เป็นเรื่องเชื่อยากที่กองทัพเรือจะช่วยให้การถ่ายทำออกมาสมจริงได้จริงๆ เพราะธรรมเนียมการถ่ายหนังที่ใช้สถานที่และฉากจริงจากกองทัพหรือรัฐบาลยังเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงเพราะไม่เคยมีใครทำมาก่อน… แต่ก่อนที่ความหวังจะถูกพับไปตอนนั้น ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารในพาราเมาท์… Top Gun จึงได้เงินอีก 14 ล้านดอลลาร์มาเติมกับทุนสร้างของผู้อำนวยการสร้างทั้งสองอีก 1 ล้านดอลลาร์ รวมเป็นทุนสร้างมากถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด่านต่อมาคือการหาตัวผู้กำกับ… Jerry Bruckheimer และ Don Simpson ได้ทาบทาม Tony Scott ผู้ยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันด้วยซ้ำในตอนนั้น แถม Tony Scott ยังมีแนวคิดที่จะกำกับ Top Gun ให้ออกแนววันสิ้นโลก เอาอย่าง Apocalypse Now ผลงานระบือโลกของ Francis Ford Coppola เสียอีก… แต่ก็โชคดีที่ธีมของหนังออกมาในแนว Rock and Roll บนท้องฟ้าแทน แม้จะต้องมีฉากพันตู หรือ Dogfight ของเครื่องบินรบ F-14 กับ MIG-28 ทั้งเริ่มเรื่องและปิดท้ายตามพล๊อตสงครามเย็นอเมริการบชนะโซเวียต… โลกก็ไม่ต้องล่มสลายวันนั้นก็ได้

Top Gun ได้ Tom Cruise มารับบท Pete “Maverick” Mitchell นักบินฝีมือดีที่ถูกเลือกให้เข้าร่วมฝึกโปรแกรม Top Gun ที่มีแต่นักบินชั้นยอดของกองทัพเรือสหรัฐที่ถูกคัดมาเป็นพิเศษ เพื่อฝึกทำภาระกิจการบินทางยุทธวิธีชั้นสูง… Maverick เข้า Top Gun กับ Goose นักบินผู้ช่วยที่เป็นเพื่อนรัก โดยผ่านการทำชั่วโมงบินและมีประสบการณ์เจอเครื่องบิน MIG-28 จากสหภาพโซเวียตมาด้วยกันก่อนจะถูกเลือกเข้า Top Gun… ซึ่งประสบการณ์เจอ MIG-28 นี่เองที่กลายเป็นที่สนใจของ Charlotte Blackwood หรือ Charlie ซึ่งอยู่ในทีมครูการบิน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเครื่องบินจำลอง หรือ Simulators และ Astrophysics ที่สนใจข้อมูลเครื่องบินสมรรถนะสูงจากสหภาพโซเวียตอย่างเครื่องตระกูล MIG ซึ่งการออกแบบและสร้างจากโรงงาน Mikoyan ในรัสเซีย

Maverick ตกหลุมรัก Charlie ตั้งแต่แรกเห็น… แถมยังทำเท่ห์ร้องเพลง You’ve Lost That Lovin’ Feelin’ จีบสาวสวยในสโมสรนายทหารโดยไม่รู้ว่า สาวสวยคนนั้นคือครูการบินที่ต้องเจอในเช้าวันรุ่งขึ้น… ซึ่ง Charlie Blackwood ก็เป็นฝ่ายปิ๊งนักบินท่าทางมาดมั่นคนนั้นไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อเขาให้ข้อมูลเรื่องเครื่องบิน MIG ที่มีหลักฐานจากเรดาห์ว่ามีการบิดเฉียดกันจริงโดย F-14 ที่มีนักบินที่หนึ่งนาม Maverick… และเจ้าตัวให้ข้อมูลว่า เขาเห็นเครื่องบิน MIG อยู่ใต้เขาที่ความเร็วเหนือเสียงภายใต้แรงเค้นระดับ 4G… ซึ่ง Charlie Blackwood สงสัยว่า Maverick เห็นเครื่องบิน MIG ที่อยู่ใต้ลงมาได้ยังไง และเขาทำอะไรกับเครื่องบิน MIG ลำนั้น… ซึ่งพฤติกรรมการบินตีลังกาหงายท้องปาดเฉียดเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงจากโซเวียตเพื่อให้นิ้วกลาง ถือว่าฝืนกฏทางฟิสิกส์การบินหลายอย่าง

คำตอบที่สะท้อนความห่ามและแสนฉลาดของ Maverick ทำให้สาวมั่นที่อยู่ในสถานะครูการบิน ห้ามใจไม่อยู่จนกล้าเดทกับนักบินในหลักสูตร… ซึ่งบทใน Top Gun ให้ภาพความสัมพันธ์ทั้งสองดูเป็นกิ่งทองใบหยกอย่างน่าอิจฉา… จนกระทั่งเกิดอุบัตเหตุระหว่างบิน ทำให้ Goose เสียชีวิตจากการดีดตัวผิดพลาด ในขณะที่ Maverick รอดคนเดียว

