V2MOM… 100% Successfully Framework

V2MOM

Salesforce และ Marc Benioff ถือเป็นซุปเปอร์สตาร์ใน Silicon Valley และวงการ Startup โดยมีความสำเร็จของ Salesforce ด้วยมูลค่าธุรกิจขนาดสามหมื่นล้านดอลลาร์ ที่เติบโตจากคุณค่าของการเป็นซอฟต์แวร์ธุรกิจสาย Digital Marketing และ Customers Relationship Management Software ที่เป็นตัวเลือกต้นๆ สำหรับธุรกิจทั่วโลก

Marc Benioff
Credit: https://fortune.com

แต่วันนี้ไม่คุยกันเรื่อง Salesforce แต่จะไปพูดถึง Framework ชื่อดังที่พัฒนาโดย  Marc Benioff ที่เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Salesforce กับตำนานการสร้างธุรกิจมูลค่าสามหมื่นล้านดอลลาร์ กับพนักงานกว่า 15000 คน… ที่สร้างขึ้นจากกรอบการพัฒนาองค์กรที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่ชื่อ V2MOM ซึ่งผมคิดว่ามีความน่าสนใจในการวางลำดับแนวทางการผลักดันเรื่องยากๆ อย่าง… การสร้างนวัตกรรม หรือการออกจาก Comfort zone เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม

มาดูกันครับว่า… วีทูมัม หรือ V2MOM มีกรอบและลำดับอย่างไร?

Vision

V ตัวแรกคือ Vision หรือวิสัยทัศน์นั่นเองครับ… ถ้าหากไม่มีวิสัยทัศน์ ก็ไม่มีอะไรให้ไปทำต่อแล้วหล่ะ… ประเด็นก็คือ วิสัยทัศน์เป็นภาพที่เราอยากเห็นตัวเองหรือองค์กรที่เราบริหารและทำงานให้ มีภาพในอนาคตอย่างไร… ตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งกำหนดวิสัยทัศน์ว่าตัวเองจะเป็นวิศวกรสร้างหุ่นยนต์เหมือนมนุษย์ หรือผู้บริหารสายการบินแห่งหนึ่งกำหนดวิสัยทัศน์ว่า จะเป็นสายการบินที่ตรงเวลาที่สุดในโลก… หรือชายคนหนึ่งมีวิสัยทัศน์ว่าจะไปสร้างนิคมบนดาวอังคาร เป็นต้น

วิสัยทัศน์เป็นเรื่องกล้าคิดและกล้าตั้งเป้าหมาย… ไม่เกี่ยวกับสำเร็จหรือล้มเหลวในการสร้างหรือไปถึงเป้าหมายนั้น ที่เป็นเรื่องของพันธะกิจที่ต้องลงมือลงแรงและลงทุน โดยมีวิสัยทัศน์เป็นปลายทางที่จะไป… การสร้างวิสัยทัศน์จึงเป็นเรื่องไม่ยาก

Values

V ที่สองใน Framework V2MOM คือ Values หรือคุณค่า ซึ่งตรงนี้จะอธิบาย Vision ที่ท่านคิดและวางไว้ว่ามีคุณค่าให้ถางทางและเดินตามวิสัยทัศน์ที่ว่าหรือไม่ อย่างเช่นคุณค่าของการเป็นวิศวกรสร้างหุ่นยนต์เหมือนมนุษย์ จะช่วยให้มนุษย์มีเพื่อนช่วยงานที่ไม่ต้องขอไปนอน ขอพักกินข้าวหรือเกี่ยงงานที่ยังไม่มีอารม์จะทำ… หรือการเป็นสายการบินที่ตรงเวลาที่สุดในโลก จะช่วยให้ผู้โดยสารเชื่อมั่นเรื่องนัดหมายและกิจกรรมอื่นๆ ทั้งก่อนและหลังบินได้อย่างมั่นใจ เพราะคนเดินทางย่อมมีธุระสำคัญที่ต้องรีบไปจัดการเสมอ สายการบินก็จะได้ผู้โดยสารที่มีคุณภาพ สุดท้ายก็นำไปสู่ยอดขายตั๋วและกำไรแก่องค์กรในที่สุด… พูดถึงสายการบินที่ตรงเวลา ก็นึกถึงสายการบินบางเจ้าในอดีต ที่เกือบเจ๊งเพราะคู่แข่งตรงเวลากว่าก็เคยมีมาแล้วในเมืองไทย… เวลาสำคัญมากครับ

