Vision/Mission… หลักคิดและวิธีเขียน

Vision Mission

ในองค์กรทั้งรัฐเอกชนหรือแม้แต่องค์กรการกุศลและไม่แสวงหากำไรทั้งหลาย… การประกาศ วิสัยทัศน์ หรือ Vision และ พันธกิจ หรือ Mission ดูจะเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องสื่อสาร 2 สิ่งนี้ให้ทุกคนในองค์กรได้รับรู้และตีความร่วมกัน… แต่หลายครั้ง Vision และ Mission ก็ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อสารจนขับเคลื่อนองค์กรได้… และหลายครั้ง Vision และ Mission… ถูกเขียนขึ้นเพียงเพื่อให้มี โดยไม่มีใครในองค์กรใส่ใจเลยก็มี

ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายๆ หน่วยงานหรือองค์กรกำลังปฏิรูป หรือ Reform องค์กร เพื่อ “ไปต่อ” หลังวิกฤต COVID19 ที่ภาพในอนาคตหรือ Vision… กำลังถูกทบทวนและท้าทายองค์กร และเมื่อได้วิสัยทัศน์ที่แน่ชัดแล้ว ยังไงก็ต้องนำวิสัยทัศน์มาออกแบบสิ่งที่ต้องทำซึ่งถือเป็นแผนที่มีพันธะผูกพันธ์ทุกๆ ส่วนในองค์กร แบบที่นิยมเรียกกันว่าพันธกิจ หรือ Mission นั่นเอง

ประเด็นก็คือ… หลายท่านยังสงสัยอยู่ว่า Mission/Vision ต่างกันยังไง… เขียนยังไง และสื่อสารแบบไหน?

เวบไซต์ Stanford Graduate School of Business ระบุว่า… Mission เป็นข้อความที่ระบุว่า… Why the organization exists หรือแปลตรงตัวว่า ทำไมองค์กรเราจึงต้องมีอยู่… ซึ่งเป็นการบอกรวมๆ ถึงวัตถุประสงค์ว่า เหตุใดองค์กรจึงต้องทำงานที่ทำอยู่… โดยไม่ได้กำหนดวิธีการทำงานนั้นๆ ไว้ 

ในขณะที่… Vision จะเป็นภาพร่างที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงว่า… 3 ปี 5 ปี หรือในอนาคตข้างหน้า องค์กรจะมีลักษณะอย่างไรในวันนั้น

พูดง่ายๆ ชัดๆ ก็คือ… Vision คือจุดหมายปลายทางที่มีไว้บอกทุกคนในองค์กรว่า “เราจะพาองค์กรไปให้ถึง ณ จุดนั้นกัน… ในขณะที่ Mission จะพูดถึงพันธกรณี หรือสิ่งต่างๆ ที่ต้องมีหรือต้องทำให้มี เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายตาม Vision

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ… มีคำถามเสมอว่า Mission/Vision อันไหนใหญ่กว่าอันไหน และอันไหนมาก่อนอันไหน?… ซึ่งถ้าผมเจอคำถามแบบนี้จะตอบไปก่อนว่า… ผมมอง Mission/Vision เหมือนไก่กับไข่ ต่างต้องมีทั้งสองชิ้นที่บอกได้ยากว่าอันไหนมาก่อน อันไหนมาทีหลัง หรืออันไหนสำคัญกว่าอันไหน

และถ้าอ้างอิงข้อมูลจากเวบไซต์ Stanford Graduate School of Business ก็จะพบว่า… การอธิบายเรื่อง Mission/Vision จะมีตัวแปรอีก 2 ตัวเพิ่มเข้ามาในปัจจุบัน ได้แก่… Values หรือคุณค่า หรือค่านิยมในองค์กร โดยเฉพาะ Core Values หรือค่านิยมหลัก และ… Strategy หรือกลยุทธ์ หรือแผนการทางเทคนิคที่องค์กรจะต้องขับเคลื่อนลงมือทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

ดังนั้น… Mission จึงต้องสร้างขึ้นโดยมี Vision เป็นเป้าหมาย และยังมีการกำหนดวัตถุประสงค์กับค่านิยมหลัก ใส่ไว้ในพันธกิจที่ต้องขับเคลื่อน ก่อนจะนำไปพัฒนากลยุทธ์… ซึ่งในทางปฏิบัติจะต้องเขียนเป็น Mission โดยมี Vision ชี้นำแนวทางการเขียน และควรหรือสามารถเขียน Vision หรืออีกนัยหนึ่งคือเป้าหมายเอาไว้ใน Mission ได้เลย

Credit: https://www.gsb.stanford.edu

ส่วนคำถามที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับ Vision/Mission ก็คือ… จะเขียนยังไง?