Pete Maverick Mitchell กลายเป็นคนซึมเศร้า ขาดแรงใจจะขึ้นบินเพื่อทำภาระกิจใดๆ แม้การสอบสวนจะไม่พบความบกพร่องจากเขา… Maverick ถอดใจเพื่อหนีความเสียใจที่ลบยังไม่ได้ โดยไม่คิดแม้แต่จะร่ำลาคนรักอย่าง Charlie ด้วยซ้ำ… แต่ Charlie ก็ตามมาจนทันก่อนที่ Marevick จะหนีตัวตนให้พ้นโดยไม่ใส่ใจอะไร… แต่ Charlie ก็พบว่าเธอมาสายเกินกว่าจะรั้ง Pete Mitchell ให้อยู่เพื่ออะไรอื่นอีกได้ทัน… ฉาก So Long Pete Mitchell และประโยค So I’m too late. You’ve already left. สำหรับผมจึงเป็นฉากที่มีความหมายมากมาย แทบจะเป็นฉากเดียวในหนังเรื่องนี้ที่ผมประทับใจ

So Long Pete Mitchell

ผมไม่เล่าเรื่อง Top Gun ต่อแล้วน๊ะครับ… เอาเป็นว่า หนังดูสนุกทีเดียวถ้าเข้าใจว่านี่เป็นหนังเมื่อเกือบ 40 ปีมาแล้ว… โดยส่วนตัวผมชอบเพลงประกอบอย่าง You’ve Lost That Lovin’ Feelin’ จากวง Righteous Brothers กับ Take My Breathe Away ที่ผมยังฟังประจำอยู่ทั้งสองเพลงจนปัจจุบัน… ซึ่งส่วนตัวมองว่า Top Gun 1986 เป็น Rock ‘n Rool ได้เพราะเพลงประกอบ กับเสื้อแจ๊กเก็ตทุกตัวที่เข้าฉากมานี่เอง… อีกอย่างที่ว๊าวก็คือ Porsche 356 ครับ

Take My Breathe Away

Top Gun Ending Scene – You’ve Lost That Lovin’ Feelin’

ส่วนประเด็นการ Tie-in หรือสอดโฆษณาขั้นสุดยอดเทพโดยกองทัพเรือสหรัฐและแว่นตา Ray-Ban ถือว่าประสบความสำเร็จจนกลายเป็นธรรมเนียมรายได้อีกทางของวงการภาพยนต์ทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

TOP GUN 1986… ครับผม!

References…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

Open Book Exam

Open Book Exam และ Take Home Exam

การสอบ ถือเป็นธรรมเนียมการเรียนการสอน อันเป็นกิจกรรมสำคัญของโรงเรียน สถานศึกษา ที่วงจร “สอนและสอบ” คือกิจกรรมภาคบังคับ โดยยึดผลการสอบเป็นตัวชี้วัดผลการเรียน ซึ่งการสอบที่เราคุ้นเคยและผ่านกันมาตั้งแต่เด็ก ในทางเทคนิคจะเรียกว่า Close Book Exam หรือปิดตำราเข้าสอบ อนุญาตให้เอาแต่ดินสอปากกายางลบเท่าที่จำเป็นติดตัวเข้าห้องสอบได้ และยังใช้คนคุมสอบ เฝ้าและกวาดสายตาคอยจับผิดตลอดเวลา

Lionel Richie - Hello

Hello – Lionel Richie

ประโยค “Hello, is it me you’re looking for.” ที่ Lionel Richie ทักทาย James Carmichael วันนั้น… ความขี้เล่นของ Lionel Richie ผู้กำลังนั่งอยู่กับเปียนโนจึงไม่ได้ทักเปล่าๆ แต่เคาะเปียนโนตรงหน้าไปด้วย จนทำให้ James Carmichael เข้าใจว่านั่นคือเนื้อร้องของเพลงที่จะบรรจุลังอัลบั้มใหม่ จึงบอกดุๆ ให้ Lionel Richie กลับไปแต่งเนื้อมาให้จบ

LMS

Learning Management Systems…

สิ่งที่เราอยากสอนออนไลน์นั้นต้องการระบบในการจัดการขนาดไหน องค์กรบางแห่งพัฒนาระบบอบรมภายใน หรือสอนงานโดยแปลงคู่มือมาเป็นไฟล์ HTML วางไว้ให้พนักงานเปิดอ่านเองและถือว่าทุกคนปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่ได้… ในขณะที่หลายองค์กรมีระบบติดตามว่า พนักงานคนไหนอ่านอะไรไปแล้วบ้าง หรือเรียนรู้เรื่องอะไรไปแล้วแค่ไหน… ส่วนการจัดการสอนเต็มรูปแบบ ก็จำเป็นจะต้องติดตามและรู้จักผู้เรียนที่เข้ามาเรียนและมาใช้เนื้อหาอย่างละเอียด รวมทั้งประเมินความรู้ของผู้เรียนตามวัตถุประสงค์การสอนด้วย… ซึ่งทั้งหมดต้องการระบบการจัดการบทเรียนที่มีประสิทธิภาพ และทั้งหมดมีอยู่ในซอฟท์แวร์ระบบที่เรียกว่า LMS หรือ Learning Management Systems

How to say no

วิธีตอบว่าไม่… ให้เป็น!

หลายท่านคงเคยเจอกับสถานการณ์ที่แสนจะลำบากใจ จากการร้องขอหรือคำสั่งร้อยแปดพันเก้า ที่ไม่ได้อยากให้หรือทำอะไรให้ตามที่ขอเลยแม้แต่น้อย… การถูกร้องขอที่ใจอยากปฏิเสธเหลือเกินแต่หลายครั้งดันเกิดอาการหัวผงกปากโอเคจนตัวเองซึมเศร้าตั้งแต่นาทีนั้นต่อมาก็มี