กลับมาที่การหาคุณค่าหรือ Values ให้วิสัยทัศน์ที่วางไว้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันคือเหตุผลที่เราจะลงมือทำพันธะกิจตามวิสัยทัศน์ ซึ่งวิสัยทัศน์ที่จะสร้างคุณค่าได้ นอกจากจะต้องทำให้ได้แล้ว ส่วนมากจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสำหรับสภาพแวดล้อมปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด… นั่นแปลว่า วิสัยทัศน์ยากๆ ต้องการเหตุผลสนับสนุนเกินระดับธรรมดาเช่นกัน จึงจะมีแรงโน้มน้าวให้ตามวิสัยทัศน์นั้นไป… ยิ่งเป็นวิสัยทัศน์ระดับองค์กรที่ต้องโน้มน้าวคนจำนวนมาก… Values ของจุดหมายปลายทางที่เราจะไปยิ่งต้องชัดเจนสำหรับทุกคนด้วย

Methods

มาถึงตัวอักษรตัวที่สามคือ M ที่ย่อมมาจาก Methods ซึ่งก็คือวิธีการไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ตามวิสัยทัศน์นั่นเอง ความจริงของเดิมเราจะใช้คำว่า Mission นั่นแหละครับ แต่ Marc Benioff เลือกใช้คำว่า Methods อธิบาย Framework ที่เข้าสร้างขึ้น

ขั้นนี้จะมองหาเงื่อนไขที่วิสัยทัศน์จะถูกดำเนินการให้เกิดขึ้นจริง… ตัวอย่างวิสัยทัศน์ไปสร้างนิคมที่ดาวอังคาร ซึ่งการจะไปสร้างนิคมที่นั่นได้ ก็ต้องเดินทางไปให้ได้ จะเดินทางได้… ก็ต้องมีพาหนะชั้นเลิศ ที่สามารถหนีแรงโน้มถ่วงของโลกได้… 

ผมกำลังยกตัวอย่างจากวิสัยทัศน์ของ Elon Musk จนเกิด SpaceX… ที่หลายปีมานี้ Elon Musk ยังไปตั้งนิคมบนดาวอังคารไม่สำเร็จ แต่วิสัยทัศน์ของเขา กับ Methods การเดินทางไปดาวอังคาร ก็สร้างโอกาสทางธุรกิจให้ SpaceX กลายเป็นเที่ยวบินส่งดาวเทียมที่มีสัญญาจ้างยาวจนไม่ต้องเสียเวลากับการหาลูกค้าหรือการตลาด… กรณีนี้จะเห็นว่า วิสัยทัศน์หลักยังไม่ได้บรรลุผลสำเร็จเลย… แต่โอกาสและกำไรเกิดขึ้นแล้วมหาศาล

Obstacles

ตัว O ใน Framework ของ Marc Benioff มาจากคำว่า Obstacles หมายถึงปัญหาอุปสรรคหรืออีกภาพหนึ่งของอุปสรรคก็คือความท้าทาย ที่เราต้องละเอียดรอบครอบ 

ตัวแปร Obstacles ไม่ว่าจะอยู่ใน Framework นี้หรือที่ไหน จะหมายถึงตัวแปรชี้ทางความสำเร็จและความล้มเหลวด้วยเสมอ… เรื่องก็ง่ายๆ แค่ผ่านตัวแปร Obstacles ไปได้ ท่านเข้าใกล้เป้าหมายอีกขั้นแล้ว… ในทางกลับกับ ถ้ายังผ่านตัวแปร Obstacles ไม่ได้ ก็ยังไกลเป้าหมายอยู่เท่าเดิม

ประเด็นก็คือ… ตัวแปร Obstacles โดยข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้มีอะไรเป็นลบเลย แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ได้มองในมุมท้าทายอย่างที่ควรจะเป็น และหลายครั้งตัวแปรนี้ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคและหมายถึงตัวแปรความล้มเหลว ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริง… การยังเอาชนะอุปสรรคไม่ได้ ทุกสิ่งก็ยังเหมือนเดิม

หลายครั้งที่วิสัยทัศน์ดีๆ ถูกทำลายลง… โดยมากจะมาจากการมองตัวแปรอุปสรรค หรือ Obstacles เป็นความสิ้นหวังหรือหาทางข้ามไม่ได้… ซ้ำร้ายยังเอาตัวแปร Obstacles ไปพิจารณาและพูดถึงก่อน Values และ Methods ด้วยอีกต่างหาก… และบ่อยครั้งเป็นการยก Obstacles มาพูดโดยคนหัวโต๊ะในที่ประชุม หรือคนกินข้าวมามากและอาบน้ำร้อนมาก่อนเสียด้วย

วิธีแก้คือการเปลี่ยนมุมมองให้เป็นความท้าทายซิครับ… พี่น้องตระกูลไรท์ ท้าทายเรื่องคนบินได้ จนทุกวันนี้เรื่องบินได้เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว…

Measures

M สุดท้ายในวีทูมัมคือการวัดและประเมิน ซึ่งเป็นเครื่องชี้ว่ามีอะไรบ้างที่จะบอกให้เรารู้ว่าเราไม่หลงทางระหว่างเดินตามวิสัยทัศน์ และเมื่อถึงปลายทาง เราจะเห็นอะไรหรือได้อะไร… โดยทั่วไปการออกแบบเครื่องมือวัดก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากซับซ้อนหรอกครับ… ตัวอย่างกรณีวิสัยทัศน์ของเด็กที่อยากเป็นวิศวกรหุ่นยนต์ ปลายทางคือสร้างหุ่นยนต์ต้นแบบให้สามารถ เดินเล่นคุยกันในสวนได้ ก่อนจะถึงตอนนั้น เด็กคนนี้ต้องสอบเข้าเรียนสายวิศวกรรมในมหาวิทยาลัยให้ได้ ซึ่งจะสอบเข้าเรียนได้ ตอนเรียนมัธยมต้องเรียนสายวิทย์เตรียมความพร้อม

Methods หยาบๆ ว่าจะได้สร้างหุ่นยนต์ได้ยังไงมีแบบนี้… การออกแบบเครื่องมือวัดก็ประมาณ มอปลายต้องเข้าเรียนสายวิทย์น๊ะ… ลำดับต่อไปต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ให้ได้น๊ะ… ต้องได้เลือกเมเจอร์ทางหุ่นยนต์หรืออย่างน้อยก็ด้าน Automation น๊ะ

อะไรประมาณนี้ก็ได้แล้วครับ… ส่วนกรณีขององค์กร ที่หมายถึงคนหลายคนทำงานเพื่อวิสัยทัศน์เดียวกัน เครื่องมืออย่าง KPI และ OKRs ก็น่าสนใจที่จะสละเวลาให้สิ่งเหล่านี้… ผมไม่รู้ว่าท่านเคยมีประสบการณ์ขับรถที่เข็มไมล์บอกความเร็วเสียมั๊ย ลองนึกภาพดูก็ได้ครับ แถมยังขับบนถนนที่ไม่มีป้ายบอกทางและแผนที่ด้วยอีกต่างหาก… แค่รถวิ่งเร็วเท่าไหร่ท่านก็ไม่รู้แล้ว วิ่งมาถูกทางหรือเปล่าก็ยังไม่รู้อีกต่างหาก… อารมณ์ระหว่างเดินทางแบบนี้จะหวั่นไหว

ทั้งหมดของ V2MOM มีเท่านี้ประมาณนี้ครับ… ที่สำคัญคือ Framework นี้เป็นเพียงขั้นการคิดและวางแผนเท่านั้นเองครับ Framework จะพาท่านไปสู่ความสำเร็จล้มเหลวอย่างไร ยังมีอะไรอีกมากให้จัดการและดำเนินการ… แต่ V2MOM ช่วยให้ท่านกล้าคิดและกล้าท้าทายอุปสรรคสำคัญในระยะวางแผนได้ดีทีเดียว เคล็ดลับก็แค่… อย่าเอา Obstacles มาคิดก่อนก็พอครับ…

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งถึงท่านบน Timeline ทุกวัน และ รบกวนท่านผ่านข้อความ Chat เท่าที่จำเป็น

Recent Posts

Related Post

Emotional Intelligence and Social Intelligence

หลายวันก่อนผมจำเป็นต้องเข้าไปค้นฐานข้อมูลงานวิจัยที่ Researchgate แล้วก็ไปเจองานวิจัยของ Dr.Reuven Bar-On จาก University of Texas Medical Branch หัวข้อ Emotional and social intelligence: Insights from the Emotional Quotient Inventory ซึ่งผมกำลังสนใจเรื่อง Social Intelligence

Georgia DOT

Q-Free Traffic Management Solutions… ระบบบริหารการจราจรสำหรับอนาคต #FutureTransportation

กรมการขนส่งแห่งจอร์เจีย หรือ The Georgia Department of Transportation หรือ Georgia DOT ได้ลงนามในสัญญา 10 ปีกับ Startup เจ้าของเครื่องหมายการค้า และ เทคโนโลยีในตระกูล Q-Free เจ้าของแบรนด์ Kinetic Signals และ Intelight MAXVIEW เพื่อดำเนินการจัดหาซอฟต์แวร์การจัดการการจราจรส่วนกลาง ซอฟต์แวร์ควบคุมทางแยก และ บริการฮาร์ดแวร์ควบคุมการจราจรบนทางแยกที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั่วทั้งรัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ของจอร์เจียข่าวหนึ่งมาตั้งแต่กลางเดือนเมษายน และ เป็นรองเพียงข่าววัคซีนกับโควิดระบาด กับ ตำรวจผิวขาวไม่ถูกกับคนผิวดำเท่านั้นเอง

Blended Learning

Hybrid Education Ecosystems… ระบบนิเวศทางการศึกษาเพื่อรองรับกลไกการศึกษาแบบไฮบริด #ReDucation

รูปแบบการเรียนการสอนแบบไฮบริด หรือ Hybrid Learning หรือ Blended Learning เพื่อเตรียมรับสถานการณ์แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในวิกฤตโควิด อันเป็นบทเรียนสำคัญที่ระบบการศึกษาต้องออกแบบใหม่หมด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะหยุดชะงักแบบนี้อีก… ซึ่งจำเป็นต้องจัดเตรียมความพร้อมหลายประการให้พร้อม ถึงขั้นใช้ Hybrid Learning เป็นระบบหลักที่จำเป็นต้องลงทุนเพื่อพัฒนาระบบการศึกษาให้แข็งแกร่งบนแนวทางที่จำเป็นต้องยืดยุ่นสูงให้ได้

Task Oriented Leadership

Task Oriented Leadership และการจัดการผ่านเทคโนโลยี #ExtremeLeadership

การติดตามงานในกิจการสมัยใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยีเข้ามากำกับดูแลนั้น ส่วนสำคัญที่สุดก็คือการการปลดปล่อยภาระของผู้นำและหัวหน้างานออกจากหน้าที่ “ควบคุมดูแล และ กำกับรายละเอียดในการทำงาน” และนำเทคโนโลยีเข้ามา “ควบคุมดูแล” เรื่องเวลาหรือแม้แต่การตรวจรับส่งมอบงานในหน้าที่ของทุกคนแทน… ซึ่งผู้นำและหัวหน้างานจะถูกลดบทบาทลงให้เป็นเพียง “ผู้สนับสนุน หรือ พี่เลี้ยง” ในภาระงานที่ออกแบบดำเนินการผ่านระบบให้ได้มากที่สุด…