Peter Drucker ปรมาจารย์ด้านการจัดการที่นักบริหารทั่วโลกยกย่อง เคยสรุปประเด็นหรือแนวทางการเขียน Mission หรือการเขียน Mission Statement ไว้ว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว Mission หรือ พันธกิจขององค์กรหนึ่งๆ มักจะมีองค์ประกอบ 9 อย่างต่อไปนี้ได้แก่

  1. Customers หรือ ลูกค้า เป็นการแจกแจงข้อมูลเพื่อเข้าถึงลูกค้าทุกมิติ ซึ่งไม่ว่าองค์กรจะมีตัวตนลูกค้าชัดเจนหรือไม่… งานทุกอย่างขององค์กรยังไงก็ต้องทำอะไรให้ใครซักคน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาบางอย่างให้คนบางคนหรือคนบางกลุ่ม
  2. Products and Services หรือ สินค้าและบริการ เป็นการระบุมุมมองของสินค้าหรือบริการ ที่องค์กรต้องการส่งมอบให้ลูกค้า
  3. Markets หรือ ตลาด เป็นการระบุพื้นที่ตามภูมิศาสตร์ หรือขอบเขตที่ลูกค้าเป้าหมาย มีจำนวนหรือปริมาณเพียงพอต่อการทำธุรกิจและดำเนินกิจการ
  4. Technology หรือ เทคโนโลยี เป็นการระบุว่า องค์กรใช้เทคโนโลยีแบบไหนอย่างไร และหรือมีนวัตกรรมอะไรตอบวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้บ้าง
  5. Concern for Survival หรือ คำนึงถึงความอยู่รอด เป็นการระบุถึงแนวทางการอยู่รอดจนเติบโตและสร้างผลตอบแทน ภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมหนึ่ง
  6. Philosophy หรือ ปรัชญา โดยหลักปรัชญาขององค์กรจะบอกความเชื่อ ตัวตนและความเป็นองค์กร วัฒนธรรมองค์กร คุณธรรม จริยธรรมขององค์กร รวมไปถึง ค่านิยมขององค์กร เพื่อเป็นต้นธารแห่งความสำเร็จขององค์กร
  7. Self-concept หรือ มโนทัศน์ส่วนตน หรือตัวตน เป็นรายละเอียดทางเทคนิค ทั้งจุดยืนและแนวทางเฉพาะ เพื่อให้องค์กรยืนหยัดเหนือคู่แข่ง ตัวชี้วัด หรือเพื่อสร้างความโดดเด่นให้บรรลุเป้าหมายด้วยวิธีและแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์
  8. Concern for Public หรือ คำนึงถึงสังคม เป็นการระบุข้อคำนึงถึงสังคม ชุมชน หรือ สิ่งแวดล้อม ทั้งเพื่อการสร้างภาพลักษณ์และการประชาสัมพันธ์ รวมทั้งระบุขึ้นเพื่อใช้สื่อสารกับสังคมที่มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกับองค์กร
  9. Concern for Employees หรือ คำนึงถึงบุคลากร องค์กรที่ระบุ Mission ถึงบุคลากรก็เพื่อขับเคลื่อนองค์กรผ่านพลังความร่วมมือของบุคลากร ตั้งแต่ระดับขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร ไปจนถึงการร่วมแรงเพื่อสร้างวิสัยทัศน์ให้เป็นจริงร่วมกัน

โดยส่วนตัวผมมองว่า… แนวทางทั้ง 9 มิติที่ Peter Drucker ร่างเป็นโครงไว้ให้ ค่อนข้างจะมีรายละเอียด ซึ่งหลายกรณีทำให้การเขียน Mission Statement ดูเยิ่นเย้อไม่ต่างจากการรวมวัตถุประสงค์ของแผนหลายๆ แผนในองค์กรมาใส่ไว้จนไม่น่าสนใจ… โดยเฉพาะการพัฒนา หรือเขียนพันธกิจของ Startup เกิดใหม่ ซึ่งผมจะแนะนำแนวทางการพัฒนา Mission ด้วย Customer Oriented หรือมุ่งเน้นลูกค้า… หรือไม่ก็ Product Oriented หรือมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์แทนรายละเอียดข้อใดข้อหนึ่งใน 9 ประเด็นที่กล่าวมา… ซึ่งโดยข้อเท็จจริงของการกำหนดและเขียน Mission/Vision ก็ไม่ได้มีกฏตายตัวอะไรชัดเจนอยู่แล้ว

