Vaccine Hesitancy

Vaccine Hesitancy… ภาวะปฏิเสธวัคซีนในสงครามจิตวิทยายุคข้อมูลข่าวสารท่วมท้น #RederX

ดูเหมือนอาการกลัววัคซีนในประเทศไทยและคนไทยในห้วงเวลาที่ “วัคซีนของจริง” กำลังถูกแจกจ่ายและฉีดให้กับกลุ่มเป้าหมายตามแผนงานสาธารณสุข กำลังจะกลายเป็นประเด็นใหญ่และลุกลามเป็นปัญหาอื่นๆ แทรกซ้อนอีกมาก โดยเฉพาะความขัดแย้งในสังคมจากสาเหตุหลายประการ… ตั้งแต่ระดับจิตวิทยาส่วนบุคคลที่ถกเถียงขัดแย้งในวงสนทนา… ไปจนถึงสงครามการค้าในธุรกิจยาและเวชภัณฑ์ และ สงครามจิตวิทยาอิงการเมืองระหว่างกลุ่มพลังอำนาจชี้นำสังคม ท่ามกลางความขัดแย้งภายในชาติที่ถูก Porous หรือ พรุนโครงสร้างสังคมและประเทศชาติทุกมิติมานาน… รวมทั้งการเมืองระหว่างประเทศที่รู้จักกันในชื่อ “Politics of Vaccines หรือ การทูตวัคซีน” ด้วย

ความจริง… ภาวะลังเลและปฏิเสธการรับวัคซีน หรือ Vaccine Hesitancy เป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก ซึ่งมีคนกลุ่มหนึ่ง “ขาดความเชื่อมั่นจนไม่ไว้วางใจ” และ ถือสิทธิส่วนบุคคลที่จะปฏิเสธ พร้อมข้ออ้างจาก “ข้อมูลข่าวสารในมือ บวกกับ ภาวะวิตกกังวลซับซ้อนในระดับจิตวิทยาส่วนตัว” ซึ่งแม้แต่คนที่เดินไปเข้าคิวฉีดวัคซีนด้วยความเต็มใจหลายคน ก็ยังความดันขึ้นเฉพาะกิจจนต้องวัดซ้ำหลายรอบก่อนฉีดก็มี

นั่นแปลว่า… อาการกลัวจะโดนฉีดวัคซีน หรือ ภาวะลังเลและปฏิเสธการรับวัคซีน หรือ Vaccine Hesitancy เป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นเสมอในหมู่คนที่ต้องฉีดวัคซีน ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ออกหน่วยฉีดวัคซีน ต้องเตรียมยาดมหรือแอมโมเนีย ไว้ช่วยเหลือคนเป็นลมก่อนฉีดและหลังฉีดเป็นปกติ

ประเด็นก็คือ… องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ถึงขั้นประกาศไว้ว่า… Vaccine Hesitancy เป็นหนึ่งในสิบภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลก ซึ่งถ้าจะให้แปลซ้ำอีกชั้นหนึ่งก็คือ โรคกลัวจะได้ฉีดวัคซีนเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญสิบอันดับแรกของโลกที่ต้องจัดการ

WHO SAGE Working Group on Vaccine Hesitancy หรือ หน่วยงานที่ปรึกษาเชิงยุทธศาตร์ กลุ่มงานปฏิเสธวัคซีนองค์การอนามัยโลก… ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาของ Noni E. MacDonald ในหัวข้อ Vaccine Hesitancy: Definition, Scope and Determinants เผยแพร่ข้อมูลและปัจจัยของการเกิดภาวะปฏิเสธวัคซีน ผ่านวารสารทางวิชาการชื่อ Journal of Vaccine ในปี 2015 ระบุว่า… สาเหตุหลักที่เกิดการปฏิเสธวัคซีนเนื่องจาก

  1. ถ่วงเวลาที่จะรับวัคซีน ทั้งๆ ที่สมัครใจจะฉีด… ซึ่งเป็นกลุ่มที่พร้อมฉีดแต่ไม่อยากเป็นคนฉีดก่อนเท่านั้นเอง
  2. ปัญหาซับซ้อนเชิงบริบททั้งเวลา สถานที่และตัวผลิตภัณฑ์วัคซีนเอง… ซึ่งเป็นปัญหาเชิงข้อมูล และ การสื่อสารภายใต้บริบทเชิงสังคม
  3. ได้รับ “อิทธิพลจากปัจจัยภายนอก กระทบความพึงพอใจและไว้วางใจ” รวมทั้งทัศนคติต่อภาวะสุขสบายก่อนและหลังฉีดวัคซีน