ท่านที่ยังงงๆ หรือกำลังอยากเปลี่ยนหรือเขียน Mission ใหม่กันตอนนี้… ลองค้นดู Mission/Vision ของธุรกิจที่เราสนใจดูก็ได้ครับ… ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเปิดเผยอวดกันหาไม่ยากเท่าไหร่อยู่แล้ว

ที่สำคัญคือ… ควรมีและยกให้เห็นเด่นชัดทั้งในและนอกองค์กรจะดีที่สุด!

อ้างอิง

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email
Add Reder's Line friends

เพิ่ม Reder เป็นเพื่อนทาง Line... เรามีเรื่องเล่าและแรงบันดาลใจส่งให้ท่านทุกวันคี่

Related Post

The 4 Pillars of Change

Pivot Pillars of Change… เสาหลักสำคัญในการเปลี่ยนแปลง #ExtremeLeadership

การปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปถือเป็นเรื่องธรรมดาระดับ “สัจจธรรม” ที่เกิดกับทุกสิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ… แต่การปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่อ “บริหารความเสี่ยง” ถือเป็นเรื่องไม่ธรรมดาจนปล่อยให้อะไรๆ เป็นไปตามธรรมชาติไม่ได้แน่ เพราะการเปลี่ยนแปลงเกินระดับธรรมดาโดยทั่วไป จะไม่สามารถประเมิน “สถานการณ์ลำดับถัดไปได้อย่างชัดเจน” ซึ่งหลายกรณีเข้าข่ายมืดมนจนน่ากลัวก็มี

Design Thinking in Instructional Design Empathy

Prototype… ต้นแบบชีวิต

ทั้งหมดเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านการพูดคุยสนทนากับต้นแบบของคนอื่นที่มีลักษณะเดียวกับปีที่ 5 ของเราใน Odyssey Plan… เพื่อนำมาสร้างต้นแบบของตัวเอง จากรายละเอียดที่ชัดเจนพอให้นำมาประเมินและวางแผน 5 ปีของเรานั่นเอง

Sony Reon

Thermoelectric Cooler Peltier… เทคโนโลยีความเย็นปลอดสาร CFC

ปี 1834 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส 2 คน คือ French Watchmaker และ Jean CharAthanase Peltier ได้ค้นพบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Peltier effect… โดยทั้งสองค้นพบว่า… เมื่อได้ทำการจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงให้กับสารกึ่งตัวนำ พบว่าที่ผิวทั้งสองด้านของ “สารกึ่งตัวนำชนิดแรก เกิดความร้อนขึ้นที่ผิว และ ที่ผิวอีกด้านของสารกึ่งตัวนำอีกชนิดก็เกิดความเย็นขึ้นที่ผิว” โดยเกิดขึ้นสอดคล้องกับทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้า… ในทางกลับกัน ถ้าหากมี “การให้ความร้อนที่ผิวด้านหนึ่งและความเย็นอีกด้านหนึ่ง” ก็ส่งผลทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าขึ้น

Puff The Magic Dragon… Peter Paul & Mary

เนื้อเรื่องเหมือนนิทานในเพลง Puff The Magic Dragon ถือว่าเป็นเรื่องเศร้าของ “ความเป็นอมตะ” ที่เจ้ามังกรวิเศษผู้ยืนยง สุดท้ายก็ต้องอยู่เดียวดายเมื่อ Jackie Paper จากไปเพราะไม่ได้มีชีวิตเป็นอมตะเหมือนเจ้ามังกร และความเป็นอมตะและยิ่งใหญ่ของมังกรวิเศษ ที่แม้แต่พระราชา เจ้าชาย หรือโจรสลัด ต่างก็ยำเกรงและนบนอบ… แต่นั่นก็ไร้ความหมายเมื่อไร้เพื่อนและสูญเสียความสัมพันธ์อันงดงามในวัยเยาว์ไป