ข้อมูลจากสำนักข่าวออนไลน์ The Matter ซึ่งได้พูดคุยกับ อ.นพ.ศุภโชค เกิดลาภ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อจากโรงพยาบาลรามาธิบดี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล… ซึ่งอาจารย์ศุภโชค เกิดลาภ ให้ความเห็นต่อกรณี Vaccine Hesitancy ในหมู่คนไทยในขณะนี้เกิดจาก…

  1.  ความกังวลว่าฉีดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น… กับ 
  2. สงสัยว่าทำไมข้อมูลมันกลับไปกลับมา หรือ สับสนกับข้อมูลข่าวสารนั่นเอง

ซึ่งด้านหนึ่งเป็นปัญหาการสื่อสารชัดเจน และ อีกด้านหนึ่งเกิดจากข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก… ซึ่งอาจารย์หมอศุภโชค เกิดลาภ เสนอความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า… การรณรงค์ให้คนมาฉีดวัคซีน จะต้องให้ข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ยกยอวัคซีนบางค่ายเกินไป และ ไม่ตำหนิวัคซีนบางค่ายเกินไป

ส่วนงานสาธารณสุขชุมชน โดยกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีอาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสม เป็นเจ้าหน้าที่ทำงานเชิงรุก ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เดินเคาะประตูบ้านกลุ่มเป้าหมายเพื่อขึ้นทะเบียนจองฉีดวัคซีนโควิดกันอยู่… หลายคำถามจากชุมชน “ล้วนเป็นข้อมูลบิดเบือนที่ได้จากคนรู้จักส่งต่อ และ บอกต่อกันมา” ซึ่ง อสม บางท่านก็แบ่งปันว่า… การให้ข้อมูลที่เป็นจริงทั้งหมด และ ยืนยันว่าแพทย์พยาบาลด่านหน้าที่ทำงานดูแลผู้ป่วยโควิดโดยตรง ต่างก็ได้วัคซีนที่มาถึงก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัคซีนที่ถูกบิดเบือนว่าด้อยคุณภาพนั่นแหละ… แต่วัคซีนที่ว่าด้อยเหล่านั้น ก็เป็นเกราะคุ้มตัวให้แพทย์พยาบาล และคนที่ทำงานเชิงรุกกับภัยโควิด… ไม่กลัวที่จะช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติในวิกฤตนี้

ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อทั่วโลกต่างก็ให้ความเห็นตรงกันว่า… การได้รับวัคซีนโควิดเร็วที่สุดจะทำให้คนที่ได้วัคซีนไปแล้ว มีภูมิคุ้มกันจนไม่ป่วยหนักและเสียชีวิตเพราะไวรัสโควิด… ไม่ติดต่อถึงคนใกล้ชิด และ เป็นส่วนหนึ่งของกลไกภูมิคุ้มกันหมู่ หรือ Herd Immunity

ส่วนปัญหาเรื่อง บริบทของการขับเคลื่อนนโยบาย และ อิทธิพลจากปัจจัยภายนอก หรือ Influenced Factors ในสังคมข้อมูลข่าวสารยุคแชร์ไว… ท่ามกลางสงครามธุรกิจยา ที่ช่วงชิงต่อสู้เพื่อเข้าถึงผลตอบแทนเชิงธุรกิจเกินจะคาดถึง… รวมทั้งสงครามการเมืองระหว่างประเทศ ที่ปลุกปั่นถึงขั้นทำร้ายร่างกายในที่สาธารณะอย่างอุกอาจเพราะเกลียดชังรังเกียจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะ “โฆษณาชวนเชื่อ หรือ Propaganda ระดับสงครามจิตวิทยา” ซึ่งใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ ที่ต้องการทำลายเป้าหมายด้วยความล้มเหลว… โดยไม่ใยดีต่อผลกระทบและชีวิตของใครจะต้องสังเวยไปบ้าง อันเป็นชุดความคิดเดียวกับ “การก่อการร้าย”

ผมเรียบเรียงบทความนี้ขึ้นไม่ได้หวังโน้มน้าว หรือ โต้แย้งความคิดเห็นจากข้อมูลส่วนที่ผมเข้าไม่ถึง ซึ่งคงมีอีกมาก… แต่ขอประณามความพยายามใดๆ ที่ “หาประโยชน์จากความกลัวของคนเพื่อทุกเป้าหมาย โดยเล็งเห็นผลกระทบชัดเจนจากความกลัว ความเสี่ยงและความล้มเหลวที่สนองประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว”

ตามนั้นครับ!!!

References…

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on pinterest
Pinterest
Share on tumblr
Tumblr

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *